เมื่อวาน เวลา 15:02 • ความคิดเห็น
ถ้าผมเป็นรัฐบาลที่เลวร้ายที่สุด
และผมมีข้อมูลจาก #barcode ที่สามารถ trace ได้ว่าใครเลือกพรรคอะไรจริงๆ
.
ผมอาจไม่โกงการนับคะแนนเลยด้วยซ้ำ
ผมจะไม่แตะต้องหีบบัตร
ไม่ต้องสลับตัวเลข
ไม่ต้องเสี่ยงให้คนจับได้
.
ผมจะใช้ “ข้อมูล” เปลี่ยนพฤติกรรมของสังคมแทน
.
อย่างแรกที่ผมจะทำ คือไม่ทำอะไรเลย
.
ผมจะปล่อยให้ข่าวลือแพร่ไปเองว่าระบบตรวจสอบได้
แค่ให้คนเชื่อว่าผมอาจรู้ว่าใครเลือกใคร
.
ทันทีที่ความเชื่อนี้ฝังลงไป
ประชาชนจะเริ่มเลือกแบบปลอดภัย
ไม่ใช่เลือกแบบที่อยากเลือกจริงๆ
.
ผมไม่ต้องสั่ง
ไม่ต้องขู่
คนๆนั้นจะรู้เองว่าต้องทำอะไร เลือกใคร
.
ต่อมา ผมจะทำให้การเงียบกลายเป็นบรรทัดฐาน
.
คนจะหยุดโพสต์
หยุดวิจารณ์
หยุดถกเถียง
.
ไม่ใช่เพราะผมปิดปาก
แต่เพราะเขากลัวอนาคตตัวเอง
.
สังคมจะดูสงบ
แต่เป็นความสงบที่เกิดจากความระแวง
.
จากนั้น ผมจะใช้โครงสร้างที่มีอยู่แล้ว
.
ในระบบราชการ
ผมจะใช้เครื่องมือเดิม
.
การย้าย
การเลื่อน
การประเมิน
.
ทั้งหมดดูเป็นกระบวนการปกติ
แต่ข้อมูลจะทำให้มันแม่นยำขึ้น
.
คนที่อยู่ฝ่ายผมจะเติบโตเร็วกว่า
คนที่ไม่อยู่ฝ่ายผมจะรู้สึกว่าโตช้าลง
.
ระบบสายบังคับบัญชาในราชการ
ผมไม่ต้องสั่งตรง ๆ
แค่ส่งสัญญาณว่า “เรารู้”
.
ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ
ทหาร ตำรวจ จะรู้เองว่าเลือกใครแล้วจะปลอดภัย
.
ในระดับหมู่บ้าน
ผมจะปล่อยให้ผู้นำท้องถิ่นจัดการกันเอง
.
เมื่อข้อมูลละเอียดระดับบุคคลอยู่ในระบบ
การกดดันไม่ต้องเหมารวมทั้งพื้นที่
เลือกเฉพาะคนที่ต้องการกดดันก็พอ
.
อีกด้านหนึ่งที่ผมจะใช้คือระบบซื้อเสียง
ถ้าพิสูจน์ได้ว่าใครทำตามจริง
การซื้อเสียงจะกลายเป็นระบบที่คำนวณผลตอบแทนได้
ไม่มีใครโกงผมได้อีก
.
เผลอๆผมอาจจะเปลี่ยนเป็นจ่ายหลังโหวตได้ด้วยซ้ำ
จ่ายเมื่อเห็นผล เมื่อพิสูจน์ได้ว่าคุณเลือกผมจริง
.
และรอบหน้า
ผมจะรู้ทันทีว่าใครคุ้มค่า
ใครไม่ต้องเสียเงินซื้อ
.
ต้นทุนลดลง
ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
.
เรื่องงบประมาณ ผมก็ไม่ต้องประกาศอะไร
.
แค่จัดสรรงบให้พื้นที่ที่ “สนับสนุน”
ชะลอโครงการในพื้นที่ที่ “ไม่สนับสนุน”
.
ไม่ต้องลงโทษตรง ๆ
แค่ทำให้ช้าลงก็พอ
.
คนในพื้นที่จะเรียนรู้เองว่าควรเลือกอย่างไร
.
ในด้านเศรษฐกิจ
ผมไม่ต้องสั่งปิดธุรกิจใคร
.
แค่ตรวจภาษีเข้มขึ้น
ดองใบอนุญาต
ให้ประมูลพลาดโดยเหตุผลทางเทคนิค
.
ภายนอกยังดูปกติ
แต่ทุกคนเข้าใจกติกาใหม่ของเกมนี้แล้ว
.
ตอนหาเสียงรอบหน้า
ผมจะใช้ข้อมูลเพื่อสื่อสารแบบเจาะรายคน
.
คนที่เริ่มลังเล
จะได้รับข้อความที่ออกแบบมาเฉพาะเขา
.
คนที่ไม่ชอบผม
จะเห็นแต่ข่าวที่ทำให้เขาเหนื่อย ท้อ หรือแตกแยกกับฝ่ายเดียวกัน
.
ผมไม่ต้องควบคุมทุกคน
แค่ควบคุมข้อมูลที่แต่ละคนเห็น
.
และสุดท้าย
.
ผมจะไม่ต้องใช้ความรุนแรงเลย
.
เพราะเมื่อประชาชนเชื่อว่าผมรู้
เขาจะระวังตัวเอง
.
เมื่อเขาระวังตัวเอง
เขาจะปรับพฤติกรรมเอง
.
เมื่อเขาปรับพฤติกรรมเอง
ผมไม่ต้องบังคับอีกต่อไป
.
ประชาธิปไตยจะยังมีการเลือกตั้ง
ยังมีบัตร
ยังมีคูหา
.
แต่สิ่งที่หายไปคือความมั่นใจว่าคะแนนนั้นเป็นความลับ
.
และเมื่อความลับหายไป
เสรีภาพก็จะค่อย ๆ หายไปตาม
โดยที่แทบไม่ต้องออกแรงเลย
.
ขั้นตอนการ Reverse เพื่อดูคะแนน (สมมตินะ ใครจะกล้าเก็บ Big data ล่ะเนอะ)
.
1. ผู้สแกน ใส่เขตเลือกตั้ง กับหน่วยเลือกตั้ง ลงไปในโปรแกรมที่จัดทำมา
.
2. หยิบต้นขั้วมาถ่ายหน้าทุกหน้า
ข้อมูล raw ที่ใช้จริงไม่ใช่เลขเล่ม แต่ barcode เป็นตัวบอกเล่มต้นขั้วให้หาเล่มง่าย และที่ กขค.มีแล้วคือหน่วยเลือกตั้งกับเขต สิ่งที่ต้องการจากกระดาษ คือเลขลำดับกระดาษ ขึ้นต้นด้วย Aตามด้วยเลข 8 หลัก และลำดับที่
.
ตัว match จะใช้ 4 index keys
1. เขตเลือกตั้ง
2. หน่วยเลือกตั้ง
3. เลขลำดับกาะดาษ
4. ลำดับเลือกตั้ง
.
หลัง submit รูปจะถูกอ่านเลขลำดับกระดาษ และ ลำดับที่ เพื่อส่งข้อมูลไป update การกา ปรับค่าจาก 0 เป็น 1 , กรณีเลือกตั้งล่วงหน้า ข้อมูลจะเป็น 2 ถือว่ายืนยันการลงคะแนนแล้ว
.
วนทำต้นขั้วให้เสร็จก่อน ต้นขั้ว อยู่คนละที่กับบัตร สามารถทำได้เลยไม่ต้องรอเปิดบัตร และจุดนี้คนสงสัยน้อยสุด เพราะบัตรยังอยู่ในหีบ
.
3. รอผ่านไป 2 เดือน รัฐบาลตั้งเรียบร้อยทุกคนจะไม่สนหีบละเพราะแก้ไขไรไม่ได้ ตอนนี้ถึงเวลาการส่งคะแนนละ
.
กลับไปทำตามข้อ 1 จากนั้น scan บัตร แล้วถ่ายรูปที่มีการกาพรรคไว้ ส่งไปให้โปรแกรมทำ Live OpenCV แล้วหาช่องที่มีกากบาท จะได้เลขผู้สมัครที่เลือก
.
ถ้าตรงตามกระดาษกดยืนยันการลงคะแนน
.
ระบบจะส่ง barcode แปลงเป็นเลขลำดับกระดาษ ส่งข้อมูลที่กา ร่วมไปกับเลขลำดับกระดาษ ซึ่งผ่านการ mapping จากข้อ 2 แล้ว
.
ข้อมูลที่กา เอาไป matching กับข้อมูลที่ กขค.มีอยู่แล้ว
.
แค่นี้ก็รู้ลึกถึงการลงว่าเลือกใคร และเป็น Big data ที่แม่นที่สุด สําหรับการวางแผน การลงสมัครรับเลือกตั้งและการหาคะแนนเสียง ในพื้นที่ที่ รู้จุดบกพร่อง ตั้งแต่แรก
.
นี่กรณีบัตรแชมพูนะ
พรุ่งนี้เล่าบัตรเขียวให้ฟัง
@
โฆษณา