วันนี้ เวลา 08:34 • ความคิดเห็น

ยุคใสใสไร้สมาร์ตโฟน

เมื่อวานผมได้ไปดูคอนเสิร์ต Wednesday song ที่มีพี่แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์ นักร้องขวัญใจของแฟนเพลงยุค 80 อย่างผมมาโชว์ กวาดตามองคนที่ไปดูคอนเสิร์ตด้วยกันก็คงอยู่ในวัยใกล้ผมหรือมากกว่า
เพราะตอนที่พี่แจ้ดังสุดขีด กับแกรนด์เอกซ์นั้นผมก็อยู่ชั้นประถม แล้วผมก็โตตามเพลงพี่แจ้มาตลอดจนทำงานเป็นผู้เป็นคน พี่แจ้ปีนี้ก็น่าจะหกสิบปลายแล้ว
ถ้ามีน้องๆรุ่นใหม่มาถามว่าพี่แจ้นี่ดังแค่ไหน ผมจะไม่สามารถนึกถึงศิลปินคนไหนในยุคนี้มาเทียบเคียงได้เลย ไม่ใช่เพราะศิลปินรุ่นใหม่ไม่มีความสามารถเท่า แต่เป็นเพราะว่าในสมัยยุคที่ผมเรียกว่ายุคก่อนสมาร์ตโฟนนั้น ศิลปินเวลาดังนี่คือแทบทุกคนในประเทศร้องเพลงเขาได้กันหมด ทำอะไร มีข่าวอะไร ก็รู้พร้อมกันทั้งประเทศ
ด้วยเพราะเราดูทีวีกันหลักๆ ไม่กี่ช่อง ฟังวิทยุก็ช่องเดียวกัน มิวสิควีดีโออะไรมาก็ดูพร้อมกัน หนังสือพิมพ์หลักก็ไม่กี่ฉบับ จะรู้อะไรชอบอะไรจะเกลียดอะไรก็เหมือนๆ กันไปหมด
ถ้าสมัยนั้นวัดวิวได้ มิวสิควีดีโอพี่แจ้น่าจะเป็นหลายร้อยล้านวิวแทบทุกเพลง เป็นระยะเวลาสิบปีติดกันแน่ๆ …
ช่วงก่อนสมาร์ตโฟนจึงมีความสุข ความทรงจำที่จะอธิบายให้ใครที่เกิดพร้อมสมาร์ตโฟนก็คงไม่เข้าใจว่ามันจะดีตรงไหนที่มีทีวี วิทยุไม่กี่ช่อง อ่านหนังสือพิมพ์ก็ไม่กี่ฉบับ ฟังดูน่าเบื่อจะตาย ไม่เห็นมีทางเลือกเลย แต่ในความที่ทางเลือกน้อยนั้น กลับซ่อนความสงบ ความสุข ความเรียบง่าย และความฟินในการรู้จักรอคอยอยู่มาก
พี่แจ้ร้องเพลงแรกคือ sealed with a kiss เป็นเพลงที่คนรักบอกว่าจะเขียนจดหมายหากันแล้วจะซีลจดหมายนั้นด้วยรอยจูบ สมัยก่อนการเขียนจดหมายหาคนรักทีนึง ยิ่งอยู่ไกลคนละประเทศด้วยแล้ว สิบกว่าวันถึงจะได้รับ และใช้เวลาอีกสิบกว่าวันถึงจะตอบไปถึง
Though we’ve gotta say goodby for the summer Darling, I promis you this
I’ll send you all my love everyday in a letter
Sealed with a kiss
ความรู้สึกที่ต้องรอ ไปลุ้นทีละวันว่าจดหมายมาหรือยัง ยังไม่เห็นก็ผิดหวัง และก็ลุ้นต่อตั้งแต่เช้า ได้มาก็ต้องค่อยๆอ่านทีละบรรทัดด้วยความกระหาย เก็บมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนที่จะบรรจงเขียนตอบ ตอบไปแล้วระหว่างรอก็เอามาอ่านละเลียดช้าๆ ฉบับเดิมซ้ำเดิม
 
เป็นความรู้สึกคนละแบบกับการเขียนผ่านไลน์แล้วอ่านตอบในทันทีมาก การอดทนรอคอยเวลาได้รับแล้วใจมันพองฟู จินตนาการทำงานจนล้นปรี่ แทบจะหาความรู้สึกนั้นไม่ได้จาการสื่อสารด้วยเครื่องมือปัจจุบันอีก
มีเพลงหนึ่งที่พี่แจ้ร้องชื่อ “หม้ายหัวใจ” เป็นเพลงที่ใช้ทำนองไทยโบราณติดหู พี่แจ้ออกตัวก่อนเลยว่าเป็นทำนองที่คุ้นๆที่เพลงไทยชอบใช้ แต่มันอยู่ในสายเลือดเรา
ถ้าได้รัก ขอประจักษ์ รักไม่ลวง
ใจทั้งดวง เธอมั่นใจ ไม่ไผลเผลอ
มองเพียงเธอ นิจนิรันดร์ จริงนะเออ
อย่าให้ฉัน รักเก้อ จนได้ชื่อ หม้ายหัวใจ…
ซึ่งก็จริงตามที่พี่แจ้บอก เพราะความไพเราะของบทเพลง บางครั้งก็อาจจะอยู่ที่ทำนอง กลายเป็นถ้าใช้ทำนองคุ้นหูก็ดูไม่เจ๋ง แต่ในมุมผู้ฟังยุคผมที่ไม่ได้ซับซ้อน ความไพเราะในการฟังทำนองคุ้นหูนั้นอยู่ที่เนื้อหาที่ไพเราะราวกับบทกวี มีสัมผัสนอกใน การเล่นคำชั้นครูที่สมัยนี้ก็ไม่ได้นิยมแบบนั้นเช่นกัน คนยุคผมจึงจำเนื้อเพลงติดหูจนผ่านไปกี่สิบปีก็ยังร้องตามกันได้อยู่เพราะสัมผัสของคำที่คล้องจองกัน
ก่อนจบ พี่แจ้ร้องเมดเล่ย์สามเพลงคือ หัวใจมีปีก เพียงสบตา และเชื่อฉัน ในยุคที่เพลงเหล่านี้โด่งดังก็คือทุกคนในประเทศร้องได้หมด และร้องกันซ้ำๆเหมือนกับเป็นเพลงแห่งชาติ ลูกเด็กเล็กแดงพออินโทรขึ้นก็ขยับกันแล้วด้วยความคุ้นเคย ความรู้สึกที่เรา “เข้าใจ” อะไรเหมือนกัน ก็เป็นสิ่งที่ขาดหายไปในยุคที่ต่างคนต่างฟัง มีความชอบเป็นของตัวเอง ไม่ใช่ดีกว่าหรือไม่ดีกว่า
เชื่อฉัน อย่าหลงไปเชื่อใคร ฉันนี้แหละห่วงใจ รักแท้รักแน่จริง โปรดทิ้งความคิดจะเปลี่ยนใจ ห้ามหนีไปชอบใคร ชอบทำไม ชอบได้แต่ฉัน… คนเดียว
แต่ความรู้สึกที่คนพร้อมร้องและเต้นกันทั้งหมู่บ้าน หรือเดินไปตลาดแล้วมีคนเปิดเพลงที่ทุกคนรู้จักนั้นหายไปพร้อมกับโลกแห่งโซเชียลและคงไม่มีแบบนั้นอีก เหมือนกันถนนที่ร้างเวลาเขาทราย กาแลกซี่ชกป้องกันแชมป์แล้วทุกคนในประเทศมาลุ้นพร้อมกัน ก็คงไม่มีความรู้สึกแบบนั้นอีกเช่นกัน
เล่าไปคนที่เกิดพร้อมสมาร์ตโฟนก็คงไม่เข้าใจและเห็นว่าเป็นเรื่องตลกด้วยซ้ำว่าจะชอบจะทำอะไรเหมือนๆกันทำไม แต่ความรู้สึกเป็น “พวกเดียวกัน” แม้จะฟังแล้วเชย แต่ก็เป็นความรู้สึกที่ดีอย่างหนึ่งเช่นกัน
ท้ายสุด พี่แจ้ปิดด้วยเพลงพระราชนิพนธ์ลมหนาว ผมก็คิดถึงโมเมนต์ที่ประเทศกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆช่วงพฤษภาทมิฬ ดูแล้วไม่มีทางออกนอกจากนองเลือด ต่างฝ่ายไม่มีใครยอมใคร
ยามลมหนาวพัดโบกโบยโชยชื่น
เหล่าสกุณร้องรื่นรมย์
หมู่ดอกไม้ชวนภมรร่อนชม
ช่างสุขสมเพลินตาน่าดูชูใจ…
แล้วทุกอย่างก็จบลงด้วยในหลวงรัชกาลที่เก้า เรียกคู่กรณีเข้าเฝ้า พร้อมพระราชดำรัสที่ทำให้บ้านเมืองสงบด้วยพระบารมีได้อย่างอัศจรรย์ เป็นโมเมนต์ที่คนยุคผมไม่มีวันลืม เจอฝรั่งมังค่าที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ว่าจบได้อย่างไร เราก็จะเล่าด้วยความภาคภูมิใจเสมอ
ฟังพี่แจ้อยู่สองชั่วโมง มันพาความรู้สึกก่อนมีสมาร์ตโฟนกลับมาได้ชั่วครู่ ก่อนที่จะกลับมาสู่สภาพความเป็นจริงของโลกใหม่ที่ข้อมูลข่าวสารท่วมจอ โลกโซเชียลที่ต่างคนต่างอยู่ใน echo chamber ของตัวเอง ต่างคนต่างมีโลกที่ใช่ เพลงที่ชอบ และมีโลกที่ไม่ใช่ และคนที่ไม่ชอบกันเป็นปัจเจก แน่นอนว่าคงมีทั้งข้อดีและข้อเสียตามยุคสมัยของมัน
ผมเองก็รู้สึกโชคดีเหมือนกันที่ได้อยู่และได้เห็นทั้งสองโลก รวมถึงโลกก่อนสมาร์ตโฟนที่คงไม่มีเกิดขึ้นอีกว่าความสุขอีกแบบของยุคนั้นเป็นอย่างไร
ฟังแต่ละเพลงของพี่แจ้แล้วได้ของแถมเป็นตั๋วนั่ง time machine กลับไป แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่คุ้มค่ามากๆเลยครับ….
โฆษณา