Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 02:09 • ธุรกิจ
ทำไมเกาหลีใต้ครองโลก Memory Chip เบื้องหลัง Samsung,SK Hynix ครองโลกชิปความจำ 65%
รู้หรือไม่ว่า ในสมาร์ตโฟนที่คุณกำลังถืออยู่ตอนนี้ หรือแม้แต่ในคอมพิวเตอร์ที่คุณใช้ทำงานทุกวัน มีชิ้นส่วนเล็กๆ ชิ้นหนึ่งที่เปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของโลกดิจิทัล
ถ้าขาดมันไป ต่อให้มีชิปประมวลผลที่เร็วที่สุดในโลก ก็แทบจะไม่มีความหมาย
สิ่งนั้นคือหน่วยความจำ หรือที่เรียกกันว่า “DRAM”
หลายคนอาจคุ้นเคยกับชื่อของ NVIDIA ที่เป็นเจ้าตลาดชิป AI หรือ TSMC จากไต้หวันที่รับจ้างผลิตชิปให้คนทั้งโลก
แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในตลาดหน่วยความจำที่มูลค่ามหาศาลนี้ ผู้ที่กุมชะตาชีวิตของโลกใบนี้เอาไว้ กลับไม่ใช่บริษัทจากสหรัฐอเมริกา หรือจีน
แต่เป็นสองยักษ์ใหญ่จากประเทศเกาหลีใต้ ที่ชื่อว่า Samsung และ SK Hynix…
จากข้อมูลล่าสุด เพียงแค่สองบริษัทนี้ ก็ครองส่วนแบ่งตลาด “DRAM” ของโลกไปแล้วเกือบ 65%
คำถามที่น่าสนใจคือ ประเทศที่เคยยากจนข้นแค้นและบอบช้ำจากสงครามเมื่อ 60 ปีก่อน สามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นผู้ผูกขาดเทคโนโลยีระดับโลกนี้ได้อย่างไร
…
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1960 หลังสงครามเกาหลีจบลงได้ไม่นาน เกาหลีใต้ในตอนนั้นมีสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่จนแทบจะรั้งท้ายเอเชีย
สินค้าส่งออกหลักของพวกเขา ไม่ใช่รถยนต์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าไฮเทค แต่เป็น วิกผม ปลาหมึกแห้ง และเสื้อผ้าราคาถูก
1
รัฐบาลเกาหลีใต้ในยุคนั้นรู้ดีว่า ถ้ายังพึ่งพาแต่การขายแรงงานราคาถูก ประเทศคงไม่มีทางลืมตาอ้าปากได้
พวกเขาจึงเริ่มมองหาอุตสาหกรรมใหม่ และคำตอบที่ได้ก็คือ อิเล็กทรอนิกส์…
แต่ในตอนนั้น เกาหลีใต้ทำหน้าที่เป็นเพียงโรงงานรับจ้างประกอบเท่านั้น
บริษัทต่างชาติอย่าง Fairchild Semiconductor เข้ามาตั้งโรงงานเพราะค่าแรงที่นี่ถูกแสนถูก
คนงานมีหน้าที่แค่ประกอบชิ้นส่วนตามคำสั่ง โดยที่องค์ความรู้และเทคโนโลยีชั้นสูงแทบจะเป็นศูนย์
จนกระทั่งชายที่ชื่อ Lee Byung-chul ผู้ก่อตั้ง Samsung มองเห็นโอกาสบางอย่าง
ในปี 1983 Samsung ยังเป็นเพียงบริษัทที่ทำธุรกิจขายน้ำตาล สิ่งทอ และเริ่มทำเครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐานอย่างทีวีขาวดำ
แต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ปี 1983 Lee Byung-chul ในวัย 73 ปี ได้ทำสิ่งที่ช็อกคนทั้งโลก ด้วยการประกาศ “Tokyo Declaration”
เขาประกาศว่า Samsung จะกระโดดเข้าสู่สมรภูมิชิปหน่วยความจำอย่างเต็มตัว
การประกาศครั้งนั้น ถูกมองว่าเป็นเรื่องตลกในสายตาชาวโลก…
เพราะในเวลานั้น ตลาดชิปถูกครองโดยยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง Toshiba และ NEC รวมถึงเจ้าตลาดเดิมจากอเมริกาอย่าง Intel
บริษัทเหล่านี้มีเทคโนโลยีล้ำหน้า มีเงินทุนมหาศาล และครองตลาดอยู่เกือบเบ็ดเสร็จ
มีเรื่องเล่าว่า ผู้บริหารของ Intel ถึงกับหลุดขำเมื่อได้ยินว่าคนทำทีวีอย่าง Samsung คิดจะมาทำชิปที่มีความซับซ้อนระดับนี้
มันเหมือนกับคนขี่จักรยาน ที่บอกว่าจะสร้างจรวดไปดวงจันทร์
แต่ Lee Byung-chul ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีเหล็ก
สิ่งเดียวที่พวกเขามีคือ ทรัพยากรมนุษย์
และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ คืออุตสาหกรรมที่ใช้สมองมากกว่าวัตถุดิบ ถ้าเกาหลีใต้จะรอด ต้องไปทางนี้เท่านั้น…
การเดิมพันครั้งนั้น คือการเดิมพันด้วยชะตากรรมของบริษัท
ทีมวิศวกรของ Samsung ต้องทำงานกันแบบถวายหัว พวกเขาต้องเดินเท้าไปกลับระหว่างห้องแล็บกับที่พักเพื่อประหยัดเวลา นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง เพื่อแกะรอยเทคโนโลยีที่คู่แข่งทิ้งห่างไปหลายปี
และปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นจริง
ภายในเวลาแค่ 6 เดือนหลังจากประกาศ Samsung สามารถพัฒนาชิป “64K DRAM” ได้สำเร็จ กลายเป็นบริษัทที่ 3 ของโลก ถัดจากสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ที่ทำได้
แต่นั่นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น เพราะสงครามที่แท้จริง เพิ่งจะระเบิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1980
ตอนนั้นโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากชิปความจุต่ำ ไปสู่ชิปความจุสูงระดับเมกะบิต
ปัญหาทางวิศวกรรมที่ใหญ่ที่สุดคือ จะทำอย่างไรให้สามารถบรรจุเซลล์เก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล ลงไปในพื้นที่ชิปขนาดเล็กเท่าเดิมได้
มันมีทางเลือกทางเทคนิคอยู่ 2 ทาง เปรียบเสมือนการสร้างที่อยู่อาศัยในเมืองที่ที่ดินมีราคาแพง…
ทางเลือกแรก เรียกว่า “Trenching” หรือการขุดหลุมลงไปใต้ดิน
วิธีนี้คือการสร้างตัวเก็บประจุไฟฟ้า โดยการเจาะลึกลงไปในแผ่นซิลิคอน ข้อดีคือหน้าผิวชิปจะเรียบ ทำให้กระบวนการผลิตต่อไปทำได้ง่าย
บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ นำโดย Toshiba เลือกทางนี้ เพราะเทคโนโลยีในตอนนั้นมันทำได้ง่ายกว่าและมีความเสี่ยงน้อยกว่า
ทางเลือกที่สอง เรียกว่า “Stacking” หรือการสร้างตึกสูง
วิธีนี้คือการสร้างตัวเก็บประจุซ้อนขึ้นไปข้างบนเหมือนตึกระฟ้า ข้อเสียคือมันทำยากมากในทางวิศวกรรม เพราะถ้าสร้างสูงไป โครงสร้างอาจจะไม่แข็งแรงหรือถล่มลงมาได้
แต่ Samsung กลับเลือกทางนี้…
ทำไมพวกเขาถึงเลือกทางที่ยากกว่า?
วิศวกรของ Samsung มองการณ์ไกลว่า การขุดหลุมลงไปใต้ดิน สักวันหนึ่งมันจะเจอกับทางตัน เพราะเราไม่สามารถขุดทะลุโลกได้ และยิ่งขุดลึก รูยิ่งแคบ ปัญหาเรื่องไฟฟ้าจะตามมา
แต่การสร้างตึกสูง แม้จะยากลำบากในช่วงแรก แต่ถ้าทำสำเร็จ เราจะสามารถต่อเติมให้สูงขึ้นไปได้เรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
และผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้
พอเทคโนโลยีพัฒนาไปถึงระดับความจุที่สูงขึ้น ค่ายญี่ปุ่นที่เลือกวิธีขุดหลุมเริ่มเจอปัญหาทางตัน ไปต่อไม่ได้
ในขณะที่ Samsung ซึ่งเชี่ยวชาญการสร้างตึกสูงแล้ว สามารถผลิตชิปที่มีความจุมากกว่า ออกมาได้เร็วกว่า และต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่ง
ปี 1992 Samsung แซงหน้าบริษัทญี่ปุ่น ขึ้นเป็นผู้ผลิต “DRAM” อันดับ 1 ของโลก และไม่เคยลงจากบัลลังก์นี้อีกเลยจนถึงปัจจุบัน
การตัดสินใจเลือกวิธี “Stacking” ในวันนั้น คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมชิปเปลี่ยนไปตลอดกาล
1
อย่างไรก็ตาม เส้นทางของเกาหลีใต้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป
ในปี 1997 วิกฤตการณ์การเงินเอเชีย หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ วิกฤตต้มยำกุ้ง ได้ลุกลามไปถึงเกาหลีใต้ จนต้องขอความช่วยเหลือจาก IMF
ค่าเงินวอนร่วงกรูด บริษัทเกาหลีล้มละลายเป็นโดมิโน รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องเข้ามาแทรกแซงและบังคับให้เกิดการควบรวมกิจการครั้งใหญ่
ในวงการเซมิคอนดักเตอร์ นอกจาก Samsung แล้ว ยังมีผู้เล่นอีก 2 ราย คือ Hyundai Electronics และ LG Semiconductor
รัฐบาลสั่งให้สองบริษัทนี้รวมร่างกัน เป็นการแต่งงานแบบคลุมถุงชนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
LG ไม่อยากขายธุรกิจชิปของตัวเอง แต่ก็ขัดคำสั่งรัฐบาลไม่ได้ สุดท้าย Hyundai ก็กลืน LG เข้าไป และเปลี่ยนชื่อเป็น Hynix ในปี 2001
ชีวิตของ Hynix ในช่วงแรกนั้นน่าสงสารมาก
พวกเขาต้องแบกรับหนี้สินมหาศาลจากการควบรวมกิจการ ต้องขายโรงงาน ขายทรัพย์สิน เพื่อเอาตัวรอด จนหลายคนคิดว่าบริษัทนี้คงไปไม่รอดแน่ๆ
จนกระทั่งปี 2012 SK Group กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมและพลังงานยักษ์ใหญ่ ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ Hynix
ท่ามกลางเสียงคัดค้านของผู้ถือหุ้น ที่มองว่าธุรกิจชิปมีความผันผวนสูง และ Hynix ก็มีหนี้สินล้นพ้นตัว
แต่ประธานของ SK Group มองเห็นอนาคตแบบเดียวกับที่ Samsung เคยเห็น
เขาทุ่มเงินลงทุน อัดงบวิจัย และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น SK Hynix
ผลลัพธ์คือ SK Hynix ฟื้นคืนชีพและกลายมาเป็นมวยรองที่น่ากลัวที่สุด โดยเฉพาะการมุ่งเน้นไปที่ตลาดหน่วยความจำขั้นสูง จนสามารถท้าชิงบัลลังก์กับ Samsung ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อในทุกวันนี้…
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน…
Samsung และ SK Hynix คือมหาอำนาจที่แท้จริงในโลกของหน่วยความจำ
ถ้าเราดูตัวเลขรายได้ส่งออกของเกาหลีใต้ เซมิคอนดักเตอร์คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 20% ของการส่งออกทั้งหมด และในจำนวนนั้นกว่าครึ่งคือชิปหน่วยความจำ
เรียกได้ว่าเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ผูกติดอยู่กับแผ่นซิลิคอนเล็กๆ นี้อย่างแยกไม่ออก
แต่เกมกำลังเปลี่ยนไปอีกครั้ง
การมาของ AI ทำให้ความต้องการหน่วยความจำเปลี่ยนรูปแบบไป
เราไม่ได้ต้องการแค่หน่วยความจำที่จุเยอะๆ อีกต่อไป แต่เราต้องการหน่วยความจำที่ส่งข้อมูลได้เร็วปานสายฟ้าแลบ เพื่อป้อนข้อมูลให้ชิป AI ประมวลผลได้ทัน
นี่คือยุคของ “HBM” หรือ High Bandwidth Memory
มันคือเทคโนโลยีการเอาชิปแรมมาวางซ้อนๆ กัน แล้วเจาะรูเชื่อมต่อกันในแนวตั้ง เพื่อให้ส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแรมปกติหลายเท่า
และในสมรภูมินี้ SK Hynix กลับทำผลงานได้โดดเด่นมาก จนกลายเป็นคู่ค้าหลักของ NVIDIA ในการผลิตชิปสำหรับ AI
แซงหน้า Samsung ไปในบางช่วงจังหวะ ทำเอายักษ์ใหญ่อย่าง Samsung ต้องรีบปรับทัพขนานใหญ่เพื่อทวงคืนบัลลังก์
อย่างไรก็ตาม แม้จะดูยิ่งใหญ่ แต่เกาหลีใต้กำลังเจอกับสถานการณ์ที่น่ากังวล
พวกเขากำลังถูกบีบจากทั้งสองทาง
ด้านบน มีคู่แข่งด้านเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างสหรัฐอเมริกา และไต้หวัน
ด้านล่าง มีจีนที่กำลังไล่กวดขึ้นมาด้วยเงินทุนมหาศาลและเทคโนโลยีราคาถูก
โดยเฉพาะในธุรกิจรับจ้างผลิตชิป ซึ่ง Samsung พยายามอย่างหนักที่จะแข่งกับ TSMC จากไต้หวัน แต่ก็ยังตามหลังอยู่พอสมควร
นอกจากนี้ สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ก็ทำให้เกาหลีใต้วางตัวลำบาก
เกาหลีใต้ส่งออกชิปไปจีนเยอะที่สุด แต่ต้องใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรจากสหรัฐฯ ในการผลิต
ถ้าอเมริกาห้ามส่งของให้จีน เกาหลีก็เจ็บ แต่ถ้าจีนตอบโต้ไม่ซื้อของเกาหลี เกาหลีก็จุก
นี่คือความท้าทายระดับชาติที่รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องออกกฎหมายพิเศษ เพื่อลดภาษีและสนับสนุนเงินทุนมหาศาล เพื่อให้มั่นใจว่าอุตสาหกรรมนี้จะยังคงเป็นเสาหลักของประเทศต่อไปได้
เรื่องราวของ Samsung และ SK Hynix บอกเราว่า วิสัยทัศน์ และ ความกล้า คือสิ่งสำคัญที่สุด
จากประเทศที่ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีเงินทุน แต่พวกเขากล้าที่จะเลือกอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งที่ในวันนั้นยังมองไม่เห็นทางสำเร็จ
Samsung กล้าเลือกทางยากอย่างการสร้างตึกสูง เมื่อ 30 ปีก่อน จนกลายเป็นผู้นำ
SK Group กล้าซื้อกิจการที่กำลังจะล้มละลายอย่าง Hynix จนกลายเป็นขุมทรัพย์ในวันนี้
และที่สำคัญ พวกเขาไม่เคยหยุดพัฒนา
แม้จะเป็นเบอร์ 1 ของโลกแล้ว แต่พวกเขารู้ดีว่าในวงการเทคโนโลยี ถ้าคุณหยุดเดินเมื่อไหร่ เท่ากับคุณกำลังถอยหลัง
1
วันนี้ ในกระเป๋าของคุณ ในคอมพิวเตอร์ของคุณ มีชิ้นส่วนประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนเกาหลีซ่อนอยู่
และไม่ว่าโลกเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปทางไหน จะเป็น AI เป็น Metaverse หรือหุ่นยนต์
ตราบใดที่โลกยังต้องการการจดจำข้อมูล
Samsung และ SK Hynix ก็จะยังคงเป็นผู้กุมความลับของโลกใบนี้ต่อไป
คำถามสุดท้ายที่น่าคิดก็คือ
ในอนาคตจะมีประเทศไหน หรือบริษัทไหน ที่จะก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจของเกาหลีใต้ในสมรภูมินี้ได้อีกไหม
หรือเกาหลีใต้จะครองบัลลังก์นี้ไปตลอดกาล…
References : [trendforce, statista, samsung, skhynix, koreaherald]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/why-does-south-korea-dominate-the-world-of-memory-chips/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
คลิกเลย -->
https://www.blockdit.com/articles/5cda56f1e5eac0101e278c73
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
ธุรกิจ
เทคโนโลยี
เศรษฐกิจ
3 บันทึก
11
1
3
11
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย