11 ก.พ. เวลา 11:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ตรุษจีนปีม้าคึกคัก! เงินสะพัด 5.4 หมื่นล้าน สูงสุดในรอบ 6 ปี

หอการค้าไทย คาดตรุษจีนปีม้าคึกคัก! เงินสะพัด 5.4 หมื่นล้าน สูงสุดในรอบ 6 ปี รับอานิสงส์ "ควันหลงเลือกตั้ง" แม้คนยังกังวลของแพง
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ว่า บรรยากาศโดยรวมมีความคึกคักกว่าปีที่ผ่านมา โดยประเมินว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจประมาณ 54,000 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งถือเป็นยอดการใช้จ่ายที่สูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ
โดยระบุว่า ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้เงินสะพัดขยายตัวถึง 5% ในปีนี้ว่า ไม่ได้มาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ได้รับอานิสงส์จาก "ควันหลงจากการเลือกตั้ง" ที่ช่วยเติมอำนาจซื้อให้กับประชาชน รวมถึงบรรยากาศความชัดเจนทางการเมือง ทั้งหน้าตาของทีมเศรษฐกิจและการทำงานของรัฐบาล ซึ่งส่งผลให้ตลาดหุ้นดีดตัวขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นในระยะสั้น
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตว่าเม็ดเงินที่สะพัดในช่วงตรุษจีนและวาเลนไทน์ (ที่คาดว่าจะขยายตัว 7.4%) ส่วนหนึ่งอาจมาจาก "เงินเลือกตั้ง" ที่ยังหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยประคองบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยให้คึกคักขึ้นท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
เราคิดว่าควันหลงจากการเลือกตั้งมันเติมอำนาจซื้อประชาชน ความเชื่อมั่นที่กลับมาในช่วงนี้เนี่ยมันจะเป็นประเด็นต่อเนื่อง เราก็คิดว่าเงินเลือกตั้งเนี่ยมันมีส่วนช่วยอยู่ มันน่าจะเป็นเรื่องของบรรยากาศของการเลือกตั้งมากกว่า
ซึ่งจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,288 รายทั่วประเทศ พบว่าประชาชนประมาณ 43% ระบุว่าจะมีการไหว้เจ้าในช่วงตรุษจีน และกว่า 50.9% ทำเป็นประจำทุกปี สำหรับแหล่งที่มาของเงินที่นำมาใช้จ่ายนั้น แม้ส่วนใหญ่ 58.9% จะมาจากเงินเดือนและรายได้ปกติ แต่ตัวเลขที่น่าจับตามองคือมีประชาชนถึง 28.7% ที่ต้องดึงเงินออมออกมาใช้ รวมถึงมีการนำเงินโบนัสและเงินจากผู้ปกครองมาสมทบ เพื่อรักษาระดับการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสำคัญนี้
ในด้านสถานที่ซื้อของเซ่นไหว้ "ตลาดสด" ยังครองแชมป์อันดับหนึ่ง รองลงมาคือห้างค้าปลีก และห้างสรรพสินค้า อย่างไรก็ตาม ประชาชนกว่า 70% รู้สึกว่าราคาสินค้าแพงขึ้น จึงปรับพฤติกรรม โดยเลือกซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็น และลดจำนวนชิ้นลง โดยสินค้าที่มูลค่าการซื้อเพิ่มขึ้นคือกลุ่มเนื้อสัตว์ (หมู/เป็ด) ส่วนที่ลดลงคือผลไม้ และสินค้าฟุ่มเฟือย
นอกจากการลดค่าใช้จ่ายแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือการลดปริมาณการซื้อ "กระดาษเงินกระดาษทอง" และ "ธูปเทียน" ลง ซึ่งนอกจากเหตุผลด้านเศรษฐกิจแล้ว ผู้บริโภคยังให้เหตุผลเรื่องการตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการช่วยลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เป็นความกังวลในช่วงนี้
สำหรับการวางแผนท่องเที่ยวและทำบุญ ประชาชนเกินครึ่งมีแผนเดินทาง ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเล็กน้อย แต่รูปแบบการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป โดยส่วนใหญ่เลือกเที่ยวแบบ "ไปเช้าเย็นกลับ" มีเพียง 1 ใน 10 เท่านั้นที่วางแผนค้างคืน ซึ่งสาเหตุหลักมาจากต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย และวันหยุดเทศกาลปีนี้ตรงกับวันธรรมดา
อย่างไรก็ดี นายธนวรรธน์ ทิ้งท้ายว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขณะนี้มีลักษณะ "ไซด์เวย์" คือไม่ได้แย่ลงแต่ก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ สังเกตได้จากกลุ่มตัวอย่าง 1 ใน 3 ที่ระบุว่าลดการใช้จ่ายเพราะรายได้ลดและหนี้เพิ่ม ซึ่งเป็นสัญญาณความเหลื่อมล้ำ โดยประชาชนส่วนใหญ่ เชื่อว่าเศรษฐกิจจะกลับมาดีขึ้นจริงในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และต่างคาดหวังให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และแก้ปัญหาปากท้องเป็นลำดับแรก
มันเป็นลักษณะของไซด์เวย์ เพราะฉะนั้นมันจึงสะท้อนถึงกลุ่มที่อาจจะมีความเห็นว่าเศรษฐกิจมันไม่ดี และมันไม่ดีจริงๆ ก็คือลดการใช้จ่าย หนี้มากขึ้น เศรษฐกิจแย่ลง รายได้ลดลง
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ :
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา