11 ก.พ. เวลา 02:09 • ธุรกิจ

ความลับใต้ฝาพับ? เรื่องราวของ Toshiba T1100 แล็ปท็อปเครื่องแรกที่โลกยอมรับ

ย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 1980 โลกของคอมพิวเตอร์พกพาถูกจำกัดอยู่ในกรอบที่แคบและน่าอึดอัดเป็นอย่างมาก
ถ้าต้องการเครื่องที่ใช้งานได้จริง ก็ต้องยอมแบกน้ำหนักมหาศาลเหมือนแบกข้าวสาร
แต่ถ้าต้องการความเบา ก็จะได้เครื่องที่ทำอะไรแทบไม่ได้เลยนอกจากคิดเลข
ในยุคนั้นตลาดคอมพิวเตอร์พกพาถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน
ขั้วแรกคือกลุ่มเครื่องขนาดเล็กจิ๋วที่เรียกว่า “Palmtops” ซึ่งมีขนาดพอๆ กับฝ่ามือและทำงานด้วยถ่าน AA เพียงไม่กี่ก้อนเท่านั้น
แม้มันจะดูเท่และล้ำสมัยในสายตาคนทั่วไป แต่มันกลับมีข้อจำกัดที่แก้ไม่ตกสำหรับคนทำงานจริงจัง
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Epson HX-20 ซึ่งเปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 1982 และถูกยกย่องจากสื่อหลายสำนักว่าเป็นคอมพิวเตอร์พกพาเครื่องแรกของโลก
มันขายได้ถึงสองแสนกว่าเครื่อง แต่ความจริงที่น่าเจ็บปวดคือมันมีหน้าจอขนาดเล็กนิดเดียว และพลังประมวลผลที่น้อยเกินกว่าจะเอาไปทำธุรกิจอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน
นักธุรกิจในยุค 80 ต่างโหยหาเครื่องมือที่ทรงพลังกว่านั้น พวกเขาต้องการซอฟต์แวร์ตารางคำนวณระดับโลกอย่าง Lotus 1-2-3 มาไว้ในมือเพื่อทำงานนอกสถานที่
แต่เครื่องขนาดเล็กเหล่านี้กลับตอบโจทย์ไม่ได้ จนทำให้เครื่องอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า “Luggables” กลายเป็นทางเลือกที่จำใจต้องใช้
คำว่า Luggable มาจากคำว่า Lug ที่แปลว่าลากหรือหิ้วอย่างทุลักทุเล
มันคือคอมพิวเตอร์ที่มีหูหิ้วแต่หนักถึง 12 กิโลกรัม แถมยังไม่มีแบตเตอรี่ในตัว ต้องเดินสอดส่ายสายตาหาปลั๊กไฟทุกครั้งที่ต้องการใช้งาน
1
เครื่องที่ดังที่สุดในกลุ่มนี้คือ Osborne 1 และตามมาด้วย Compaq Portable ที่ออกมาในปี 1983
แม้ Compaq จะประสบความสำเร็จอย่างมากเพราะมันทำงานร่วมกับระบบ IBM PC ได้สมบูรณ์แบบ
แต่มันก็ยังไม่ใช่คอมพิวเตอร์ที่จะหยิบมาวางบนตักเพื่อทำงานบนเครื่องบินได้อย่างสะดวกใจเลยแม้แต่นิดเดียว…
นี่คือช่องว่างขนาดใหญ่ที่รอใครสักคนมาเติมเต็ม ใครจะเป็นคนสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีทรงฝาพับแบบ “Clamshell” ที่รวมทั้งพลังประมวลผล ความพกพา และแบตเตอรี่ไว้ในเครื่องเดียวได้สำเร็จ
คำตอบไม่ได้มาจากยักษ์ใหญ่ในอเมริกาอย่าง IBM หรือ Apple แต่กลับมาจากบริษัทญี่ปุ่นที่ชื่อว่า Toshiba
ซึ่งในขณะนั้นกำลังตกที่นั่งลำบากจากการล้มเหลวในตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาแล้วหลายครั้งติดต่อกันจนแทบจะถอดใจ
1
Tetsuya Mizoguchi คือชายร่างใหญ่ที่มีจิตวิญญาณนักสู้ เขาเริ่มงานที่ Toshiba ตั้งแต่ปี 1963 และมีความฝันอันยิ่งใหญ่
หลังจากได้อ่านบทความเรื่อง Personal Dynamic Media ของ Alan Kay นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ระดับตำนาน
ความฝันนั้นคือการสร้าง “Dynabook” คอมพิวเตอร์ในอุดมคติที่ทรงพลังพอจะช่วยให้ทุกคนเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ความจริงกลับสวนทาง
เพราะเครื่องตระกูล Pasopia ของ Toshiba กลับขายไม่ออกทั้งในญี่ปุ่นและอเมริกา เนื่องจากคู่แข่งอย่าง NEC ครองตลาดไว้อย่างเหนียวแน่น
ความล้มเหลวซ้ำซากทำให้ผู้บริหารระดับสูงของ Toshiba สิ้นหวังและเตรียมที่จะประกาศถอนตัวจากธุรกิจคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างสิ้นเชิง
แต่ทว่าโอกาสสุดท้ายกลับมาถึงในรูปแบบของโปรเจกต์ลับที่มีชื่อรหัสว่า Brighter Blue
ผู้บริหารกลุ่มหนึ่งแอบโยกงบประมาณและทีมวิศวกรจากโครงการทหารมาสร้างทีมเฉพาะกิจเพื่อสร้างคอมพิวเตอร์พกพารุ่นใหม่
พวกเขาต้องทำงานกันอย่างลับๆ ในโรงงานที่เมือง Ome ซึ่งอยู่ไกลจากสำนักงานใหญ่โตเกียวมากพอที่จะหลบสายตาเบื้องบนได้ เพราะถ้าความแตก พวกเขาอาจถูกไล่ออกยกทีม
หัวหน้าทีมอย่าง Ginzo Yamazaki เริ่มต้นสร้างตัวต้นแบบขึ้นมาท่ามกลางความกดดันมหาศาล
เครื่องรุ่นนี้ต้องใช้ชิป Intel 80C88 และมีหน้าจอ LCD ขาวดำที่สามารถพับเก็บได้ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ล้ำหน้าและท้าทายวิศวกรรมมากในยุคนั้น
แต่การมีเครื่องที่ดีไม่ได้หมายความว่าจะขายได้ Atsutoshi Nishida ผู้จัดการฝ่ายขายประจำยุโรปคือตัวละครสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนเกม
เขาเล็งเห็นว่านี่คือโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ที่จะสร้างตลาดใหม่ขึ้นมา โดยเสนอไอเดียว่าให้ขายคอมพิวเตอร์เครื่องนี้คู่กับเครื่องตั้งโต๊ะของ IBM
1
Nishida รู้ดีว่ากุญแจสำคัญไม่ใช่แค่ฮาร์ดแวร์ แต่คือซอฟต์แวร์
เขาจึงบุกไปหาบริษัทซอฟต์แวร์อย่าง Lotus ที่ลอนดอน เพื่อขอให้พอร์ตโปรแกรมลงแผ่นดิสก์ขนาด 3.5 นิ้ว ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มาก เพราะโลกในตอนนั้นใช้แผ่นใหญ่ 5.25 นิ้วกันทั้งเมือง
เขาถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ Nishida ไม่ยอมแพ้ เขาเทียวไล้เทียวขื่อจนถึงครั้งที่สี่ จนกระทั่งความดื้อรั้นของเขาเอาชนะใจวิศวกรของ Lotus ได้สำเร็จ
การที่โปรแกรมยอดนิยมอย่าง Lotus 1-2-3 สามารถรันบนแผ่นดิสก์เล็กๆ ได้ คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Toshiba T1100 พร้อมรบในสนามจริง
เมื่อ Toshiba T1100 เปิดตัวครั้งแรกที่เยอรมนีในปี 1985 โลกก็ต้องตะลึงกับสิ่งที่เห็น
มันคือคอมพิวเตอร์ที่รันระบบ MS-DOS ได้เหมือนเครื่องตั้งโต๊ะ แต่มีน้ำหนักเบาและพกพาได้จริง
นักวิจารณ์ต่างชื่นชมและเรียกมันว่าเป็นนวัตกรรมที่แท้จริง
ความสำเร็จของ T1100 ในยุโรปส่งผลให้ Toshiba กลับมามีความหวังอีกครั้ง
ผู้บริหารที่เคยคิดจะยุบแผนกคอมพิวเตอร์ต้องเปลี่ยนความคิด และเริ่มทุ่มทรัพยากรลงมาสนับสนุนอย่างเต็มที่ จนเกิดเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่เน้นตลาดแล็ปท็อปโดยเฉพาะ
แต่สงครามเพิ่งจะเริ่มต้น เมื่อคู่แข่งรายอื่นเห็นความสำเร็จของ Toshiba
ยักษ์ใหญ่อย่าง IBM และบริษัทหน้าใหม่อย่าง Compaq ก็เริ่มกระโจนเข้าสู่ตลาดนี้ด้วยสินค้าของตัวเอง ทำให้ Toshiba ต้องเร่งพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง…
ในปี 1987 Toshiba ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยการเปิดตัวรุ่น T1000 ซึ่งเป็นแล็ปท็อปที่สร้างประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง
เรื่องราวเบื้องหลังของรุ่นนี้น่าสนใจยิ่งกว่านิยาย เพราะมันเกิดจาก “กำแพงภาษี” ที่สหรัฐฯ ตั้งขึ้นเพื่อกีดกันสินค้าญี่ปุ่น
สหรัฐฯ สั่งเก็บภาษีนำเข้าคอมพิวเตอร์ 16-บิต จากญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วง ทำให้ Toshiba ต้องหาทางเลี่ยง
พวกเขาหัวหมอด้วยการใช้ชิปที่มีการประมวลผลภายใน 16-บิต แต่รับส่งข้อมูลภายนอกแบบ 8-บิต ทำให้ T1000 หลุดรอดจากกฎเกณฑ์ภาษีมาได้
ผลพลอยได้จากความพยายามลดต้นทุนและขนาด ทำให้ T1000 กลายเป็นคอมพิวเตอร์ที่เล็กและเบาที่สุดในยุคนั้น
มันมีน้ำหนักเพียง 2.9 กิโลกรัม และราคาถูกจนใครๆ ก็จับต้องได้ เปรียบเสมือน MacBook Air แห่งยุค 80 ที่ใครๆ ก็อยากมีไว้ครอบครอง
จากความสำเร็จเหล่านี้ Tetsuya Mizoguchi ไม่เคยลืมความฝันแรกของเขา เขายังคงมุ่งมั่นที่จะสร้าง “Dynabook” ที่แท้จริงให้ได้
เขาผลักดันทีมวิศวกรให้รีดไขมันส่วนเกินของเครื่องออกทุกมิลลิเมตร จนเกิดเป็นตำนานเล่าขานในวงการ
มีเรื่องเล่าว่าเมื่อวิศวกรนำเครื่องต้นแบบที่หนา 50 มิลลิเมตรมาเสนอ และบอกว่า “นี่บางที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว”
หัวหน้าทีมกลับนำเครื่องนั้นไปจุ่มลงในถังน้ำ เมื่อมีฟองอากาศลอยขึ้นมา เขาจึงชี้ให้เห็นว่า “ยังมีที่ว่างเหลืออยู่ ไปทำให้บางลงกว่านี้”
ความมุ่งมั่นแบบกัดไม่ปล่อยทำให้ Toshiba ครองบัลลังก์เจ้าตลาดแล็ปท็อปโลกได้ยาวนานตลอดทศวรรษ 1990
พวกเขาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งหน้าจอสี แบตเตอรี่ที่อึดขึ้น และฮาร์ดดิสก์ที่มีความจุสูงขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ในโลกธุรกิจไม่มีใครเป็นผู้ชนะได้ตลอดกาล
เมื่อเข้าสู่ยุค 2000 การแข่งขันเริ่มเปลี่ยนรูปแบบไป คู่แข่งอย่าง Dell และ HP เริ่มใช้วิธีการบริหารจัดการ supplychain ที่ทันสมัยกว่า ทำให้ทำราคาได้ถูกกว่ามาก
Toshiba ที่เคยภูมิใจในคุณภาพการผลิตและความประณีตแบบญี่ปุ่น เริ่มสูญเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่งที่เน้นความเร็วและราคาถูก
ประกอบกับตลาดองค์กรที่ IBM (และต่อมาคือ Lenovo) ทำได้ดีกว่ามาก ทำให้สถานการณ์เริ่มกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
ท้ายที่สุด Toshiba ก็ได้ขายธุรกิจคอมพิวเตอร์ให้กับ Sharp และถอนตัวออกจากตลาดไปในปี 2020 ปิดฉากตำนานผู้บุกเบิกที่ยาวนานกว่า 35 ปี แต่สิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้คือมรดกทางเทคโนโลยีที่ประเมินค่าไม่ได้
ทุกครั้งที่เรากางหน้าจอแล็ปท็อปขึ้นมาทำงานที่ร้านกาแฟ หรือพับเก็บใส่กระเป๋าเป้ได้อย่างง่ายดาย
ให้รู้ไว้ว่าความสะดวกสบายเหล่านี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความดื้อรั้นของกลุ่มคนเล็กๆ ในโรงงานที่ห่างไกลความเจริญ
เรื่องราวของ Toshiba T1100 บอกเราว่า นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกอาจไม่ได้เกิดจากความพร้อมที่สมบูรณ์แบบ
1
แต่มักเกิดจากข้อจำกัด ความกดดัน และความกล้าที่จะทำในสิ่งที่คนอื่นบอกว่าเป็นไปไม่ได้
1
Toshiba T1100 อาจเป็นแค่เศษเหล็กและพลาสติกเก่าๆ ในพิพิธภัณฑ์วันนี้ แต่มันคือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันว่า ความพยายามของมนุษย์ที่จะเอาชนะข้อจำกัดนั้น ไม่มีที่สิ้นสุด…
References: [spectrum .ieee, dynabook, computerworld, nikkei, pcmag]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา