13 ก.พ. เวลา 09:11 • นิยาย เรื่องสั้น

รสสัมผัสที่สาบสูญ: อณูแห่งกาลเวลาของ มาร์แซล พรุสต์

ในโลกวรรณกรรมร่วมสมัยที่มักเรียกร้องความฉับไวและพล็อตเรื่องที่ถาโถม งานของพรุสต์กลับวางตัวเป็นดั่ง "แอนตี้-วิทยุ" ที่ปฏิเสธเสียงตะโกน แต่เลือกที่จะดึงผู้อ่านลงสู่ห้วงเหวของความละเอียดอ่อน ผ่านมหากาพย์ À la recherche du temps perdu (In Search of Lost Time) งานชิ้นนี้ไม่ได้ทำหน้าที่บันทึกเหตุการณ์ แต่มันทำหน้าที่สกัดเอา "จิตวิญญาณ" ออกจากวัตถุ
ประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญและยังคงร่วมสมัยอย่างยิ่งคือการค้นพบว่า ความทรงจำที่แท้จริงไม่เคยเชื่องเชื่อต่อความตั้งใจ พรุสต์วิจารณ์ว่าความพยายามที่จะ 'จดจำ' ของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องจอมปลอม เพราะมันผ่านการคัดกรองด้วยเหตุผลและระเบียบจนเสียอรรถรสเดิมไป
แต่เมื่อกลิ่นของขนมมาดแลนแตะที่เพดานปาก หรือเมื่อเท้าสัมผัสกับหินปูถนนที่ไม่เสมอกัน ประตูแห่งกาลเวลาจะถูกกระชากให้เปิดออกอย่างรุนแรง สิ่งนี้คือสิ่งที่พรุสต์เรียกว่า 'ความทรงจำอแสวงหา' มันคือการตระหนักว่าอดีตไม่ได้ตายจากไปไหน แต่มัน 'ซ่อนตัว' อยู่ในสิ่งของที่แสนธรรมดา รอคอยให้ผู้ที่มีสายตาและหัวใจละเมียดพอมาปลุกให้ตื่น
พรุสต์วิจารณ์ชีวิตทางสังคมไว้อย่างเจ็บแสบว่า "ความเคยชิน" (Habit) คือยาพิษที่ทำให้เรามองเห็นโลกเป็นเพียงภาพร่างลวกๆ เราเดินผ่านต้นไม้เดิมทุกวันโดยไม่เคย 'เห็น' มันจริงๆ
งานเขียนของพรุสต์จึงทำหน้าที่เป็น "ดวงตาคู่ใหม่" เขาใช้ภาษาที่ยืดยาว ละเอียด และซับซ้อน เพื่อกดดันให้ผู้อ่านต้อง 'หยุด' และ 'จม' อยู่กับขณะปัจจุบัน การอ่านพรุสต์จึงเป็นการฝึกฝนที่จะกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง—เด็กที่เฝ้ามองมดไต่ไปตามรอยแตกของกำแพงด้วยความอัศจรรย์ใจ โดยไม่มีคำสรุปสุดท้ายว่ามันสำคัญหรือไม่
วาล็องแต็ง หลุยส์ ฌอร์ฌ เออแฌน มาร์แซล พรุสต์
ในเชิงสุนทรียศาสตร์ร่วมสมัย พรุสต์คือบิดาแห่งการเขียนแบบ "จบแบบเปิด" (Open-ended) แม้นิยายจะมีความยาวหลายพันหน้า แต่ความรู้สึกหลังอ่านจบกลับไม่ใช่การบรรลุถึงเป้าหมาย ทว่าเป็นความรู้สึกโหยหาที่ยังคงดำเนินต่อไป
ภาษาของเขาไม่มีจุดตัดที่รุนแรง ประโยคที่ทอดยาวราวกับสายน้ำที่ไหลเอื่อยสะท้อนถึงธรรชาติของความคิดมนุษย์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง มันคือวรรณกรรมที่สอนให้เราอยู่ร่วมกับความไม่สมบูรณ์แบบ และมองเห็นความหวังในความเศร้าสร้อยของกาลเวลาที่ไหลผ่าน
การที่พรุสต์ขังตัวเองในห้องบุไม้ก๊อกเพื่อเขียนงาน ไม่ใช่การหนีโลก แต่มันคือการ "รับฟังโลก" ให้ชัดเจนที่สุดจากภายใน ความวิจารณ์ที่ลึกซึ้งที่สุดของเขาต่อมนุษยชาติคือการบอกว่า: เราไม่จำเป็นต้องเดินทางไปสุดขอบฟ้าเพื่อหาความหมาย แต่เราต้องเรียนรู้ที่จะรับรู้อุณหภูมิของหัวใจตัวเองในห้องแคบๆ นั้นให้ได้
งานของพรุสต์คือคัมภีร์ที่ยืนยันว่า "การสังเกตคือการแสดงความรักต่อโลกอย่างหนึ่ง" วรรณกรรมร่วมสมัยอาจเปลี่ยนรูปแบบไปตามเทคโนโลยี แต่ตราบใดที่มนุษย์ยังคงโหยหารสชาติของอดีต และยังคงสั่นสะเทือนเมื่อเห็นแสงแดดทาบทับลงบนสิ่งของเก่าๆ พรุสต์จะยังคงมีชีวิตอยู่ในทุกอณูของตัวอักษรที่เราเขียน
โฆษณา