12 ก.พ. เวลา 12:23 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

บันทึกเปลี่ยนโลก - จากความขัดแย้ง สู่การเติบโต มิตรภาพ และเส้นทางชีวิตใหม่

บทนำ: กลิ่นไหม้ของแอลเอ
ในปี 1994 ที่เมืองลองบีช (Long Beach) แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่นั่นไม่ใช่แค่เมืองชายหาดที่สวยงามอย่างในโปสการ์ด แต่มันคือเมืองที่ยังหลงเหลือร่องรอยความขัดแย้ง ซึ่งพร้อมครุกรุ่นและปะทุได้ตลอดเวลา หลังเกิดเหตุจลาจล LA Riots 1992 ซึ่งทำให้ความเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง ความแค้นเคืองระหว่างคนผิวสี คนเอเชีย คนลาติน และคนขาว ยังคงระอุอยู่ใต้ดินเหมือนลาวาที่รอวันปะทุ
น่าเศร้าที่จะต้องบอกว่า ในยุคนั้น "ความตาย" ดูเหมือนเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่นที่นั่นเลยก็ว่าได้ เยาวชนมากมายต้องเดินทางไปโรงเรียนพร้อมกับความกังวลว่า วันนี้พวกเขาจะถูกยิงจากรถที่ขับผ่านมาไหม มากกว่าที่จะกังวลเรื่องเกรดเฉลี่ยเสียอีก
และท่ามกลางสมรภูมิรบอย่างไม่เป็นทางการเหล่านั้น... “เอริน กรูเวลล์” (Erin Gruwell) หญิงสาวผิวขาวพร้อมลุคสวมสร้อยไข่มุกที่เป็นภาพจำ ผู้พกความฝันแบบอุดมคติมาด้วย เธอก้าวเท้าเข้าสู่โรงเรียนมัธยมวูดโรว์ วิลสัน (Woodrow Wilson High School) เพื่อมาสอนในวิชาภาษาอังกฤษ
แต่สิ่งที่เธอเจอในตอนนั้นมันไม่ใช่ห้องเรียนทั่วไป... ครูฝึกสอนสาวได้รับมอบหมายให้ดูแลห้องเรียนซึ่งเต็มไปด้วยการแบ่งแยกและความเกลียดชังไม่ต่างจากบรรยากาศภายนอก เพราะสีผิวและตราแก๊งทำให้นักเรียนสามารถทะเลาะกันได้ทุกเมื่อ
นั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวต่อจากนี้
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 1: The Untouchables
ในตอนนั้นที่โรงเรียนมัธยมวูดโรว์ วิลสัน ไม่ได้เป็นเพียงสถานศึกษาเท่านั้น แต่มันอาจจะสามารถบอกได้ว่าเป็นภาพจำลองของระบอบวรรณะของสังคมอเมริกัน ที่ยังคงมีการแบ่งแยกผู้คนจากเชื้อชาติและสีผิวอยู่ในบรรยากาศที่ตึงเครียด แม้ว่าจะไม่มีกฎหมายกีดกันหรือสองมาตรฐานแบบในอดีตแล้วก็ตาม แต่เป็นที่รู้กันว่า อคติและความเกลียดชังยังคงฝังรากลึกอยู่ในวิธีคิดและวิธีปฏิบัติตัวต่อกันของคนบางกลุ่ม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเหตุการณ์จลาจลครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของอเมริกา ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียมากมายเพิ่งจะผ่านไปได้ไม่นานนัก
โรงเรียนแห่งนี้เพิ่งเคยได้รับสถานะ "Distinguished School" หรือโรงเรียนต้นแบบดีเด่น แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีปัญหาซับซ้อนที่แบ่งแยกระหว่างเด็กสองกลุ่มอย่างชัดเจนด้วย
ฝั่งหนึ่งคือเด็กในโครงการ Honors หรือกลุ่มเด็กเรียนดี มีฐานะ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นคนขาว พวกเขาคือหน้าตาที่โรงเรียนประคบประหงมเป็นพิเศษ แต่ในอีกด้านหนึ่งที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรม คือระบบ Integration หรือการรวมกลุ่มเด็กที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “เด็กหลังห้อง” จากโครงการฟื้นฟูทางการศึกษา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของห้อง 203 ที่เอรินเป็นคนรับผิดชอบ
ห้องเรียนนี้คือพื้นที่รวมตัวของกลุ่มคนที่ระบบขนานนามว่า "The Untouchables" คำนี้ไม่ได้มีความหมายว่าผู้สูงส่งจนแตะต้องไม่ได้ แต่มันหมายถึง “กลุ่มที่ไม่มีใครสนใจ” มากกว่า
เด็กหนุ่มสาวเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่พังทลาย เติบโตมาพร้อมกับความรุนแรง ทั้งในบ้านและในสังคมรอบตัว หลายคนมีสังกัดแก๊งที่แบ่งตามสีผิว และแน่นอนว่ามีการส่งต่อวิธีคิดที่ยิ่งเพิ่มอคติทางชาติพันธุ์ให้เข้มข้นขึ้น และพวกเขาแทบทุกคนต่างก็มีบาดแผล ความเจ็บปวด ความสูญเสีย และความทรงจำอันเลวร้ายจากวงจรความรุนแรงเหล่านั้นด้วย
สำหรับผู้บริหารและครูจำนวนมาก ห้อง 203 ไม่ใช่ห้องเรียนธรรมดาที่จะใช้วิธีรับมือแบบทั่วไปได้ แต่มันอาจไม่ต่างจากสถานที่คุมประพฤติ หน้าที่ของครูที่ถูกส่งมาที่นี่จึงไม่ใช่แค่การมอบความรู้ แต่คือการ "ขัดเกลา" เพื่อรอเวลาให้เด็กเหล่านี้เรียนจบ แล้วระบบก็จะส่งพวกเขาออกไปสู่โลกภายนอก
ซึ่งในทางปฏิบัตินั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ครูหลายคนไม่สามารถรับมือกับเด็กกลุ่มนี้ได้ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าพวกเขาจะพยายามแล้ว เพราะส่วนมากนักเรียนกลุ่มนี้มักจะมีพฤติกรรมที่อาจจะดูแข็งกร้าว ขาดความเคารพ และควบคุมได้ยาก
และก็เป็นสิ่งที่น่าสะท้อนใจที่ต้องบอกว่า จุดหมายปลายทางส่วนใหญ่ที่พวกเขามักจะออกไปลงเอยก็คือ "คุก" หรือไม่ก็ "สุสาน" น้อยคนนักที่เรียนจบไปแล้วจะเติบโตไปมีชีวิตที่ดี ทำให้สังคมภายนอกยิ่งตีตราพวกเขาเข้าไปใหญ่ และแทบไม่มีใครอยากจะทุ่มเทให้เพื่อขัดเกลาพวกเขา ถ้าเลือกได้
แต่แล้วเมื่อ เอริน กรูเวลล์ ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มจริงใจตามบุคลิกของเธอ พร้อมลุคสวมสร้อยไข่มุกเหมือนผู้รากมากดี มันเลยยิ่งทำให้เธอเป็นจุดสนใจ (ไม่ใช่ในทางที่ดี) เธอจึงถูกต้อนรับด้วยกำแพงที่ปิดกั้นความรู้สึก นักเรียนของเธอไม่ได้มองเธอเป็นครู แต่มองเธอเป็นเพียงแต่หญิงผิวขาวที่แค่แวะมาเยี่ยมชมสลัมหรือชุมชนผู้ยากไร้เพื่อการกุศลเท่านั้น และแน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อว่าเธอจะสามารถทนแรงกดดันเหล่านั้นได้นาน
"ทำไมฉันต้องเคารพคุณ? คุณก็แค่คนขาวที่มานั่งในห้องนี้สักพัก พอกลิ่นเน่าของพวกเราเริ่มติดเสื้อผ้าคุณ คุณก็แค่ลาออกไปเหมือนครูคนก่อน ๆ เพราะสุดท้าย... คุณก็รับพวกเราไม่ได้หรอก"
คำพูดประมาณนี้ที่พ่นออกมาจากปากนักเรียนในวันแรกนั้น ไม่ใช่ความก้าวร้าวไร้เหตุผลซะทีเดียว หากมองลึกลงไปเหมือนที่เอรินเชื่อจะเห็นว่า นั่นคือกลไกการป้องกันตัวที่แข็งแกร่งที่สุด มันคือสัญชาตญาณของคนที่ถูกทอดทิ้งและถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเลิกเชื่อไปแล้วว่าความปรารถนาดีมีอยู่จริงในโลกใบนี้
สำหรับพวกเขา การปฏิเสธครูเอรินก่อนที่จะถูกเธอปฏิเสธ คือวิธีเดียวที่จะรักษาเศษเสี้ยวศักดิ์ศรีที่ยังเหลืออยู่เอาไว้ได้
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 2: ภาพวาดล้อเลียน "หลักฐานแห่งความเกลียดชัง"
โชคดีที่เอรินไม่ใช่คนจิตอ่อน และเธอก็มีความอดทนมากพอที่จะรับมือกับแรงกดดันในทุก ๆ วันที่เธอต้องเจอ เธอมีอุดมการณ์และเธอคงเชื่อว่าเธอสามารถเปลี่ยนแปลงเด็ก ๆ กลุ่มนี้ให้ดีขึ้นได้ เธอเลยดึงดันที่จะไปสอนทุกวัน แม้บางวันแทบจะไม่มีใครสนใจเธอเลยก็ตาม
วันหนึ่ง ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กของนักเรียนและความไม่แยแสผู้เป็นครูในห้อง 203 อยู่ ๆ "ความเกลียดชัง" ก็ได้ก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างที่จับต้องได้
มันเริ่มจากกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่ถูกส่งต่อกันอย่างมีลับลมคมใน พร้อมเสียงหัวรี้หัวร่อที่เต็มไปด้วยการดูแคลนระหว่างนักเรียนที่รู้กัน เมื่อเอรินเห็นความผิดปกติและเริ่มเบื่อหน่ายกับการไม่รู้จักเคารพผู้อื่นของเด็กกลุ่มนั้น เธอเลยคว้ากระดาษแผ่นนั้นมาได้
สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาเอรินไม่ใช่แค่การเล่นซนของเด็กมัธยมทั่วไป แต่มันคือ ภาพวาดล้อเลียนนักเรียนผิวดำคนหนึ่งในห้อง เป็นภาพที่วาดโดยเน้นที่ริมฝีปากที่หนาเตอะและใบหน้าที่ดูผิดรูปอย่างเห็นได้ชัดเจน เป็นการจงใจเน้นลักษณะทางกายภาพที่เกินจริง และเป็นภาพจำแบบเหมารวม (Stereotype) ที่ใช้ล้อเลียนคนผิวดำมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์อเมริกัน
มันคือลายเส้นที่สะท้อนถึงการเหยียดเชื้อชาติจากรากเหง้า แบบเดียวกับที่สื่อโฆษณาชวนเชื่อในยุคทาสเคยใช้เพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนอื่น
ในวินาทีนั้น เอรินไม่ได้เดินไปที่ห้องปกครองเพื่อเขียนรายงานพฤติกรรมนักเรียนแต่อย่างใด เพราะเธอรู้ดีว่าการทำแบบนั้นมันไม่ช่วยอะไร และเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่เธอกลับเลือกที่จะฟาดพวกเขาด้วยความจริงที่หนักหน่วงกว่า
เธอระเบิดอารมณ์ขึ้นกลางห้องเรียน ไม่ใช่เพราะความโกรธที่ไม่ถูกเคารพ แต่มันคือความอัดอั้นที่เด็กกลุ่มนี้ไม่เข้าใจอะไรเอาซะเลย พร้อมกับเชื่อมโยงภาพวาดที่ดูเหมือนกระจอก ๆ แผ่นนั้นเข้ากับโศกนาฏกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติ
ครูสาวเล่าถึงเหตุการณ์ "Holocaust" การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวในยุโรป และเธอก็ชี้ให้เห็นว่า ความตายของคน 6 ล้านคนไม่ได้เริ่มจากการเข้าเครื่องรมแก๊สตั้งแต่ต้น แต่มันมีจุดเริ่มไม่ต่างจากการวาดภาพล้อเลียนแบบนี้เลย
ความเกลียดชังฝังรากลึกมักเริ่มจากการดูถูก ด้อยค่า ด่าทอเล็ก ๆ นี่แหละ และก็มักลงเอยด้วยการมองว่าเพื่อนมนุษย์ที่ต่างจากเราเป็นเพียงขยะที่ต้องกำจัดทิ้งเท่านั้น
เธอพยายามจะบอกว่า "ฮิตเลอร์" ก็คือหัวหน้าแก๊งที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสิ่งที่นักเรียนในห้องนี้กำลังทำต่อกัน มันคือเชื้อไฟชนิดเดียวกันกับที่เคยเผาทั้งยุโรปให้เป็นจุณมาแล้ว
แต่แล้ว... ความเงียบที่น่ากลัวกว่าการโต้เถียงก็ปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง
เมื่อเอรินถามนักเรียนถึงความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น สายตาแทบทุกคู่ที่มองกลับมาหาเธอมีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีใครยกมือ ไม่มีใครพยักหน้า ไม่มีใครรู้จักคำว่า Holocaust เลยแม้แต่คนเดียว พวกเขารู้จักแค่ปืนพกขนาด 9 มม. รู้จักวิธีหมอบลงต่ำเมื่อได้ยินเสียง Drive-by shooting รู้จักชื่อเพื่อนที่เพิ่งถูกยิงตายเมื่ออาทิตย์ก่อน แต่ประวัติศาสตร์โลกที่ครูทั่วประเทศสอนกันกลับเป็นเรื่องไกลตัวราวกับนิทานหลอกเด็ก
วินาทีนั้นเองที่ความไร้เดียงสาในอาชีพครูของเอรินถูกกระชากออก เธอตระหนักได้ในทันทีว่าจะมัวเสียเวลาสอนวิชาภาษาอังกฤษหรือวรรณคดีคลาสสิกไปทำไม ในเมื่อเด็กพวกนี้ยังไม่เข้าใจเลยว่า
“ความเกลียดชังที่พวกเขาส่งต่อกันผ่านภาพวาดเล็ก ๆ นี้ มันคือมะเร็งร้ายที่กำลังกัดกินและพรากอนาคตของพวกเขาไปทีละคน... เหมือนที่มันเคยทำมาแล้วในหน้าประวัติศาสตร์"
การศึกษาสำหรับห้อง 203 หลังจากนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการอ่านเขียนเพื่อสอบผ่าน แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะ "หยุดฆ่ากันเอง" ผ่านหน้ากระดาษ
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 3: เมื่อความเจ็บปวดเดินทางมาพบกัน
หลังจากเผชิญกับกำแพงแห่งความไม่รู้ เอรินเลยตัดสินใจทำในสิ่งที่บอร์ดบริหารโรงเรียนไม่เห็นด้วย เธอแทบจะสั่งรื้อตำราเรียนภาษาอังกฤษมาตรฐานทิ้งทั้งหมด แล้วนำหนังสือเล่มเล็ก ๆ ที่ชื่อ "The Diary of Anne Frank" เข้ามาแทนที่และสอนนักเรียนของเธอด้วยเนื้อหาจากหนังสือนั้นตามสไตล์ของเธอ
ในตอนนั้นฝ่ายบริหารคัดค้านหัวชนฝา พวกเขาหลายคนคิดว่าหนังสือเล่มนี้อาจยากเกินไปสำหรับเด็กห้อง 203 พวกเขากังวลว่าเด็ก ๆ จะไม่สามารถทำความเข้าใจความซับซ้อนของเหยื่อสงครามได้
แต่สิ่งที่เอรินมองเห็นลึกไปกว่านั้นอาจเรียกได้ว่าเป็น "DNA ของความทุกข์" ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ทศวรรษ มันก็ยังคงมีหน้าตาเหมือนเดิม และมันสามารถอยู่ได้กับผู้คนทุกที่ทั่วโลก เธอเลยสามารถเชื่อมโยงเรื่องราวในประวัติศาสตร์เข้ากับสถานการณ์จริงที่นักเรียนของเธอต้องเจอได้
และแน่นอนว่าเอรินยืนยันจะสอนนักเรียนในแบบที่เธอเชื่อ แม้ว่าในตอนแรกอาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากผู้หลักผู้ใหญ่ในโรงเรียนก็ตาม
ผลลัพธ์ที่ตามมาไม่ได้แค่ทำลายคำสบประมาท แต่มันคือความมหัศจรรย์อย่างน้อยก็ทางจิตใจที่เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด เด็ก ๆ ในห้อง 203 ที่ไม่เคยอ่านหนังสือจบสักเล่ม กลับนั่งนิ่งเงียบสนิทขณะพลิกอ่านหน้ากระดาษ เพราะพวกเขากำลังมองเห็น "เงา" ของตัวเองสะท้อนอยู่ในตัวแอนน์ แฟรงค์ เด็กหญิงชาวยิวที่ลี้ภัยอยู่ในห้องลับใต้หลังคาในบ้านหลังหนึ่ง
ทุกคนที่เคยอ่านเรื่องราวของแอนน์รู้ดีว่า สุดท้ายแล้วมัจจุราชก็เดินทางมาถึงและเคาะประตูบ้านหลังนั้น และขณะที่แอนน์ต้องกลั้นหายใจซ่อนตัวอยู่ในเงามืดและทำเหมือนกับเธอและครอบครัวไม่มีตัวตนในบ้านที่หลบภัย เมื่อรองเท้าบูทของนาซีเดินเข้าไปตรวจค้นหาตัวชาวยิวไปค่ายกักกัน... ในช่วงชีวิตที่ได้อ่านเรื่องราวของแอนน์ เด็ก ๆ ในห้อง 203 ก็ต้องนอนหมอบราบกับพื้นห้องนอนทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปืนแผดจ้าจากการล้างแค้นของแก๊งอื่นในย่านใกล้เคียงเช่นกัน
และในขณะที่แอนน์ถูกตัดสินและตีตราเพียงเพราะเธอเกิดมาเป็นชาวยิว... เด็ก ๆ ในห้อง 203 ก็ถูกตัดสินว่าเป็นเดนสังคม เป็นอาชญากร และเป็นกลุ่มคนที่เกินเยียวยาที่จะช่วยให้ดีขึ้นได้ เพียงเพราะสีผิวที่ติดตัวมาแต่กำเนิด หรือรหัสไปรษณีย์ของย่านสลัมที่พวกเขาอาศัยอยู่
เอรินรับรู้ได้ทันทีว่า เรื่องราวจากสมุดบันทึกของแอนน์ แฟรงค์นั้นสามารถเชื่อมโยงกับบางอย่างภายในจิตใจของนักเรียนในชั้นเรียนของเธออย่างเห็นได้ชัด และถ้าหากแอนน์ใช้สมุดบันทึกเป็นที่ระบายความอัดอั้นในโลกที่ไม่มีใครยอมฟังเธอได้... เอรินก็มองเห็นว่า นั่นคือเครื่องมือชั้นดีที่เธออยากให้นักเรียนของเธอใช้เช่นกัน
หลังจากนั้นในเวลาต่อมาเธอเลยแจกสมุดบันทึกเล่มใหม่เอี่ยมให้เด็กทุกคน พร้อมกับยื่นข้อเสนอที่พวกเขาไม่เคยได้รับจากผู้ใหญ่คนไหนในชีวิตมาก่อน
"เขียนอะไรก็ได้ที่คุณอยากเขียน จะเขียนด่าฉัน จะระบายความแค้นเรื่องเพื่อนที่ตาย หรือจะเล่าความเหงาที่ไม่มีใครเห็น ก็เขียนมันลงไปเถอะ ฉันจะไม่ตรวจไวยากรณ์ ฉันจะไม่แก้ตัวสะกด ฉันไม่สนรูปแบบ... ฉันแค่ต้องการฟังเสียงของคุณจริงๆ"
นี่คือประโยคในลักษณะเดียวกันกับที่เอรินพูดกับนักเรียนทุกคน เธอให้นักเรียนเขียนสิ่งที่อยากเขียนเพื่อตัวของพวกเขาเอง และถ้าใครอยากให้เธออ่านในสิ่งที่เขียน เธอก็มีล็อคเกอร์ไว้สำหรับวางสมุดบันทึกที่เขียนเสร็จแล้วให้ ส่วนใครที่ไม่พร้อมให้เธออ่านสิ่งที่เขียน เธอก็ไม่บังคับ
นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตที่กระดาษสีขาวเหล่านั้นไม่ได้มีไว้เพื่อทำข้อสอบที่สุดท้ายแล้วนักเรียนกลุ่มนี้แทบทุกคนจะสอบตก แต่มันมีไว้เพื่อเป็นพยานหลักฐานว่า "พวกเขาเคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้"
และทันทีที่ปากกาเริ่มจรดลงบนกระดาษ กำแพงที่สร้างจากความเงียบงันก็พังทลายลง เพราะนี่คือครั้งแรกที่ "เสียง" ของเด็กที่ถูกทิ้งได้รับการรับฟัง โดยไม่มีการตัดสินหรือการขู่เข็ญจากระบบที่อาจเมินพวกเขาไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 4: The Line Game
หากภาพวาดล้อเลียนในบทก่อนหน้าคือจุดเปลี่ยนแรก "เกมเหยียบเส้น" ก็คืออีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ และเป็นเสมือนกับวิชาจิตวิทยาบำบัดที่ทรงพลังที่สุด เท่าที่เคยเกิดขึ้นในรั้วโรงเรียนวิลสันเลยก็ว่าได้
เอรินรู้ดีว่าการเขียนไดอารี่คือการคุยกับตัวเอง แต่การจะทำลายกำแพงระหว่างแก๊งที่พกความคับแค้นมาเต็มอก เธอต้องทำให้นักเรียนของเธอ "เห็น" ความเจ็บปวดของคนอื่นด้วยตาเปล่าก่อน
วันหนึ่ง เอรินกันโต๊ะเรียนทุกตัวไปชิดกำแพง แล้วใช้เทปกาวขีดเส้นตรงยาวหนึ่งเส้นผ่ากลางห้องเรียน บรรยากาศในตอนนั้นเต็มไปด้วยความสงสัยและหวาดระแวง นักเรียนแต่ละเชื้อชาติยืนแยกกลุ่มกันชัดเจนเหมือนขั้วแม่เหล็กที่ผลักกันอยู่ตลอดเวลา และสายตาที่พวกเขาจ้องมองกันยังคงเต็มไปด้วยคำถามและความรู้สึกมากมาย
จนกระทั่งเอรินเริ่มบอกทุกคนว่า เธอจะพาทุกคนเล่นเกมเหยียบเส้น พร้อมบอกกติกาง่าย ๆ ที่ว่า เธอจะถามคำถามนักเรียนทุกคน และถ้าสิ่งที่เธอถามนั้นมันไปตรงกับชีวิตจริงของใคร ก็ให้คนนั้นเดินออกมาเหยียบเส้นที่กลางห้องแทนการตอบ
จากนั้นเอรินก็โยนคำถามแรกที่สั่นสะเทือนทั้งห้องไปถึงขั้วหัวใจ
"ใครเคยสูญเสียคนรู้จักไปกับความรุนแรงของแก๊งข้างถนนบ้าง?"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงฝีเท้าจะเริ่มขยับ... หนึ่งคน สองคน และตามมาด้วยคนเกือบทั้งห้อง พวกเขาเดินมาหยุดยืนประจันหน้ากันบนเส้นตรงนั้น นักเรียนผิวดำจากย่านสลัม ยืนประจันหน้ากับนักเรียนกัมพูชาที่หนีภัยสงครามมา และเด็กลาตินที่เติบโตมาในวัฒนธรรมแก๊งที่ดุร้าย ทุกคนจ้องมองกันตาค้างอยู่บนเส้นเดียวกัน เพราะพวกเขาทุกคนต่างก็เคยไปงานศพของเพื่อนรุ่นเดียวกันมาแล้วทั้งนั้น
คำถามต่อมาที่ขยี้บาดแผลให้ลึกยิ่งขึ้น: "ใครที่ตอนนี้มีเพื่อนหรือญาติสนิทอยู่ในคุกบ้าง?"
คราวนี้เส้นตรงนั้นหนาแน่นจนแทบไม่มีที่ว่าง เด็กทุกสีผิวเดินเข้าหากันโดยมิได้นัดหมาย ในวินาทีนั้นเองที่ "กำแพงทางชาติพันธุ์" ที่พวกเขาสร้างมาทั้งชีวิต กำแพงที่บอกว่าคนดำคือศัตรูของคนขาว หรือคนลาตินต้องฆ่าคนกัมพูชา มันค่อย ๆ เริ่มพังครืนลงมาต่อหน้าต่อตา
ในตอนนั้นพวกเขามองสบตากัน ไม่ใช่เพื่อหาเรื่อง แต่เพื่อมองเห็นความว่างเปล่าและความสูญเสียที่สะท้อนอยู่ในแววตาของฝ่ายตรงข้าม มันคือวินาทีแห่งการตระหนักรู้ที่เจ็บปวดที่สุดว่า ทุกคนก็เคยผ่านความเจ็บปวด ความสูญเสียที่มีต้นตอมาจากความเกลียดชังเหมือนกัน
ความเจ็บปวดไม่มีสีผิว ความสูญเสียไม่มีตราแก๊ง และคุกก็ไม่ได้ขังแค่คนชาติใดชาติหนึ่ง
บนเส้นตรงเส้นนั้น เอรินได้ทำให้นักเรียนตระหนักว่า พวกเขาไม่ใช่ศัตรูของกันและกัน แต่พวกเขาทั้งหมดคือ "เหยื่อ" ของวงจรความรุนแรงเดียวกัน และการจะรอดไปจากสิ่งเหล่านั้นได้ พวกเขาไม่มีทางทำได้ถ้ายังมัวแต่ห้ำหั่นกันเองบนเส้นนี้
และนั่นก็เป็นเพียงแค่คำถามส่วนหนึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเพียงเท่านั้น
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 5: ราคาของความหวัง
ในโลกของภาพยนตร์ เรามักเห็นภาพความสำเร็จที่ปรุงแต่งมาแล้วภายในเวลาแค่ไม่เกินสองชั่วโมง แต่ในโลกความจริงของเอริน กรูเวลล์ ความหวังของเธอคือสินค้าราคาแพงที่ระบบการศึกษาไม่ได้ช่วยสนับสนุนตั้งแต่แรก
วันหนึ่งเมื่อเธอเดินไปของบประมาณสำหรับซื้อหนังสือเล่มใหม่และพาเด็ก ๆ ไปทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ สงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ คำตอบที่เธอได้รับจากบอร์ดบริหารก็คือการปฏิเสธ พวกเขาไม่ได้เห็นภาพในแบบเดียวกับที่เอรินเห็น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่หวังดีกับเด็ก เพราะแต่ละคนก็มีสิ่งที่เชื่อแตกต่างกัน
เมื่อไม่มีใครสนับสนุน เอรินจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่ครูทั่วไปไม่ทำกัน เธอใช้ทั้งแรงกายและเวลาของเธอปั๊มเงินขึ้นมาเอง เพราะเธอเองต้องหาเงินเพื่อเรียนในระดับชั้นปริญญาโทอยู่แล้ว เธอเลยถือโอกาสนั้นหาเงินส่วนหนึ่งมาสนับสนุนกิจกรรมในชั้นเรียนที่เธอสอนด้วย
ตารางชีวิตของเธอเลยกลายเป็นความวุ่นวายต่อเนื่อง
07:00 - 15:00 น. เธอสวมบทบาทครูในห้อง 203
16:00 - 21:00 น.: เธอถอดชุดครูแล้วไปยืนขายชุดชั้นในที่ห้าง Nordstrom เพื่อนำค่าคอมมิชชันมาใช้จ่ายส่วนตัว และแบ่งส่วนหนึ่งมาซื้อหนังสือให้นักเรียน พร้อมเก็บไว้ทำกิจกรรมต่อ ๆ ไป
22:00 - 02:00 น.: บางวันเธอรับจ๊อบพิเศษที่โรงแรมในตำแหน่งพนักงานต้อนรับกะดึก เพื่อเก็บออมเงินไว้เป็นค่ารถบัสและค่าเข้ามิวเซียมให้เด็ก ๆ ด้วย
เธอทำทั้งหมดนี้เพื่อให้เด็กที่ไม่เคยออกไปไกลเกินถิ่นแก๊งตัวเองได้เห็นว่า "โลกนี้ยังมีด้านที่สวยงามและกว้างใหญ่กว่ารอยเลือดที่เกิดจากความเกลียดชังในย่านของพวกเขา" ยังมีเรื่องราวมากมาย ความเจ็บปวด บาดแผล และบทเรียนจากผู้อื่นให้เรียนรู้ เพื่อที่ทุกคนจะได้รู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงซ้ำซาก เพื่อชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นด้วยความหวัง
แต่ความทุ่มเทระดับบ้าคลั่งนี้ก็มีราคาที่ต้องจ่ายสูงลิบลิ่ว และคนที่จ่ายร่วมกับเอรินก็คือ สก็อตต์ เคซีย์ (Scott Casey) สามีของเธอเอง
ลองจินตนาการถึงชีวิตคู่ที่ภรรยากลับบ้านมาดึกในสภาพหมดแรง และตื่นไปทำงานตอนหกโมงเช้าทุกวันโดยไม่มีเวลาแม้จะทานข้าวร่วมกัน สก็อตต์มองดูภรรยาของเขาค่อยๆ "หายไป" ในตัวตนของครูเอริน เขามองเห็นผู้หญิงที่เขารักเอาเงินและเวลาแทบทั้งหมดไปประเคนให้ "เด็กที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือด" เด็กที่เขาไม่ได้เชื่อมั่นในแบบที่ภรรยาเชื่อ
ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เรื่องของใครดีไม่ดี แต่มันคือการปะทะกันระหว่าง "ความรักที่ต้องการชีวิตคู่ที่มีเวลาให้กัน” กับ "ความรักที่อยากมอบชีวิตให้คนอื่น” จนสุดท้ายเส้นขนานนี้ก็ไม่อาจบรรจบกันได้ บ้านที่เคยเป็นวิมานกลายเป็นเพียงที่พักสายตาชั่วคราว ก่อนที่พวกเขาจะจบความสัมพันธ์ลงด้วยการหย่าร้าง
— — — — — — — — — — — — — — — —
บทที่ 6: จดหมายถึง "มีป กีซ"
หลังจากที่จมดิ่งอยู่กับบันทึกของแอนน์ แฟรงค์ เด็ก ๆ ในห้อง 203 ไม่ได้มองว่าเธอเป็นแค่ตัวละครในหนังสืออีกต่อไป สำหรับพวกเขา แอนน์คือ "เพื่อน" คือคนในครอบครัวที่เข้าใจความโดดเดี่ยวของพวกเขาดีที่สุด
ความผูกพันนี้เข้มข้นจนนำไปสู่ความคิดที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลย วันหนึ่งเด็ก ๆ เกิดไอเดียอยากเชิญ "มีป กีซ" (Miep Gies) สตรีชาวดัตช์ผู้เสี่ยงชีวิตช่วยเหลือครอบครัวแอนน์ แฟรงค์จากเงื้อมมือของนาซีมา ซึ่งในตอนนั้นเธอยังมีชีวิตอยู่ เป็นตำนานที่มีลมหายใจ
พวกเขาอยากให้เธอเดินทางมาที่ลองบีชเพื่อจะได้พูดคุยและเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากปากของผู้อยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ตัวเป็น ๆ
แต่การจะเชิญสตรีวัย 87 ปี ข้ามโลกจากอัมสเตอร์ดัมมายังแคลิฟอร์เนียนั้นต้องใช้เงินไม่น้อยเลย และแน่นอนว่าทางโรงเรียนไม่มีงบให้ด้วย แม้ว่าเอรินจะตื่นเต้นไม่น้อยไปกว่าเด็ก ๆ แต่เธอก็เกือบถอดใจแล้วเหมือนกัน
จนกระทั่งสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นที่เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยน
เด็ก ๆ ที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นพวกไร้จุดหมาย กลับออกไอเดียลุกขึ้นมาจัดงานขายขนม ระดมทุน จัดกิจกรรมในชุมชน พวกเขาช่วยกันสะสมเงินทีละเล็กทีละน้อยจนถึงยอดที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ได้สำเร็จ จากนั้นพวกเขาก็เขียนจดหมายเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดของตนเองส่งไปให้มีป กีซ พร้อมแจ้งเจตจำนงค์ว่าอยากให้เธอมาแบ่งปันประสบการณ์อันล้ำค่า
และแล้วความมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง... หญิงชราผู้เคยเผชิญหน้ากับความตายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ตัดสินใจตอบตกลงที่จะมาพบกับ "เด็กแก๊ง" ในลองบีชด้วยความยินดี
ในเวลาต่อมา วินาทีที่ มีป กีซ ก้าวเท้าเข้าสู่ห้องเรียนแห่งนั้น บรรยากาศที่นั่นกลับนิ่งสนิทอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สายตาของเด็กที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยระแวง กลับจ้องมองเธอด้วยความเคารพสูงสุด และเมื่อนักเรียนคนหนึ่งเรียกเธอว่า "ฮีโร่" มีป กีซ กลับส่ายหน้าช้า ๆ แล้วกล่าวประโยคที่เปลี่ยนโครงสร้างจิตใจของเด็กทุกคนในห้องนั้นไปตลอดกาล
ประโยคนั้นมีใจความประมาณว่า
"ฉันไม่ใช่ฮีโร่หรอก ฉันแค่ทำในสิ่งที่ควรทำเท่านั้น... แต่พวกเธอต่างหาก พวกเธอที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความรุนแรงแต่ยังเลือกที่จะนั่งอยู่ที่นี่เพื่อเรียนรู้ พวกเธอไม่ใช่เหยื่อ และไม่ใช่เด็กมีปัญหา... พวกเธอคือ 'ฮีโร่' ตัวจริง ที่ยังมีชีวิตอยู่เพื่อเล่าเรื่องราวของตัวเองให้โลกฟัง"
คำพูดนี้ไม่ได้แค่ปลอบประโลม แต่มันคือการ "คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ให้กับพวกเขา เด็กนักเรียนที่เคยถูกสังคมชี้หน้าว่าเป็นความล้มเหลวของระบบ วันนี้พวกเขากลับถูกยกย่องโดยบุคคลระดับตำนานของโลกว่าเป็นผู้กล้า
และความภาคภูมิใจใหม่นี้เองที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจตั้งชื่อกลุ่มของตัวเองว่า "Freedom Writers" ชื่อที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่ม Freedom Riders นักเคลื่อนไหวสิทธิพลเมืองในยุค 60s ที่นั่งรถบัสเข้าไปในพื้นที่เหยียดผิวเพื่อทลายกำแพงชนชั้น
จากเด็กที่แทบไม่มีคนสนใจ วันนี้พวกเขากลายเป็น "ผู้บันทึกประวัติศาสตร์" ที่มีหน้าที่บอกเล่าความจริงของสังคมผ่านหยดหมึก สมุดบันทึกของพวกเขาไม่ใช่แค่ไดอารี่ส่วนตัวอีกต่อไป แต่มันคือหลักฐานแห่งการมีอยู่ของหัวใจที่ยังไม่ยอมแพ้
และนั่นคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่กว่าเกรดเฉลี่ยหรือใบปริญญาใบไหน ๆ ในโลก
— — — — — — — — — — — — — — — —
เมื่อเอริน กรูเวลล์ ตัดสินใจมองข้ามการตีตราภายนอก และมองลึกไปถึง "บาดแผล" ของเด็ก ๆ เธอจึงไม่ได้แค่สอนหนังสือพวกเขาเท่านั้น แต่เธอกำลังสร้างสะพานเชื่อมระหว่างโลกที่แตกสลายสองใบเข้าด้วยกัน
สุดท้ายแล้ว นักเรียนทั้งหมดของเธอก็สามารถเรียนจบมัธยมปลายทุกคน และส่วนใหญ่สามารถเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยและกลายเป็นประชากรที่มีคุณภาพด้วย
สมุดบันทึกของพวกเขาถูกรวมเล่มเป็นหนังสือ Best-seller และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั้งโลก
โลกนี้อาจจะมีนักเรียนเหมือนในห้อง 203 อีกนับล้านห้องที่กำลังรอคอยให้ใครสักคนที่กล้าพอจะบอกพวกเขาว่า... "เรื่องเล่าของพวกเขามีค่า และพวกเขาเองก็มีคุณค่าเช่นกัน"
ปัจจุบันพวกเขายังคงทำงานร่วมกัน พวกเขาสร้างกองทุน Freedom Writers Foundation และยังคงเดินหน้าต่อ เพื่อเปลี่ยนระบบการศึกษาที่เน้นแต่ตัวเลข ให้กลับมาเน้นที่ "หัวใจ" ของผู้เรียนมากขึ้น
 
สำหรับผม เรื่องนี้ย้ำเตือนเราเสมอครับว่า "เสียงที่ไม่มีใครฟัง" อาจเป็นเสียงที่มีพลังที่สุดก็ได้ หากเราฟังด้วยหัวใจ
-Josman-
โฆษณา