วันนี้ เวลา 02:09 • ธุรกิจ

ทำไม PCT ถึงหายไป? โทรศัพท์บ้านพกพา ที่วัยรุ่นยุค 90s ไม่เคยลืม

เคยสงสัยกันไหมว่าก่อนที่โลกนี้จะมีสมาร์ตโฟนให้เราไถหน้าจอกันทั้งวัน วัยรุ่นในกรุงเทพฯยุคก่อนเขาติดต่อสื่อสารกันอย่างไร
ในช่วงเวลาที่การสื่อสารเป็นเรื่องราคาแพงและเข้าถึงยาก มีอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตคนเมืองไปตลอดกาล…
ภาพจำของ Siam Square ในช่วงปลายยุค 90s ถึงต้น 2000s คงหนีไม่พ้นภาพเด็กวัยรุ่นเดินขวักไขว่
และสิ่งหนึ่งที่แทบทุกคนต้องมีห้อยคอไว้ ไม่ใช่ iPhone หรือ Samsung แต่มันคือโทรศัพท์รูปร่างแปลกตาที่มีเสาสัญญาณดึงให้ยาวได้
บางรุ่นถึงขั้นมีไฟกะพริบวิบวับเวลาที่มีสายเข้า สิ่งนี้คือฮีโร่ขี่ม้าขาวที่เข้ามาทลายกำแพงค่าโทรศัพท์อันแสนแพงในยุคนั้น
มันคือเทคโนโลยีที่ชื่อว่า “PCT” ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยอย่างแท้จริง
ย้อนกลับไปก่อนช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 1997 โทรศัพท์มือถือคือเครื่องหมายของกลุ่มคนที่มีฐานะที่มั่งคั่ง เครื่องหนึ่งราคาหลายหมื่นบาท ส่วนค่าโทรก็พุ่งไปถึงนาทีละหลายบาท
ทำให้คนทั่วไปแทบไม่มีโอกาสได้สัมผัสการสื่อสารแบบไร้สาย…
วัยรุ่นยุคนั้นจึงต้องพึ่งพาตู้โทรศัพท์สาธารณะและการส่งข้อความผ่าน Pager เป็นหลัก
ใครอยากคุยกับคนพิเศษก็ต้องกำเหรียญบาทไปยืนต่อคิวหน้าตู้ ชีวิตเต็มไปด้วยข้อจำกัดและเวลาที่ต้องรอคอย
ในขณะเดียวกัน บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง TelecomAsia ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ CP ก็กำลังเผชิญกับพายุลูกใหญ่
พวกเขาได้รับสัมปทานในการเดินสายโทรศัพท์บ้านกว่าหลายล้านเลขหมายทั่วกรุงเทพมหานคร
แต่เมื่อวิกฤตต้มยำกุ้งปะทุขึ้น ผู้คนต่างรัดเข็มขัด ไม่มีใครอยากเสียเงินติดตั้งโทรศัพท์บ้านเพิ่ม
สายเคเบิลที่ลงทุนลากไปทั่วเมืองจึงถูกทิ้งร้าง ในขณะที่หนี้สินจากการกู้ยืมเงินต่างประเทศพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว…
TelecomAsia ต้องดิ้นรนหาทางออกอย่างหนัก พวกเขาต้องหาคําตอบว่าจะเปลี่ยนสายโทรศัพท์บ้านที่ไม่มีใครใช้ ให้กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่เพื่อพยุงบริษัทให้รอดพ้นจากปากเหวนี้ได้อย่างไร
ทางสว่างปรากฏขึ้นจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อผู้บริหารได้ค้นพบเทคโนโลยีที่เรียกว่า “PHS” ซึ่งเปรียบเสมือนลูกผสมระหว่างโทรศัพท์บ้านไร้สายกับโทรศัพท์มือถือ เทคโนโลยีนี้ทำงานด้วยแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ชาญฉลาด
แทนที่จะต้องตั้งเสาสัญญาณขนาดใหญ่แบบโทรศัพท์ Cellular
ระบบ “PHS” ใช้วิธีนำตัวส่งสัญญาณขนาดเล็กไปติดตั้งไว้ตามเสาไฟฟ้าและตู้ชุมสายโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้วทั่วกรุงเทพมหานคร
เมื่อผู้ใช้งานนำเครื่องลูกข่ายออกจากบ้าน ตัวเครื่องก็จะไปจับสัญญาณจากเสาต้นเล็กๆ เหล่านี้แทน
ทำให้โทรศัพท์บ้านธรรมดาสามารถพกพาออกไปใช้งานที่ไหนก็ได้ที่มีสัญญาณครอบคลุม…
TelecomAsia ไม่รอช้าที่จะนำเทคโนโลยีนี้เข้ามาเปลี่ยนเกมธุรกิจในไทย
พวกเขาเปิดตัวบริการนี้ภายใต้ชื่อ “PCT” พร้อมกับการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยกลยุทธ์ด้านราคาที่รุนแรงและเย้ายวนใจที่สุดเท่าที่เคยมีมา
สิ่งที่ทำให้ “PCT” โด่งดังเป็นพลุแตกไม่ใช่แค่ความสามารถในการพกพา
แต่มันคือโปรโมชั่นสุดระห่ำอย่างการโทรฟรีไม่อั้น นี่คือเวทมนตร์ที่เสกให้วัยรุ่นทั้งเมืองแห่กันไปสมัครใช้งาน
ในยุคที่ค่ายมือถือคิดค่าโทรเป็นนาที การจ่ายรายเดือนเพียงหลักร้อยแล้วสามารถโทรหากันได้ไม่จำกัด คือสวรรค์ของคนที่ต้องการติดต่อสื่อสารแต่มีงบประมาณจำกัด
ภาพคนต่อคิวตู้โทรศัพท์จึงเริ่มหายไปจากสังคมเมือง…
แต่โปรโมชั่นที่เป็นตำนานที่สุดและฝังอยู่ในความทรงจำของคนยุคนั้นคือการโทรฟรีครั้งละ “15 นาที”
เมื่อใกล้ครบเวลา ทุกคนจะรู้กันดีว่าต้องรีบสรุปใจความสำคัญเพื่อบอกให้อีกฝ่ายวางสายแล้วกดโทรใหม่
เครื่อง “PCT” กลายเป็นไอเทมแฟชั่นยอดฮิต โดยเฉพาะรุ่น X-Series ที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยว เปลี่ยนหน้ากากได้ และมีเสาไฟกะพริบ ใครที่เดินห้อยเครื่องนี้จะดูเป็นคนตามเทรนด์อยู่เสมอ
ความสำเร็จนี้ช่วยพลิกฟื้นสถานการณ์ของ TelecomAsia ได้อย่างน่าทึ่ง
โครงข่ายสายโทรศัพท์ที่เคยไร้ค่ากลับมาสร้างกระแสเงินสดหล่อเลี้ยงบริษัทให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดไปได้
แต่โลกของธุรกิจไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ นวัตกรรมที่ดูเหมือนจะกอบกู้สถานการณ์นี้ กลับแฝงไปด้วยจุดอ่อนทางเทคนิคที่สร้างความท้าทายให้กับผู้ใช้งานอยู่ไม่น้อย…
เทคโนโลยี “PHS” ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น
แต่มีข้อจำกัดที่สำคัญคือไม่สามารถรองรับการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วได้ รัศมีของเสาสัญญาณ Microcell นั้นสั้นมาก
หากผู้ใช้งานเดินเร็วๆ หรือนั่งรถเมล์ สัญญาณจะขาดหายหรือสายหลุดไปดื้อๆ
สิ่งนี้บีบบังคับให้เกิดพฤติกรรมแปลกประหลาด นั่นคือผู้ใช้งานต้องยืนนิ่งเป็นรูปปั้นทุกครั้งที่รับสายหรือโทรออก
บางครั้งเราจะเห็นคนพยายามเดินหามุมตึกหรือยื่นมือออกไปในอากาศเพื่อค้นหาสัญญาณ
เมื่อเจอจุดที่ชัดเจนที่สุดก็จะหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าขยับตัวไปไหนจนกว่าบทสนทนาจะจบลง…
อีกหนึ่งความคลาสสิกคือปัญหาคลื่นแทรก เนื่องจากใช้คลื่นความถี่สาธารณะ บางครั้งขณะที่กำลังคุยสายอยู่ก็จะได้ยินเสียงคนแปลกหน้าแทรกเข้ามา หรือสายหลุดไปดื้อๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือน
แต่ถึงแม้จะมีความยากลำบากในการใช้งาน ผู้คนก็ยังยอมอดทน ยอมยืนขาแข็งเป็นชั่วโมง ยอมเดินหาสัญญาณจนทั่วห้างสรรพสินค้า เพียงเพื่อแลกกับความประหยัดที่หาไม่ได้จากโทรศัพท์มือถือทั่วไป
ยุคทองของ “PCT” ดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง จนกระทั่งคลื่นลมในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเริ่มเปลี่ยนทิศทาง
การแข่งขันของโทรศัพท์มือถือเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน…
ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่อย่าง AIS และ Dtac เริ่มปรับตัวเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด
พวกเขารู้ดีว่าหากปล่อยให้วัยรุ่นติดใจโปรโมชั่นราคาถูกต่อไป อนาคตของอุตสาหกรรมอาจจะต้องเปลี่ยนไป
การมาถึงของระบบเติมเงินอย่าง One-2-Call และ Dprompt คือจุดเริ่มต้นของพายุลูกใหม่ ราคาซิมการ์ดและเครื่องโทรศัพท์เริ่มปรับตัวลดลงจนคนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
โทรศัพท์มือถือระดับตำนานอย่าง Nokia 3310 เข้ามาตีตลาดด้วยราคาที่เอื้อมถึง พร้อมกับโปรโมชั่นค่าโทรที่ถูกลงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการโทรฟรีในเครือข่ายหรือคิดค่าโทรเป็นนาทีที่สมเหตุสมผล…
เมื่อช่องว่างทางราคาเริ่มแคบลง ข้อจำกัดในการใช้งานที่ต้องยืนนิ่งๆ ของ “PCT” ก็กลายเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคเริ่มรู้สึกว่าไม่ตอบโจทย์ คนต้องการอิสระในการสื่อสารขณะเดินทาง
นอกจากนี้พื้นที่ให้บริการที่จำกัดอยู่แค่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ทำให้โทรศัพท์เครื่องนี้ใช้งานไม่ได้ทันทีเมื่อออกต่างจังหวัด ความคล่องตัวจึงเป็นสิ่งที่พ่ายแพ้ให้กับมือถืออย่างราบคาบ
พฤติกรรมของผู้ใช้งานเองก็เริ่มเปลี่ยนผ่านจากยุคของการเน้นพูดคุยด้วยเสียง ไปสู่ยุคของการส่งข้อมูล
โลกเริ่มรู้จักเทคโนโลยีอย่าง SMS และ MMS ซึ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่รวดเร็ว…
การก้าวเข้าสู่ยุค GPRS ทำให้อินเทอร์เน็ตบนมือถือเริ่มมีบทบาท
ซึ่งโครงข่าย “PHS” ไม่สามารถพัฒนาเพื่อรองรับการส่งข้อมูลความเร็วสูงได้ โลกกำลังหมุนเร็วกว่าที่เทคโนโลยีเดิมจะตามทัน
ตัวเลขผู้ใช้งานเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้บริหารของ TelecomAsia ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ดี
พวกเขารู้ว่าเทคโนโลยีที่ใช้อยู่เป็นเพียงสะพานเชื่อมชั่วคราว ไม่ใช่อนาคตที่ยั่งยืน
แทนที่จะดันทุรังผลักดันสิ่งที่กำลังจะหมดอายุขัย พวกเขาเลือกที่จะเดินหน้าสู่เส้นทางใหม่ด้วยการรีแบรนด์องค์กรครั้งประวัติศาสตร์ เปลี่ยนชื่อจาก TelecomAsia เป็น True Corporation
ทิศทางใหม่คือการกระโดดเข้าสู่สมรภูมิโทรศัพท์มือถืออย่างเต็มตัว
พวกเขาเปิดตัวแบรนด์ Orange ก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ TrueMove โดยใช้ฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่เป็นแต้มต่อสำคัญ…
กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดคือการนำเสนอสิทธิพิเศษเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเก่าย้ายค่ายมาใช้เครือข่ายใหม่
ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่นแลกเครื่องหรือส่วนลดค่าบริการ ทำให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น
บทบาทของโทรศัพท์บ้านพกพาจึงค่อยๆ ลดเลือนหายไปตามกาลเวลา
จากของฮิตที่ทุกคนต้องมี กลายเป็นเพียงอดีตที่ถูกลืมทิ้งไว้ในลิ้นชัก
เรื่องราวนี้ซ่อนบทเรียนทางธุรกิจที่น่าสนใจเอาไว้
การที่ธุรกิจจะรอดพ้นจากวิกฤตได้ บางครั้งไม่จำเป็นต้องรอเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด
แต่คือการมองเห็นจังหวะเวลาและการแก้ปัญหาที่ตรงจุด…
การนำสินทรัพย์ที่ถูกทิ้งร้างอย่างโครงข่ายสายโทรศัพท์มาสร้างมูลค่าเพิ่ม
เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงเวลาที่องค์กรกำลังเผชิญกับความยากลำบาก
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรู้ว่าเมื่อใดควรจะปล่อยมือจากสิ่งที่เคยสร้างความสำเร็จ
การกล้าที่จะก้าวออกจาก comfort zone และปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่ คือกุญแจของการอยู่รอดในระยะยาว
ลองนึกถึงบรรยากาศตอนกลางคืนในยุคนั้น เด็กวัยรุ่นหลายคนคอยกดโทรออกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อคุยกับคนรัก
เป็นความพยายามที่คนในยุคนี้อาจจะมองว่าเป็นเรื่องประหลาด
แต่ในความแปลกประหลาดนั้นมีความคลาสสิกซ่อนอยู่ มันสอนให้คนรู้จักคุณค่าของเวลา
เมื่อใกล้จะหมดเวลา ทุกคนจะรีบสรุปใจความสำคัญเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการวางสายและเริ่มต้นใหม่…
ในมุมมองของธุรกิจ กลยุทธ์นี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ การใช้ราคาเป็นตัวนำเพื่อดึงดูดผู้ใช้งานจำนวนมาก
เป็นการเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อน้อยแต่มีความต้องการสื่อสารสูงได้อย่างแม่นยำ
แม้ว่าคุณภาพของสัญญาณจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่เมื่อผู้บริโภคชั่งน้ำหนักระหว่างความคุ้มค่ากับความไม่สะดวกสบาย พวกเขายินดีที่จะประนีประนอม
สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการเชื่อมต่อของมนุษย์
นอกจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การตัดสินใจลงทุนในระบบ “PHS” ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่กล้าเสี่ยง
ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญ…
ความสำเร็จจากการเดิมพันครั้งนั้น ไม่เพียงแต่ช่วยชำระหนี้สิน แต่ยังสร้างรากฐานข้อมูลลูกค้าขนาดใหญ่
ข้อมูลเหล่านี้กลายเป็นขุมทรัพย์ที่มีค่าเมื่อองค์กรก้าวเข้าสู่ธุรกิจโทรศัพท์มือถือเต็มรูปแบบ
การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามเทคโนโลยี คือสิ่งที่ทำให้องค์กรสามารถอยู่รอดได้
เมื่อรู้ว่าโครงข่ายมือถือคืออนาคต การตัดสินใจสร้างระบบใหม่มารองรับจึงเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาด
สินค้าบางอย่างอาจเกิดมาเพื่อเป็นเพียงรอยต่อของยุคสมัย นวัตกรรมที่เคยยิ่งใหญ่วันหนึ่งอาจกลายเป็นเพียงเทคโนโลยีเก่าเก็บ
แต่คุณค่าที่แท้จริงคือรากฐานที่มันทิ้งไว้ให้กับอุตสาหกรรม…
ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์รุ่นไหน เทคโนโลยีอะไร เป้าหมายสูงสุดก็ยังคงเป็นเรื่องเดิม
นั่นคือการทลายระยะห่างระหว่างผู้คน เพียงแต่วิธีการเท่านั้นที่ถูกพัฒนาให้สอดคล้องกับจังหวะชีวิตที่เปลี่ยนไป
ตำนานของโทรศัพท์ที่ต้องยืนนิ่งๆ เพื่อคุย จึงเป็นมากกว่าเรื่องราวของอุปกรณ์สื่อสารล้าสมัย มันคือภาพสะท้อนของการต่อสู้ทางธุรกิจ
และเป็นความทรงจำร่วมของคนเจเนอเรชันหนึ่งที่เคยเกิดขึ้นจริงบนหน้าประวัติศาสตร์เทคโนโลยีไทย
References : [mgronline, positioningmag, wikipedia, ryt9, pantip]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/why-did-pct-disappear/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา