14 ก.พ. เวลา 11:53 • นิยาย เรื่องสั้น

ทางออก

พลัก!!!!
ตุ๊บบบ
โอ้ย!!!
ผมแหกปากลั่น เจ็บที่สันจมูกจนน้ำตาไหล หลังจากที่ผมสะดุดล้มหน้าทิ่มดิน
ผมพยายามวิ่งหาทางออกจากป่านี้ ป่าที่ผมไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่นัก ต้นไม้สูงเบียดเสียดกัน ใบไม้ปกคลุมหนาทึบ เหลือเพียงช่องว่างเล็กน้อย ให้แสงจันทร์ลอดผ่าน เป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวที่ผมมีในตอนนี้
สวบๆ..ผมก้าวเท้าไปข้างหน้า อย่างระมัดระวัง กลิ่นใบไม้อับชื้นที่ทับถมคลุ้งขึ้นมาเตะจะมูกในทุกครั้งที่ก้าวขาออกไป
หลังจากที่ลุกขึ้นยืน ประสาทก็สั่งให้เท้าก้าวไปข้างหน้า แม้เรียวแรงจะเริ่มหมดจากการวิ่งหนีมาตลอดทั้งคืน จากก้าวช้าๆเป็นเริ่มเดินเร็ว จากเดินเร็วเป็นออกวิ่งอย่างสุดกำลัง
ผมมุ่งหน้าไปอย่างมีหวัง มองหาแสงสว่างเท่าเปลวเทียนที่เคยมองเห็นอยู่ไม่ไกล
แต่มันดันหายไปตอนที่ผมสะดุดล้ม
แต่ผมต้องหามันให้เจอ เพราะมันคือแสงเดียวที่เป็นความหวังของผมในคืนนี้
“มึงจะหนีไปใหน”
เสียงแหบกร้าวของใครสักคนตะโกนไล่หลัง นั่นยิ่งทำให้ผมต้องเร่งฝีเท้าขึ้นอีก
“ไอ้บ้านี้มันจะตามกูไปถึงใหนวะ“ ผมพึมพัมขณะวิ่ง
ตุ้บๆๆๆ
ผมหัวใจเต้นแรงและเร็วถี่
นั่นไงแสงเทียนนั่น
ผมพูดในใจ ก่อนจะรวบรวมแรงที่ยังมีอยู่ เพื่อวิ่งเข้าหาแสงสว่างนั้นให้เร็วที่สุด
พลักกก!!!
ตุ๊บบบบ
อ๊าาาาาาาาก!!!!
ผมสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง
ไอ้ท่อนไม้บ้านี่
หายไปอีกแล้ว
แสงที่ผมวิ่งตามมาเมื่อครู่ หายไปพร้อมพร้อมกับดวงตาที่ปิดสนิทไปชั่วขณะตอนหน้ากระแทกเข้ากับโคนต้นไม้อย่างจัง
ป่านี้มันมืดสนิท มืดจนแทบมองไม่เห็นมือตัวเองด้วยซ้ำ
ผมเอามือยันตัวลุกขึ้นในท่าคลาน เพื่อยันตัวลุกให้ได้ เพื่อที่จะวิ่ง วิ่งออกไป ตามหาแสงนั่นอีกครั้ง
 
แต่ครั้งนี้คงหนักกว่าทุกครั้ง
หน้าผมเหมือนมีของเหลวเย็นๆไหลผ่าน จากหน้าผาก ลงมาตามสันจมูก ก่อนจะไหลเบี่ยงลงมาตามร่องแก้ม
ผมเอามือปัดมันออกอย่างร้อนรน แล้วยันตัวลุกขึ้น
ผมโซเซเล็กน้อย ตั้งหลักเตรียม วิ่งให้สุดชีวิต
”มึงหนีไม่พ้นหรอก“
เสียงแหบนั่นเหมือนมันผ่าลงไปในหัวใจที่เต้นรัวแทบจะทะลุออกมาจากอก
ช่างมันสิ..
ผมออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ทั้งที่ยังตั้งหลักได้ไม่ดีนัก ขาก็แทบจะไม่มีแรง สิ่งเดียวที่ผมมองหาคือ แสงนั่น ทางออกเดียวจากป่าบ้าๆนี่
นั่นไง แสงนั่น มันอยู่ตรงนั้น
ตุ๊บ
ผมล้มกลิ้งเหมือนลูกขนุน หลังจากที่เอาแรงเฮือกสุดท้ายออกวิ่งอย่างสุดกำลัง
 
อีกครั้งแล้ว ผมเหมือนวิ่งสะดุดอะไรสักอย่างแล้วล้มลง
คราวนี้ผมลุกขึ้นไม่ไหวแล้วขามันไม่มีแรงเลย ผมได้แต่ยันตัวขึ้นนั่งเหยียดขา หันหลังพิงต้นไม้ใหญ่
นั่นไง แสงนั่น มันอยู่..มันอยู่ตรงที่ผมเพิ่งวิ่งผ่านมา
หมดแรงยืนแล้ว
ผมค่อยๆคลานเข้าหาแสงสว่างนั่นอย่างมีหวัง
แสงนั่นก็ขยับใกล้เข้ามา..
ใกล้จนเริ่มใกล้พอจะเห็นชัดแล้วว่า แสงที่ผมวิ่งตามมันมาทั้งคืน แท้จริงมันอยู่กับเสียงที่ผมกำลังวิ่งหนีมันมาตลอ
ร่างสูงใหญ่ในความมืด เดินออกมาพร้อมแสงสว่างจากเทียนสีดำอย่างผู้ชนะ
“มึงยอมรับความจริงซะเถอะ มึงหนีไปใหนไม่ได้หรอกไอ้หนุ่ม“
”ไม่ กูจะไป“ ผมตวาดลั่น
”ความจริงก็คือความจริง ถึงมึงจะยอมรับหรือไม่ก็ตาม“
มันเปลี่ยนโทนเสียงจากแหบแห้งเป็นทุ้มต่ำ
”มึงดูซะ“
 
มันเอามือปัดใบไม้ตรงที่ผมสะดุดล้ม เผยอะไรสักอย่างที่เหมือนท่อนไม้
แต่
ไม่ใช่
ท่อนไม้นั่น…สีขาว
ไม่
ไม่ใช่
มันคืออะไรซักอย่างที่ห่อด้วยผ้าขาว
ชายร่างใหญ่ดึงอะไรสักอย่างนั้นขึ้น
ใบหน้านั้น
ผมนิ่งไปสักพักเมื่อเห็นใบหน้านั้น มันเด่นชัดแม้ท่ามกลางความมืด
ผมคุ้นเคยกับมันดี
มีเพียงวัตถุสีดำสนิท ถูกตอกผ่านผ้าสีแดงตรงกลางหน้าผากนั่น…ที่ผมไม่คุ้นเคย
ของเหลวสีดำคล้ำยังไหลลงมาจากหน้าผากผ่านสันจมูก ค่อยๆ เบี่ยงลงร่องแก้ม
ผมทรุดลงมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
แรงที่จะยืนยังแทบจะไม่มี
ผมถอนหายใจช้า ๆ
แล้วแหงนมองยอดไม้สูงเหนือหัว
ความหวังดับลง แม้ว่าเทียนนั้นยังจุดอยู่
ใบไม้สีดำทับซ้อนกันแน่น
มองไม่เห็นท้องฟ้าเลย
ลมพัดครูดกิ่งไม้เบา ๆ
ผมจำได้แล้ว
ไม่รู้ครั้งที่เท่าไร
แต่
ผมนั่งมองตรงนี้ตั้งแต่คืนแรก..
โฆษณา