11 ก.พ. เวลา 01:57 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

เรือรบไทยเมดอินไชน่า

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เห็นมีดราม่าเรื่องเรือรบไทยเทียบท่าที่ออสเตรเลียไม่ได้ บ้างก็ว่าเป็นเรือที่ต่อจากจีน บ้างก็ว่าต้อนรับแค่เรือที่ทันสมัย ดราม่าเรือแบบนี้จะมีความเป็นมาอย่างไรนั้น ที่แน่ๆจะต้องขอพาทุกท่านมาทำความรู้จักกับเรือหลวงลำนี้เสียก่อน ไม่อย่างนั้นจะไม่รู้ว่าที่ไปที่มาของเรื่องนี้เป็นเช่นไร ถ้าพร้อมแล้วไปติดตามกันครับ
ย้อนกลับไปในช่วงปีพ.ศ. 2523 - 2533 กองทัพเรือไทยมีความต้องการเรือฟริเกตที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อปกป้องน่านน้ำจากภัยคุกคามทางทะเลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม ด้วยงบประมาณที่มีจำกัดของกองทัพเรือในขณะนั้น สวนทางกับแนวความคิดของกองทัพเรือต้องการจำนวนเรือมากเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เมื่อไม่รู้จะหันไปซื้อเรือรบจากชาติใดในซีกโลกตะวันตก ทำให้ไทยตัดสินใจเจรจากับประเทศจีน ซึ่งเสนอราคาที่คุ้มค่ากว่าเรือจากชาติผลิตตะวันตกถึง 4 เท่า
การสั่งซื้อเริ่มต้นด้วยเรือฟริเกต Type 053 ชั้นเจ้าพระยา จำนวน 4 ลำ ในปี พ.ศ. 2533 ซึ่งจีนออกแบบให้มีพื้นฐานรองรับเฮลิคอปเตอร์ได้ ต่อมาจึงขยับสู่โครงการเรือฟริเกตที่มีขนาดใหญ่ขึ้นคือรุ่น F25T หรือ เรือหลวงชั้นนเรศวร ประกอบด้วยเรือรบ 2 ลำคือเรือหลวงนเรศวร และ เรือหลวงตากสิน ซึ่งเป็นการออกแบบร่วมกันระหว่างกองทัพเรือไทยและบริษัทต่อเรือของจีนเพื่อให้เหมาะสมกับภารกิจของไทยโดยเฉพาะ ต่อมาเรือลำดังกล่าวได้เข้าประจำการในปีพ.ศ.2538 นับว่เป็นเรือฟริเกตที่มีความทันสมัยที่สุดในยุคนั้น
สำหรับมิติเรือ ตัวเรือมีระวางขับน้ำเต็มอัตรา 3,000 ตัน ความยาว 120.2 เมตร และกว้าง 13 เมตร มีความเร็วสูงสุดได้ถึง 32 น็อต และมีระยะปฏิบัติการไกลถึง 4,000 ไมล์ทะเล ที่ความเร็วเดินทาง 18 น็อต สามารถรองรับกำลังพลได้ 150 นาย และมีดาดฟ้าท้ายเรือสำหรับบรรจุ เฮลิคอปเตอร์ขนาดกลาง เช่น S-70B Seahawk เพื่อใช้ในภารกิจปราบเรือดำน้ำหรือค้นหาและช่วยชีวิตทางทะเล
เรือหลวงนเรศวรได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ ในปีพ.ศ. 2554 ซึ่งทำให้มีระบบอาวุธที่ทันสมัยที่สุดลำหนึ่งในภูมิภาค ได้แก่ ระบบยิงแนวตั้ง Mk.41 VLS ถือเป็นการอัปเกรดที่สำคัญที่สุด โดยมีการติดตั้งท่อยิงอาวุธปล่อยนำวิถีแนวตั้ง เพื่อใช้กับขีปนาวุธ RIM-162 ESSM (Evolved Sea Sparrow Missile) จำนวนสูงสุด 32 ลูก ซึ่งมีพิสัยยิงไกล 50 กม. และความเร็วสูงถึง 4 มัค ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันภัยทางอากาศและการต่อต้านขีปนาวุธเหนือเสียง
อีกทั้งยังมีอาวุธเด็ดๆอย่าง ขีปนาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นติดตั้งขีปนาวุธ Harpoon จำนวน 4-8 ลูก มีพิสัยยิงไกลกว่า 120 กม. พร้อมระบบนำทางด้วยเรดาร์และสามารถบินเรี่ยน้ำเพื่อหลบหลีกการตรวจจับ
หัวใจสำคัญคือระบบบริหารจัดการการรบจากบริษัท Saab สวีเดนที่เชื่อมโยงเซ็นเซอร์และอาวุธทุกชนิดเข้าด้วยกัน ทำให้ตอบสนองต่อภัยคุกคามได้อย่างรวดเร็ว
ไม่เพียงเท่านี้เรือหลวงนเรศวรยังมีความโดดเด่นในการเชื่อมโยง Data Link กับเครื่องบินรบของกองทัพอากาศเช่น F-16 , Gripen และเครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าทางอากาศ SAAB 340AEW  ทำให้สามารถแบ่งปันภาพสถานการณ์และร่วมรบระหว่างเหล่าทัพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบตรวจจับของเรือประกอบด้วยเรดาร์เฝ้าตรวจทางอากาศระยะไกล LW 08 ตรวจจับเครื่องบินได้ไกล 230 กม. และเรดาร์ Sea Giraffe AMB ที่แม่นยำสูงในการตรวจจับเป้าหมายขนาดเล็กทั้งบนฟ้าและผิวน้ำ
ขีปนาวุธหลักสัญชาติตะวันตกบนเรือหลวงนเรศวรและเรือหลวงตากสินที่อันตรายที่สุดแน่นอนว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จัก Harpoon ปกติท่านผู้อ่านจะเห็นว่าเรือรบตะวันตกใช้อาวุธแบบนี้ได้แต่กับกองทัพเรือไทยหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะอะไรไปดูกัน
ฮาร์พูนเป็นขีปนาวุธร่อนต่อต้านเรือผิวน้ำที่มีชื่อเสียงที่สุดรุ่นหนึ่งของโลก พัฒนาโดยบริษัท McDonnell Douglas (ปัจจุบันคือ Boeing) ของสหรัฐอเมริกา เริ่มประจำการครั้งแรกในปีพ.ศ. 2520 ในฐานะอาวุธปล่อยนำวิถีที่สามารถโจมตีเป้าหมายที่อยู่เกินขอบฟ้าได้ในทุกสภาวะอากาศ ปัจจุบันมีใช้งานในกองทัพอากาศและกองทัพเรือกว่า 30 ประเทศทั่วโลก รวมถึงกองทัพเรือไทยด้วย
บนเรือหลวงนเรศวรและเรือหลวงตากสิน มีการติดตั้งขีปนาวุธฮาร์พูนในรุ่น RGM-84D Block IC หรือมีการอัปเกรดเป็น Block II ในเวลาต่อมา โดยมีจุดเด่นทางเทคนิคดังนี้ มีความสามารถในการโจมตีเป้าหมายได้ไกลกว่า 120-124 กิโลเมตร ขีปนาวุธแบบดังกล่าวมีความเร็วต่ำกว่าเสียงประมาณ 864 กม./ชม. หรือ 0.71 มัค บรรทุกหัวรบน้ำหนักประมาณ 221 กิโลกรัม
สำหรับรุ่นที่ยิงจากเรือรบรุ่น RGM-84 จะใช้ Solid-fuel rocket booster ในการช่วยส่งตัวออกจากท่อยิง และเมื่อถึงระดับหนึ่งเครื่องยนต์ Turbojet หลักจะทำงานเพื่อรักษาระดับการบิน ทั้งนี้ยังมีการติดตั้งบนแท่นยิงของเรือหลวงนเรศวรและเรอหลวงตากสินบริเวณกลางลำเรือโดยเรือแต่ละลำสามารถบรรทุกได้ตั้งแต่ 4 ถึง 8 ลูก
ความโดดเด่นของฮาร์พูนไม่ได้อยู่ที่ความเร็ว แต่อยู่ที่ยุทธวิธีในการบินของขีปนาวุธเช่น Sea-skimming Harpoon จะบินเรี่ยน้ำในระดับต่ำมากเพื่อหลบหลีกการตรวจจับของเรดาร์ฝ่ายตรงข้าม เมื่อใกล้จะถึงเป้าหมาย Active Radar Homing ใช้ระบบนำวิถีด้วยเรดาร์ของตัวเองในการค้นหาและล็อคเป้าหมายในช่วงท้ายของการเดินทาง
จากนั้นจึงเข้าสู่การทำ Pop-up Maneuver ถ้าเป็นในรุ่น RGM-84D ของกองทัพเรือเมื่อใกล้ถึงเป้าหมาย ขีปนาวุธสามารถบินเชิดหัวขึ้นอย่างรวดเร็วไปที่ระดับความสูงประมาณ 1,800 เมตร ก่อนจะพุ่งดิ่งลงโจมตีเป้าหมายจากด้านบนเพื่อสร้างความเสียหายสูงสุด
การเลือกใช้ฮาร์พูนบนเรือหลวงชั้นนเรศวรสะท้อนถึงกลยุทธ์ของกองทัพเรือไทยในขณะนั้นไม่ว่าจะเป็นการยกระดับคุณภาพเรือรบให้มีมาตรฐานสากล แม้ตัวเรือจะเป็นรุ่นเมดอินไชน่าที่เน้นความคุ้มค่าด้านราคา แต่การติดตั้งฮาร์พูนช่วยให้เรือมีอำนาจการรบที่ทัดเทียมกับมาตรฐานตะวันตก และสร้างความยำเกรงให้กับฝ่ายตรงข้าม การใช้ฮาร์พูนทำให้ไทยสามารถทำงานร่วมกับกองทัพเรือสหรัฐฯ หรือพันธมิตรในภูมิภาคได้ง่ายขึ้นในการฝึกร่วม เช่น  COBRA GOLD,  CARAT หรือ RIMPAC
ไม่เพียงเท่านี้เรือหลวงนเรศวร (FFG-421) ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเพชฌฆาตเรือดำน้ำที่น่ากลัวที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีระบบที่ออกแบบมาเพื่อการปราบเรือดำน้ำโดยเฉพาะทั้งในด้านการตรวจจับ การโจมตี และการป้องกันตัว
เรือหลวงนเรศวรไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่เซ็นเซอร์เดียว แต่ใช้การผสมผสานเทคโนโลยีการตรวจจับที่ทำให้เรือดำน้ำยากจะซ่อนตัว นั่นคือการติดตั้งโซนาร์ที่ตัวเรือรุ่น Atlas Elektronik DSQS-24D เพื่อตรวจจับเป้าหมายในระยะใกล้ และมีโซนาร์แบบลากท้ายที่สามารถส่งลงไปตรวจจับในเขตน้ำลึกหรือระยะไกลได้ เรือลำดังกล่าวสามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำ S-70B Seahawk ซึ่งเปรียบเสมือน "นักล่าบนฟ้า" โดยใช้โซนาร์แบบจุ่มลงในน้ำเพื่อค้นหาเรือดำน้ำในพื้นที่กว้างกว่าที่เรือจะทำได้เองและไกลกว่าที่เรือลำนี้จะไปถึง
ในกรณีที่เรือดำน้ำต้องขึ้นมาบนผิวน้ำเปรียบได้กับปลาวาฬที่ขึ้นมาหายใจ หรือในกรณีที่เรือดำน้ำใช้เรดาร์อยู่ใต้ท้องทะเง เรือหลวงนเรศวรมีเรดาร์ Sea Giraffe AMB และ Thales LW08 ที่มีความแม่นยำสูงในการตรวจจับเป้าหมายขนาดเล็กบนผิวน้ำ
อีกหนึ่งเขี้ยวเล็บการโจมตีที่รุนแรงและแม่นยำของเรือหลวงนเรศวรมีอาวุธที่สามารถจัดการเรือดำน้ำได้ทั้งในระยะใกล้และไกลเช่น
ตอร์ปิโด Mk.46 และ Mk.54 มีการติดตั้งเครื่องยิงตอปิโด Mk.32 Mod 5 จำนวน 2 เครื่อง โดยตอปิโด Mk.46 Mod 5 สามารถโจมตีเป้าหมายที่ความลึกได้ถึง 400 เมตร ด้วยความเร็ว 45 น็อต ส่วน Mk.54 เป็นรุ่นใหม่ที่รวมระบบค้นหาและนำทางที่ทันสมัยกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้นหากประสานงานร่วมกับเฮลิคอปเตอร์หรือระบบขีปนาวุธ เรือสามารถสร้างความเสียหายแก่เรือดำน้ำได้แม้จะอยู่ห่างออกไปกว่า 100 กิโลเมตร
ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 32 น็อต ทำให้สามารถหลบหลีกการโจมตีจากตอปิโดได้ในระดับหนึ่ง เรือแบบดังกล่าวติดตั้งระบบ SKWS (Soft Kill Weapon System) ของ Terma ซึ่งสามารถยิงเป้าลวงเพื่อหลอกล่อตอร์ปิโดที่ถูกยิงเข้ามาจากเรือดำน้ำได้แบบ 360 องศา
ที่นี้มาดูเรื่องร้อนเรื่องใหญ่ที่ทำให้เรือหลวงนเรศวรกลายเป็นที่ถูกพูดถึงในช่วงนี้กันครับ จากข้อมูลของคุณแจ๊ค Sniper เจ้าของช่ง SNIPER NEWS ใน YouTube มีการระบุถึงเหตุการณ์ที่สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของเรือรบกองทัพเรือไทยที่ต่อจากจีนในสายตาของชาติพันธมิตรตะวันตกอยู่หลายประการไม่ว่าจะเป็นการแบ่งแยกที่จอดเรือสำหรับจอดเรือรบ
โดยจะเห็นได้จากในระหว่างการฝึกซ้อมรบร่วมที่ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเรือหลวงนเรศวร ซึ่งเป็นเรือรบที่ผลิตจากจีนเดินทางไปถึงกลับพบว่าผู้ควบคุมท่า ไม่ค่อยให้การต้อนรับเท่าที่ควร โดยมีการสั่งให้เรือหลวงนเรศวรแยกไปจอดในบริเวณที่ห่างออกไป ไม่ให้จอดรวมกับกลุ่มเรือรบที่ต่อจากชาติค่ายตะวันตก
เหตุการณ์นี้ถูกอธิบายว่าเป็นเรื่องของสังคมคนเรือที่มีการมองและเปรียบเทียบแหล่งผลิตเรือ หากเป็นเรือที่มาจากค่ายตะวันตกด้วยกันจะได้รับความยอมรับให้จอดรวมกลุ่มกัน แต่ถ้าเห็นว่าเป็นเรือจากจีนก็จะถูกมองด้วยสายตาที่ต่างออกไป และถูกมองว่าเป็นการขิง หรือการแสดงความเหนือกว่าในแง่ของเกรดเรือ
อีกทั้งยังมีข้อสังเกตว่ามาตรฐานเหล็กของเรือที่ต่อจากจีนกับตะวันตกมีความต่างกัน โดยเรือรบของกองทัพเรือไทยที่ต่อจากสหรัฐฯหรือค่ายตะวันตก เช่น เรือหลวงรัตนโกสินทร์ จะมีความหนาและถึกทนมากกว่า สามารถทนแรงปะทะจากปืนใหญ่ได้ดีกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรือจากค่ายตะวันตกถูกมองว่ามีเกรดที่สูงกว่าเรือจากจีนในสายตานานาชาติ
ไม่เพียงแค่ปัญหาจากเรือหลวงนเรศวรเท่านั้นที่ทำให้กองทัพเรือต้องพิจารณาถึงความพร้อมรบของกองทัพเรือไทย ยังมีปัญหาที่พบทั้งเรื่องภาพลักษณ์และปัญหาทางเทคนิคเช่น กรณีเครื่องยนต์ MTU ของเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชที่ชำรุดหลังใช้งานเพียง 7 ปี ทั้งๆที่มีราคาสูงถึง 240 ล้านบาท
SNIPER NEWS ได้เสนอแนวทางสำหรับเรือรบลำใหม่ของไทย เช่น ตัวเลือกจากสเปน เพราะเป็นตัวเลือกที่มาแรงมากและกองทัพเรือไทยมีประสบการณ์การใช้เรือที่ต่อจากสเปนอย่างเรือหลวงจักรีนฤเบศรมาก่อน แต่ประเด็นสำคัญคือต้องเจรจาให้ทางสเปนยอมถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือมาต่อเรือภายในประเทศไทย ตัวเลือกต่อมามาจากตุรกี เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีแบบเรือรบของตนเองและมีความน่าสนใจในแง่ของความทันสมัยและการขยายความร่วมมือ
นอกจากนี้อืนฟลูสายทหารรายนี้เสนอให้พิจารณาขีปนาวุธ NSM (Naval Strike Missile) จากนอร์เวย์ แทนการใช้ฮาร์พูนของสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งอาจนำไปสู่การต่อเรือแบบใหม่ที่มีระบบอาวุธแบบยกเซตเหมือนกับตุรกี เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากชาติมหาอำนาจเพียงค่ายเดียว
มีการกล่าวเพิ่มเติมว่าการจัดซื้ออาวุธจากหลายค่าย จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกกดดันทางการเมือง เช่น หากในอนาคตสหรัฐฯ แบนการขายขีปนาวุธหรือกระสุนให้ไทยเนื่องจากประเด็นการเมืองภายใน ประเทศไทยจะยังมีอาวุธจากค่ายอื่น เช่น นอร์เวย์ หรือตุรกี ไว้ใช้งานเพื่อปกป้องอธิปไตยได้โดยไม่หยุดชะงัก
จากเรื่องราวร้อนแรงนี้ก็มีบางท่านเข้าไปแสดงความคิดเห็นเช่น ที่ผ่านมาถ้าเทียบ 3 กองทัพไทย ทัพเรือน่าสงสารที่สุด งบประมาณก็น้อย ขอซื้อแต่ละอย่างก็ยาก ขอซื้อไป รัฐบาลหลายชุดก็ปัดตก ทางทหารเรือจึงได้แค่เรือจีน อาวุธจับฉ่าย พอได้งบก็ดีใจรีบจัดซื้อ แต่เนื่องจากการ ที่ไม่ค่อยได้จัดซื้อของใหม่ๆทำให้มีข้อบกพร่องในข้อมูลหลายๆเรื่อง เป็นเรื่องที่องค์กรต้องพัฒนาให้ทัน และเร่งผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วยตนเอง
หรือบางความคิดเห็นกล่าวว่าทัพเรือจะได้งบประมาณมาในแต่ละปีงบก็ไม่พอ เลยอนุมัติยาก หรือไม่มีความจำเป็น แต่ถ้ามองลึกๆ คือพวกที่ ต้องการทรัพยากรทางทะเลที่เขาเรียกว่าพื้นที่ซ้ำซ้อน เพื่อทำให้ทัพเรืออ่อนแอลง ไม่สามารถปกป้องอาณาเขตทางทะเลได้ทั่วถึง
ในมุมมองผู้เขียนก็ขออกตัวในฐานะคนที่อยู่ในแวดวงการทหาร มองว่าการต่อเรือใหม่เพื่อทดแทนเรือหลวงนเรศวรหรือเรือหลวงเก่าๆทำได้จริง แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการอนุมัติของรัฐบาลด้วย อันที่จริงการต่อเรือรบไม่ได้ทำให้กองทัพเรือไทยมีศักดิ์ศรีในสายตานานาชาติ แต่ยังทำให้เรามีความเข้มแข็งทางด้านอุตสาหรรมการทหาร
ในขณะที่กองทัพเรือมีแผนในอนาคตที่จะต่อเรือเพิ่ม เรื่งที่น่ากังวลนั่นคือการเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการทหารเรือทุกๆ 1 ปี แทนที่จะอยู่ครบวาระ 2-3 ปีตามแบบเหล่าทัพอื่น หากมีผู้บัญชาการทหารเรืออยู่ในวาระได้ 2-3 ปี จะสามารถดำเนินงานต่อได้และไม่ต้องเปลี่ยนแปลงบ่อยเหมือนกับที่ผ่านมา หรือนี่อาจเป็นเพียงแค่ความคิดที่ไม่เคยมีอยู่จริงในระบบราชการทหารของไทย
ก็ต้องขออภัยที่วิจารณ์แรงๆ เนื่องจากสิ่งที่เขียนเป็นข้อเท็จจริง ทุกวันนี้กองทัพเรือจะต้องเสียไปอีกตั้งเท่าไหร่กับการนำเข้าเรือรบจากต่างประเทศ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างฉุละหุใน 3-4 ปี งบประมาณที่มีมากมายจะพอเอื้ออำนวยให้กองทัพเรือไทยได้หรือไม่เรื่องนี้ก็น่าคิดสำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่าน
แม้กองทัพเรือจะได้รับเสียงชื่นชมจากการปกป้องประเทศในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ผ่านมา แต่น่าสงสารที่เรือรบส่วนใหญ่ ถ้าไม่นับ เรือหลวงช้าง เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช หรือแม้กระทั่งเรือหลวงอ่างทอง เรือรบที่ใช้งานมาตั้งแต่ 30-40 กว่าปี ใกล้ถึงคราวปลดประจำการแล้ว จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งจากคนนอกราชนาวี เพราะหากไม่มีการจัดหาทดแทน จะส่งผลต่อความพร้อมรบทางทะเลได้
ข้อมูลจำเพาะเรือหลวงนเรศวร
ตั้งชื่อตาม : สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
อู่เรือ : บริษัทต่อเรือแห่งรัฐของจีน เซี่ยงไฮ้
หมายเลขตัวเรือ: FFG-421
คำขวัญประจำเรือ : องอาจ กล้าหาญ สู้เพื่อชาติ
ขนาด (ระวางขับน้ำ) : 2,985 ตัน
ความยาว: 120.5 ม.
ความกว้าง: 13.7 ม.
กินน้ำลึก: 4.3 ม.
กินน้ำลึก: 3.8 ม.
ระบบพลังงาน: 1 × เจเนอรัลอีเลคทริค LM2500+ แก็สเทอร์ไบน์ และ 2 × เครื่องยนต์ดีเซล เอ็มทียู 20V1163 TB83
ระบบขับเคลื่อน: 2 × ใบจักรแบบปรับมุมได้
ความเร็ว: 32 นอต (59 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) สูงสุด
พิสัยเชื้อเพลิง: 4000 ไมล์ทะเล (7408 กิโลเมตร) ที่ 18 นอต
อัตราเต็มที่: 150
ระบบตรวจการและปฏิบัติการ:
1 x ระบบอำนวยการรบ แบบ Saab 9LV Mk.4
1 x เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ/อากาศ แบบ Saab Sea Giraffe AMD 3D
2x เรดาร์และออปโทรนิกส์ควบคุมการยิง แบบ Saab CEROS 200 with CWI
1 x เรดาร์ค้นหาระยะไกล Thales LW08
1 x เรดาร์ควบคุมการยิง Thales STIR
1 x ระบบพิสูจน์ฝ่าย แบบ Selex SIT422 interogator และ Selex M425 transponder
1 x ระบบรวมการสื่อสาร แบบ Saab TactiCall ICS
1 x ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลทางยุทธวิธี แบบ Saab Link-E/G (TIDLS)
1 x ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลทางยุทธวิธี แบบ AviaSatcom Link-RTN
1 x ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลทางยุทธวิธี แบบ Link-11 (TADIL-A)
1 x ระบบแสดงตนอัตโนมัติสำหรับเรือ (AIS)
1 x ระบบอุตุนิยมวิทยา
1 x ศูนย์เล็งกำหนดเป้าหมาย แบบ Saab Bridge Pointers TDS
1 x ระบบ radar ESM แบบ ITT ES-3601 (AN/SLQ-4)
1 xระบบ communication ESM
1 xระบบนำร่องด้วยแรงเฉื่อย แบบ Raytheon Anschutz MINS 2 (ring laser gyro)
ระบบวิทยุสื่อสาร
ระบบโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) โซนาร์หัวเรือ Atlas Elektronic DSQS-24
สงครามอิเล็กทรอนิกส์และเป้าลวง: 2x แท่นยิงเป้าลวง แบบ Terma DL-12T แท่นละ 12 ท่อยิง
4x แท่นยิงเป้าลวง แบบ Terma Mk.137 แท่นละ 6 ท่อยิง
ยุทโธปกรณ์: 1 x 5 นิ้ว/54 (127 มม.) 5"/62 Mark 45 Mod 4
2 x ปืนใหญ่กล MSI-DSL/ATK DS-30MR/Mk.44 ขนาด 30 มม. แท่นเดี่ยว
8 x ท่อยิง Mark 41 Vertical Launching System สำหรับ 32 x อาร์ไอเอ็ม-162 อีเอสเอสเอ็ม
8 x เอจีเอ็ม-84 ฮาร์พูน
2 x Mark 32 Surface Vessel Torpedo Tubes
อากาศยาน: 1 x เวสต์แลนด์ลิงซ์หรือ S-70B
การเทียบท่าของเรือหลวงนเรศวรในออสเตรเลียที่มีข่าวออกมา ทำให้ประชาชนเกิดความสงสัยว่าทำไมจึงปฏิเสธไม่ให้เข้าเทียบท่า แต่เมื่อดูจากการวิเคราะห์ของ SNIPER NEWS จึงทำให้เกิดความกระจ่างในระดับหนึ่ง แต่ที่แน่ๆเรื่องนี้อาจเป็นบทเรียนให้กองทัพเรือต้องหาทางจัดหาเรือรบใหม่เพื่อรักษาความเป็นกลาง สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
วอร์โซน เรื่องราวสงคราม
SNIPER NEWS
ชูก้า-sugar
M'Suphat Kaewsrinual
ป๊อปพิฆาตชายฝั่ง
Thai Military News
เรือหลวงนเรศวร - HTMS Naresuan
เรียบเรียงโดย : THUNDERBIRD
โฆษณา