Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 05:15 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
เจ้าพ่อบ.จ.6
"ไกลสุดสายตาขอบฟ้าสีคราม
แผ่นดินสยาม ใครรุกใครรานแล้วเป็นไม่ได้
ทหารอากาศองอาจคะนอง ปกป้องฟ้าไทย
ไตรรงค์ผืนใหญ่เทิดไว้สูงล้น"
เนื้อเพลงทหารอากาศขาดรัก - พี่แอ๊ว ยอดรัก สลักใจ
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ช่วงนี้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาคงมีให้ติดตามกันอยู่ เดี๋ยวค่อยมาว่ากัน เอาเป็นว่านี้ผู้เขียนมีวีรกรรมนักบินรบท่านหนึ่งจะมาเล่าสู่กันฟัง
เรื่องนี้ไม่ทราบว่าท่านใดเคยอ่านมาแล้วถ้าไม่เคยจะขอนำมาเล่าสู่กันฟัง หากท่านใดที่เคยอ่านมาแล้ว สามารถอ่านซ้ำเพื่อทบทวนความรู้ได้ บุคคลที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้มีตัวตนจริงๆ และเป็นสุดยอดนักบินรบของกองทัพอากาศไทย ขอเชิญพบกับพลอากาศเอก อาคม กาญจนหิรัญ หรือที่นักบินรุ่นน้องในกองทัพอากาศไทยเรียกว่า "พี่หมึก" นั่นเอง
พี่หมึก พลอากาศเอก อาคม กาญจนหิรัญ เกิดเมื่อ 16 พฤศจิกายนพ.ศ.2490 บุตรชายคนเดียวของนายช่างกรมทางหลวงที่ตระเวนติดตามคุณพ่อไปหลายพื้นที่ เพื่อนคุณพ่อกลุ่มหนึ่งเชียร์ให้เป็นทหาร ในขณะที่คุณแม่อยากให้ไปเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาตามแบบคุณพ่อ แต่ในที่สุดเลือดฉีดแรง นำพาให้เด็กหนุ่มชื่อ “หมึก” ไปสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 8 (พ.ศ.2508) เมื่อจบการศึกษาปีที่ 2 (เทียบเท่า ม.ศ.5 สายวิทย์)
นักเรียมเตรียมทหารอาคม กาญจนหิรัญ เลือกเหล่าทหารอากาศแบบมุ่งมั่น ศึกษาในโรงเรียนนายเรืออากาศรุ่นที่ 15 สำเร็จการศึกษา รับปริญญาตรีวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมอากาศยานและการบิน เข้ารับพระราชทานกระบี่จากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แล้วไปเป็นศิษย์การบินอีก 1 ปี สอบผ่านสำเร็จเป็นนักบิน เลือกเป็นนักบินไอพ่นตามที่ใฝ่ฝัน
A-37B ถือว่าเป็นเครื่องบินโจมตีที่น่าเกรงขามที่สุดในสมัยหนึ่งกองทัพอากาศไทย
เครื่องบินรบที่พี่หมึกได้ทำการบินจนกลายเป็นเครื่องบินคู่ใจคงจะหนีไม่พ้น A-37B เป็นแน่แท้ ก่อนจะไปดูวีรกรรมของพี่หมึกขอเล่าที่มาของเครื่องบินแบบนี้ ไม่อย่างนั้นจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง นิตยสารแทงโก้ฉบับที่ 9 เดือนพฤษภาคมพ.ศ.2536 ให้ข้อมูลว่าเครื่องบินแบบนี้เป็นเครื่องบินโจมตีขนาดเบา เกิดขึ้นเมื่อครั้งสงครามเวียดนาม ประเทศสหรัฐอเมริกา มีความต้องการเครื่องบินโจมตีขนาดเบาที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถทำการบินโจมตีได้ดียิ่งในพื้นที่ซึ่งเป็นป่าและภูเขาสูงได้
สหรัฐได้เล็งเห็นว่าน่าจะทำการดัดแปลงเครื่องบินฝึก T-37 ที่มีใช้งานอยู่แล้วสำหรับฝึกนักบินไอพ่นให้สามารถติดอาวุธสำหรับภารกิจการบินโจมตีทิ้งระเบิด ซึ่งจะเป็นการประหยัดงบประมาณทางด้าน การฝึกและประหยัดเวลาการออกแบบการสร้างในขณะนั้นเป็นอย่างมาก จึงได้ตกลงทำสัญญากับบริษัทเซสนา ทําการดัดแปลงเครื่องบิน ฝึกแบบ T-37 จำนวน 2 เครื่องให้สามารถเป็นเครื่องบินโจมตี และปราบปรามผู้ก่อการร้าย สามารถวิ่งขึ้นจากทางวิ่งชั่วคราวและใช้ระยะทางวิ่งขึ้นไม่มากนัก โดยเครื่องบินต้นแบบถูกเรียกชื่อใหม่ว่า YAT-37D
YAT-37 ทำการบินครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2506 ผลการบินทดสอบและประเมินค่าได้ผลตามความมุ่งหมาย กองทัพอากาศสหรัฐฯจึงได้สั่งสร้างขึ้นมาใช้งาน และได้ตั้งชื่อใหม่ว่า A-37 และต่อมามี A-37A เกิดขึ้น สำหรับ A-37A เป็น A-37 รุ่นแรกที่ถูกส่งเข้าสู่สมรภูมิในสงครามเวียดนามจำนวน 25 เครื่อง เพื่อปฏิบัติภารกิจ 5 ประการ คือ สนับสนุนกำลังรบภาคพื้นดิน บินคุ้มกัน ฮ.ลำเลียงทหาร ลาดตระเวนติดอาวุธ ลาดตระเวนคุ้มกันขบวนยานยนต์ ควบคุมอากาศยานหน้าและโจมตีในเวลากลางคืน
ด้วยสมรรถนะอากาศยานที่มีความเร็วสูงสุด 507 ไมล์ อัตราไต่ 6,990 ฟุตวินาที เพดานบินสูงสุด 41,765 ฟุต นน.วิ่งขึ้นสูงสุด 14,000 ปอนด์ มีรัศมีปฏิบัติการเมื่อบรรทุกอาวุธสูงสุด 460 ไมล์ ผลการปฏิบัติภารกิจของเครื่องบินโจมตีแบบ A-37 ในสงครามครั้งนั้น เป็นเครื่องพิสูจน์สมรรถนะของเครื่องบินโจมตี A-37 ในสงครามจริงได้เป็นอย่างดี
ในการปกป้องอธิปไตยทางฝั่งอีสานใต้ในปัจจุบันยังคงมี F-16 ทำหน้าดูแลอธิปไตยร่วมกับ F-5
พ.ศ.2515 สงครามเวียดนามยังไม่ทันสงบดี เครื่องบินโจมตี A-37 จำนวนหนึ่งก็ถูกส่งมาประจำการกับ กองทัพอากาศไทยจำนวน 1 ฝูง และหน่วยบินที่ได้ต้อนรับเจ้าแมลงปอไอพ่นนี้ก็คือฝูงบิน 43 กองบิน 4 ตาคลี ซึ่งในเวลานั้นมีเครื่องบินขับไล่ไอพ่นอย่าง F-86F Sabre เพิ่งจะปลดประจำการไปไม่นาน เมื่อนั้น เจ้าบ้าน “คอบบร้า” ฝูงบิน 43 จึงได้การต้อนรับอย่างสมเกียรติแก่เครื่องบินใหม่
จำคำบอกเล่าขอลเรืออากาศโทธรรมวัฒน์ รัตนวิจารณ์กล่าวว่าในช่วงที่พี่หมึกเป็นนักบินเครื่องบินโจมตี A-37B ก็มีคำสั่งให้เดินทางไปรับเครื่องบินโจมตีแบบ A-37B จำนวน 2 เครื่องของกองทัพอากาศเวียดนามใต้ ที่บินลี้ภัยสงครามภายหลังเวียดนามเหนือบุกยึดกรุงไซ่ง่อนเมืองหลวงของเวียดนามใต้ได้สำเร็จ เครื่องบินเครื่องนี้ ทำการบินเข้ามาในเขตประเทศไทย และลงบนถนนมิตรภาพ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอพล จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2518
ซึ่งภายหลังเจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศได้ยึดเครื่องบินเครื่องดังกล่าวไว้ตามระเบียบ พรบ.เกี่ยวกับความมั่นคงและการรักษาความปลอดภัยของประเทศ สำหรับเครื่องบินที่รุกล้ำน่านฟ้า และนักบินดังกล่าว โดยนักบินนั้นภายหลังการสอบสวนแล้วไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดขอลี้ภัยไปยังประเทศที่ 3 และเนื่องจากประเทศเวียดนามใต้ไม่มีปรากฏในแผนที่โลกแล้ว เครื่องบินโจมตี A-37B Sel.No.71-0825 และ 68-10786 ทั้งสองเครื่องดังกล่าว จึงถูกยึดไว้
หัวหน้าช่างของกองทัพอากาศในวันนั้นระบุว่า.."มีเครื่องบิน A-37B มาลงบริเวณดังกล่าวในเวลานั้น 2 เครื่อง โดยนักบินนั่งอัดกันมาเครื่องละ 4 คน จากนั้นทีมช่างของกองทัพอากาศไทย ได้เข้าทำการตรวจสอบ พบว่าถังเชื้อเพลิงปลายปีกทั้ง 2 ข้างเสียหายพอซ่อมได้โดยใช้เทปกาวพันไว้ ใช้เวลาตรวจก่อนบินประมาณ 40 นาที"
พลอากาศเอกอาคม กาญจนหิรัญ "เจ้าพ่อบ.จ.6"
" จากนั้น เรืออากาศเอก อาคม กาญจนหิรัญ ยศขณะนั้น เป็น หน.นักบิน กับนักบินของกองทัพอากาศอีก 1 ท่าน ภายหลังประสานตำรวจทางหลวง เคลียร์ถนนมิตรภาพ เพื่อใช้เป็นรันเวย์ชั่วคราวระยะทางประมาณ 4 กม. (ใช้รถยกตำรวจทางหลวง ลากไปตั้งลำเพื่อตั้งตัววิ่งขึ้น) นักบินทั้งสองท่านได้ทำการบิน A-37B ทั้งสองเครื่อง กลับสู่ดอนเมืองด้วยความปลอดภัย"
เรืออากาศโทธรรมวัฒน์ รัตนวิจารณ์
.... ภายหลังได้รับการปรับปรุงซ่อมแซม หมายเลข Sel.No.71-0825 ตรวจสอบประวัติและโครงสร้างแล้วก็ได้บรรจุเข้าประจำการในกองทัพอากาศ ในปี 2525 ที่ฝูงบิน 211 กองบิน 21 อุบลราชธานี ขึ้นทะเบียนเป็น บ.จ.6-18/25 ทดแทนเครื่องบินโจมตี A-37B ของกองทัพอากาศไทยที่ถูกทหารเวียดนาม ยิงตกในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนไทย - กัมพูชา
ฝูงบิน 211 ได้กำหนดหมายเลขเครื่องนี้ว่า 21144 ปัจจุบันเครื่องบินเครื่องดังกล่าวภายหลังปลดประจำการในปี 2535 ถูกนำไปตั้งแสดงอยู่หน้าทางเข้า กองบิน 4 ตาคลี ซึ่งเคยเป็นฐานบินแห่งแรกที่ประจำการด้วยเครื่องบินแบบนี้ในกองทัพอากาศไทย
..... ส่วน
Sel.No
. 68-10786 ไม่ได้บรรจุเข้าประจำการ เนื่องจากเป็นเครื่องที่เก่ามาก (เก่ากว่าที่กองทัพอากาศมี) ไม่มีประวัติการบิน จึงไม่บรรจุประจำการแต่ใช้ถอดเป็นอะไหล่ให้กับเครื่องบินเครื่องอื่น ....ปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ที่มูลนิธิอนุรักษ์และพัฒนาอากาศยานไทย
ต่อมาพ.ศ.2520 ฝูงบิน 43 ได้เปลี่ยนหมายเลขฝูงเป็นฝูงบิน 403 เครื่องบินโจมตี A-37 ซึ่งได้รับบรรจุใน ทอ.ไทย ณ ขณะ ใช้ชื่องามสง่าราศรีตามราชการไทยว่าเครื่องบินโจมตีแบบที่ 6 หรือ บ.จ.6 เจ้าแมลงปอไอพ่นสวยสง่าเข้มแข็งแกร่งกร้าวในสีพรางเขียวน้ำตาลซึ่งเข้ากับภูมิประเทศของไทยเป็นอย่างดี ด้วยกำลังเครื่องยนต์ที่พัฒนาให้มีแรงฉุดเพิ่มมากขึ้น แม้จะติดตั้งอาวุธใต้ปีกจำนวน 6 Stations เต็มแถม ยังมีถังน้ำมันเชื้อเพลิงปลายปีกอีก 1 คู่ เจ้าแมลงปอก็สามารถทยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้รวดเร็ว โดยใช้ระยะทางวิ่งค่อนข้างสั้น
มีอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งฝ่ายยุทธการมีความเห็นว่า บ.จ.6 (A-37B) เป็นอากาศยานที่น่าจะสามารถทำการรบทางอากาศได้ ทั้งทำภารกิจขับไล่และโจมตี แต่การบินขับไล่ในสมัยนั้นยังมีการฝึกกันน้อย จึงมีแนวความคิดในการนำการฝึก air to air จากที่ใช้ในการบินของ F-86F มาประยุกต์ใช้กับ บ.จ.6 ที่ว่าประยุกต์ใช้ เพราะเครื่งบินมีความเร็วต่างกันมาก
สมรรถนะอื่น ๆ ก็ต่างกัน มิหนำซ้ำ บ.จ.6 เป็นเครื่องบินรบที่นั่งคู่แบบนั่งเคียงกัน (Side by Side) ซึ่งมีปัญหาในการมองเห็นทั้งสองด้านไม่เหมือนกัน เมื่อเริ่มการฝึกบินในกระบวนบินอันนี้ จึงเป็นช่วงที่มีทั้งความตื่นเต้น ความเหน็ดเหนื่อย ความยากลำบากหลาย ๆ ประการ แต่ก็ได้ผลในการเสริมสร้างพื้นฐานความรู้ในการบิน Air Combat Manuever ให้แก่นักบินรบของฝูงนี้ได้เป็นอย่างดี
เจ้าพ่อบ.จ.6 ขณะเป็นผู้บังคับการกองบิน 4 ตาคลี
ในช่วงปี พ.ศ. 2518-2521 นั้นการทำสงครามกับผู้ก่อการร้ายที่บริเวณด้านทิศใต้ของแนวถนนระหว่าง จ.ตาก จ.พิษณุโลกและจ.เพชรบูรณ์ เต็มไปด้วยความเข้มข้น กองกำลังภาคพื้นดินพยายามเคลื่อนที่เข้ารุกรบแย่งยึดพื้นที่และเคลียร์ฝ่ายตรงข้ามออกจากราษฎรผู้บริสุทธิ์จากสภาพพื้นที่เป็นป่าเขา ทำให้การปฏิบัติการเป็นไปด้วยความยากลำบาก กำลังทางอากาศจึงมีส่วนช่วยเหลือมากต่อการปฏิบัติการนี้
บ.จ.6 จากฝูงคอบบร้าได้รับภารกิจหลาย อย่างในยุทธการปราบปรามผู้ ก่อการร้าย เช่น การโจมตีทาง อากาศต่อเป้าหมายทั้งกลางวัน และกลางคืน อีกหนึ่งภารกิจที่เสี่ยงตายนั่นคือ การบินลาดตระเวนติดอาวุธที่ออกจะเสี่ยงต่อการถูกสอยอย่างยิ่ง อีกอันหนึ่งคือ การบินคุ้มกันขบวนเดินทาง หรือ Column Cover ที่เราไปบินวนเหนือบริเวณเขาย่า เขาค้อ คุ้มกันให้หน่วยปฏิบัติการภาคพื้นเกือบตลอดวันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ต้องส่งเครื่องบินในฝูงไปผลัดเปลี่ยนกันทำงานตลอดกลางวัน
เมื่อ F-5E เข้าประจำการกับกองทัพอากาศไทยอีกหนึ่งฝูง ก็ได้รับการบรรจุไปประจำการที่กองบิน 4 ตาคลีแทนเครื่องบินโจมตี A-37B ที่ชาวตาคลีคุ้นหน้าค่าตาทุกวัน จึงได้โยกย้ายฝูง บ.จ.6 ไปอยู่ที่กองบิน 21 จ.อุบลราชธานี แทน เจ้าแมลงปอเลยต้องย้ายถิ่นไปบินอยู่เมืองดอกบัวริม 'Moon River' (แม่น้ำมูล) จึงได้สมยานามใหม่ว่า “อีเกิ้ล” หรือ “อินทรีผงาดฟ้า” เข้าประจำการที่ฝูงบิน 211 กองบิน 21
เรื่องจริงจากแนวหน้าเกิดจากการนำเสนอในเว็บไซต์มติชน โดยพลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก ท่านได้ให้ข้อมูลชัดเจนว่า วันที่ 8 มกราคมพ.ศ.2528 นาวาอากาศตรี อาคม กาญจนหิรัญ (ยศในขณะนั้น) เป็นนักบินรบของฝูงบินขับไล่ยุทธวิธีที่ 211 กองบิน 21 อุบลราชธานี ได้นำเครื่องขึ้นบินตรวจสถานการณ์ตามแนวเทือกเขาพนมดงรักประสานภารกิจกับภาคพื้นดินอย่างต่อเนื่องเพื่อตรวจสอบสถานการณ์หากมีการล้ำแดน
นักบิน A-37B ฝูงบิน 211 แดนดอกบัว
สถานการณ์เริ่มกระจ่างขึ้นเมื่อได้รับรายงานว่ากองกำลังของเฮง สัมริน เวียดนามที่เกรียงไกร ทั้งอาวุธและนักรบเต็มพิกัด เข้ายึดพื้นที่เนิน 400 ซึ่งตรวจสอบแล้วว่าเป็นดินแดนไทย หน่วยทหารภาคพื้นดิน จึงร้องขอกำลังทางอากาศเพื่อ “โจมตีเป้าหมายภาคพื้นดิน”
นาวาอากาศตรี อาคม ได้รับคำสั่งให้เป็นผู้บังคับหมู่บิน 3 เครื่อง โดยเครื่องบินโจมตี A-37B ติดตั้งระเบิดขนาด 500 ปอนด์ จำนวน 4 ลูก และปืนกลอากาศขนาด 7.62 มม. จำนวน 1,500 นัด เข้าทำลายที่หมาย
เครื่องที่ 1 มีนักบินคือ นาวาอากาศตรี อาคม กาญจนหิรัญ และเรืออากาศตรี วศิน อู่ศิริ นามเรียกขานของ ผบ.หมู่บิน คือ พานทองขาว
เครื่องที่ 2 มีนักบินคือ เรืออากาศโท เผด็จเกียรติ น้อยพรหม และเรืออากาศโท ศักดิ์พินิจ พร้อมเทพ
เครื่องที่ 3 มีนักบินคือ เรืออากาศโท ธวัชชัย ศรีแก้ว และเรืออากาศโท มกราชัย บูชาชาติ
และเครื่องที่ 4 เป็นเครื่องบินคุ้มกัน
นักบินรบทั้ง 6 นาย ที่นำโดย “พี่หมึก” ฮึกเหิม ห้าวหาญ จิตใจรุกรบตามแบบฉบับของนักรบที่จะได้ทำศึก
A-37B ขณะออกรบจริงช่วงสงครามชายแดนไทย-เวียดนาม
ใช้เวลาบินราว 20 นาที ด้วยรูปขบวนหมู่เดินทาง ความสูง 15,000 ฟุต เมื่อใกล้ถึงที่หมาย พี่หมึกสั่งเครื่องบินรบทั้ง 3 เปลี่ยนเป็นรูปขบวนหมู่ทำการรบ สิ่งที่นักบินต้องใช้ทักษะสูงสุดคือ ทหารไทยฝ่ายเดียวกันวางกำลังตรงไหน อย่างไร ซึ่งปรากฏชัดว่าฝ่ายเราวางกำลังบนเนินตรงช่องเขา ซึ่งเป็นข้อกังวลสำหรับการใช้อาวุธจากอากาศยาน พี่หมึกสั่งการใช้รูปขบวน Box Pattern แล้วบินนำหมู่พุ่งลงโจมตีจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือลงไปทางทิศออกเฉียงใต้ เพื่อปลดระเบิด
พี่หมึกของน้องๆ ทำหน้าที่พญาอินทรีย์ที่ต้องแสดงภาวะผู้นำสูงสุด จิกหัวเครื่องดำดิ่งจากความสูง 15,000 ฟุต พุ่งลงไปหาข้าศึกจำนวนมหึมาที่กำลังดัดแปลงที่มั่นบนเนินเขา ลูกหมู่อีก 2 เครื่องตามดิ่งลงไป เครื่องบินโจมตี A-37B เครื่องแรกของพี่หมึกวิ่งสวนห่ากระสุนปตอ. ที่ทหารญวนยิงสวนขึ้นมา มีแสงไฟจากปากกระบอกปืนบนเนินเขามองเห็นได้ชัด แต่นักบินยังวิ่งเข้าหาเป้าหมายเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จ
ทหารราบ ทหารม้า ทหารพราน นักรบภาคพื้นดิน หยุดยิงชั่วคราว ขอดูมวยคู่เอก แหงนคอจ้องดูภาพประวัติศาสตร์ที่นักบินรบ ทอ.ขับ A-37B ทั้ง 3 เครื่องมาสนับสนุน และอีก 1 เครื่องคอยคุ้มกัน เสียงปืนจากฝ่ายทหารเวียดนามดังสนั่นภูเขา กระสุนแหวกอากาศขึ้นไปเพื่อทำลายเครื่องบินรบทั้ง 3 เครื่อง ที่กำลังเอาทูตมรณะมาทิ้งใส่
พี่หมึกปลดระเบิดทั้ง 4 ลูก ลงเป้าหมายดังสนั่นปานฟ้าผ่า แล้วรีบดึงหัวเครื่องบินเชิดขึ้น เลี้ยวซ้ายไต่ระดับเพื่อหาความสูงที่ปลอดภัยมุ่งหน้าเข้าเขตประเทศไทย เครื่องบินตรวจการณ์ที่บินอยู่รายงานพานทองขาว ว่าระเบิดลงตรงเป้าหมาย 100% ผบ.หมู่บินควบคุมเครื่องตนเอง และเงี่ยหูฟังการรายงานผลการทิ้งระเบิดของน้องๆ นักบินเครื่องที่ 2 และเครื่องที่ 3
ระหว่างเครื่องบินวนซ้ายไต่ระดับความสูง นักบินคู่ใจที่นั่งข้างพี่หมึก ชื่อ เรืออากาศตรี วศิน อู่ศิริ ที่เพิ่งจบโรงเรียนการบินได้ไม่นานร้องแบบเจ็บปวด ตามด้วยเสียงระเบิดปานฟ้าผ่าพร้อมกับแรงกระแทกอย่างหนักผลักให้ร่างกายนักบินที่ 1 พุ่งขึ้นไปชน canopy หลังคาเครื่อง หน้ากากออกซิเจนถูกกระชากหลุดข่วนใบหน้า
บ.จ.6 ขณะยังทำการบินได้
ข้าศึกใช้จรวดประทับบ่ายิง SAM-7 ซึ่งน่าจะยิงมาจากเนินบริเวณใกล้ๆ กับที่หมาย จรวดชนิดนี้เมื่อยิงออกไปแล้วจะไล่ติดตามเป้าหมายด้วยความร้อนจากท่อสันดาปที่อยู่ท้ายอากาศยาน จรวดนี้มีระบบค้นหาเป้าหมาย มีระบบการกรองเพื่อจะลดประสิทธิภาพของแฟลร์ (Flare) ที่ใช้ลวงได้ด้วย เหตุการณ์วันนั้น A-37B ของพี่หมึกที่ถูกยิงแล้วไม่เคยตกสักครั้งต้องมาโดน SAM-7 สอยร่วงครั้งนี้
ทันใดนั้น A-37B เกิดอาการปักหัวควงสว่านลงสู่พื้น ครูหมึกเกือบหมดสติ มีอาการเบลอกลางอากาศ นักบินที่ 1 ที่มีชั่วโมงบินกว่า 1,000 ชั่วโมง เรียกสติบอกกับตัวเองว่า ตายไม่ได้ รวบรวมกำลังแขนเอื้อมไปดึงพนักท้าวแขนซึ่งเป็นระบบดีดตัวอัตโนมัติ แต่เอื้อมไม่ถึง...
เครื่องบินโจมตี A-37B กลายเป็นเศษเหล็กขาดกระจุย ไฟลุกท่วมหมุนลงสู่พื้นพสุธา ครูหมึกรวบรวมกำลังอีกครั้งใช้แขนซ้ายควานไปแตะพนักเก้าอี้จนได้ ดึงตัวกลับมานั่งบนเก้าอี้ แล้วใช้มือขวากดไกดีดตัวอัตโนมัติพุ่งออกไปลอยคว้างในอากาศนอกเครื่องบินตามที่เคยฝึกมาในเศษเสี้ยวของวินาที ร่มชูชีพทำงานกางเต็มใบ
ในช่วงท้ายของการเอาชีวิตรอด ตชด.จากค่ายพระราม 6 หัวหิน ได้แหวกวงล้อมการยิงเข้ามาช่วยชีวิตเอาไว้ พี่หมึกรอดมาได้แต่ที่น่าเสียดายคือ เรืออากาศตรี วศิน อู่ศิริ ซึ่งเป็นน้องร่วมสมรภูมิเสียชีวิตพร้อมเครื่องที่ตก จึงไม่สามารถนำร่างที่ยังมีลมหายใจกลับไปหาครอบครัวได้
A-37B กองทัพอากาศลาว (ภาพ AI)
ข้อมูลจำเพาะ A-37B
ประเภท : เครื่องบินโจมตีขนาดเบา
ลูกเรือ: 2 นาย
ความยาว: 8.62 เมตร
ความกว้างปีก: 10.93 เมตร
ความสูง: 2.70 เมตร
พื้นที่ปีก: 17.1 ตร.ม.
น้ำหนักตัวเปล่า: ประมาณ 2,635 กิโลกรัม
น้ำหนักบรรทุกปกติ: 5,440 กิโลกรัม
น้ำหนักสูงสุดในการขึ้นบิน: 6,350 กิโลกรัม
เครื่องยนต์: เทอร์โบเจ็ต General Electric J85-GE-17A จำนวน 2 หน่วย
แรงขับ: หน่วยละ 2,850 ปอนด์ (12.7 กิโลนิวตัน)
ความเร็วสูงสุด: 820 กม/ชม.
พิสัยการรบ: 460 กม. พร้อมอาวุธเต็มอัตรา
พิสัยบินไกลสุด: 1,800 กม. (เมื่อติดถังเชื้อเพลิงเสริม)
เพดานบิน: 12,000 เมตร (39,500 ฟุต)
อัตราการไต่: 2,700 ฟุต/นาที
อาวุธ : ระเบิดไม่นำวิถี ระเบิดนาปาล์ม ระเบิดลูกปราย และจรวดนำวิถีอากาศสู่อากาศ
ปืนกลเล็ก: GAU-2B/A ขนาด 7.62 มม จำนวนหนึ่งกระบอก
ตำบลติดอาวุธ: 8 จุดใต้ปีก
ชื่อในราชการของกองทัพอากาศไทย : เครื่องบินโจมตีแบบที่ 6 (บ.จ.6)
ปีที่ประจำการ - พ.ศ.2515-2537
สถานะ : ปลดประจำการ
พ.ศ.2537 1 ปีก่อนที่กองทัพอากาศไทยได้รับมอบ F-16 1 ฝูงที่ตาคลี ได้มีการย้าย F-5 มาลงที่อุบลฯทำให้เสียงไอพ่นของ A-37B หายไปจนไม่ได้ยินอีกเลย
วีรกรรมของพี่หมึกไม่ได้เป็นเพียงแค่วีรกรรมที่เล่าขานเฉพาะในยุคสงครามเย็น แต่ยังเป็นการบอกเล่าสู่รุ่นลูกรุ่นหลานให้เกิดความภาคภูมิใจในการมีทหารปกป้องอธิปไตย ส่วน A-37B ที่เคยใช้ปกป้องประเทศมีเพียงไม่กี่เครื่องที่ยังคงจอดตั้งแสดงตามที่ต่างๆ รวมไปถึงที่พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศและการบินแห่งชาติด้วย แม้ปัจจุบันจะไม่มีภาพของ A-37B ให้ได้เห็นกับตาตอนบิน A-37B ก็ยังคงเป็นเครื่องบินที่มีคุณค่าในด้านยุทธการและมีประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำไม้แพ้เครื่งบินรบแบบใด สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
นิตยสารแทงโก้ฉบับที่ 9 เดือนพฤษภาคมพ.ศ.2536
Gemini AI
Chittapol Kaewkiriya
Love Airplanes
เรืออากาศโทธรรมวัฒน์ รัตนวิจารณ์
วิกิพีเดีย
เรียบเรียงโดย : ป๋ามิ่ง พิทักษ์ไทย
ประเทศไทย
ทหาร
สงคราม
บันทึก
2
1
2
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย