16 ก.พ. เวลา 03:16 • ประวัติศาสตร์

อวสานบัลลังก์โรมัน เมื่อมหาอำนาจโลกถูกบดขยี้ด้วยน้ำมือนอกคอก

การล่มสลายของ “จักรวรรดิโรมัน (Roman Empire)” ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่และพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์โลกมากที่สุดเหตุการณ์หนึ่ง
ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา โรมันเคยยืนหยัดในฐานะประทีปแห่งอารยธรรม เป็นรากฐานของกฎหมาย และเป็นสัญลักษณ์ของแสนยานุภาพทางการทหารที่ไม่มีใครเทียบเคียง
ทว่าเมื่อล่วงเข้าสู่ศตวรรษที่ 5 ดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้กลับต้องพังทลายลงภายใต้แรงกดดันจากความเสื่อมโทรมภายในและการรุกรานอย่างไม่หยุดยั้งของกลุ่ม "อนารยชน"
คำถามสำคัญที่ยังคงอยู่คือ “จักรวรรดิโรมันที่เคยเกรียงไกรและครองโลกยุคโบราณเกือบทั้งหมด กลับปราชัยและล่มสลายลงด้วยน้ำมือของกลุ่มคนที่ถูกตราหน้าว่า "อนารยชน" ได้อย่างไร?”
บทความนี้ผมจะพาไปเจาะลึกถึงลำดับเหตุการณ์ การรุกรานครั้งสำคัญ รวมถึงจุดอ่อนทางสังคมและการเมืองที่ถักทอร้อยเรียงกันจนนำไปสู่จุดจบของจักรวรรดิโรมันอันยิ่งใหญ่
ก่อนที่อนารยชนกลุ่มแรกจะรุกข้ามพรมแดนเข้ามา จักรวรรดิโรมันก็เริ่มผุพังจากภายในอยู่ก่อนแล้ว ทั้งการคอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความไม่มั่นคงทางการเมือง ต่างร่วมกันสร้างรอยร้าวให้แก่รากฐานที่เคยแข็งแกร่ง ยิ่งไปกว่านั้น ความกว้างใหญ่ไพศาลของอาณาจักรยังทำให้การปกครองเป็นไปอย่างยากลำบาก และความจงรักภักดีในมณฑลต่าง ๆ ก็เริ่มเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ
เมื่อล่วงเข้าสู่ศตวรรษที่ 3 จักรวรรดิโรมันได้ถูกแบ่งออกเป็น“จักรวรรดิโรมันตะวันออก (Eastern Roman Empire)” และ “จักรวรรดิโรมันตะวันตก (Western Roman Empire)” เพื่อพยายามรักษาการควบคุมเหนือดินแดนนี้
ทว่าการแบ่งแยกกลับกลายเป็นการทำลายเอกภาพ ทิ้งให้จักรวรรดิโรมันตะวันตกต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากภายนอกอย่างโดดเดี่ยวและเปราะบาง
มณฑลทางฝั่งตะวันตกต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงัก ฐานภาษีที่ลดน้อยลง และภาระทางการทหารที่เกินกำลัง ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ดินแดนแห่งนี้พร้อมต่อการถูกรุกราน กองทหารโรมันที่เคยน่าเกรงขามกลับตกอยู่ในสภาพขาดแคลนทั้งกำลังพลและงบประมาณจนต้องหันไปพึ่งพาทหารรับจ้างชาวต่างชาติ ซึ่งหลายคนก็สืบสายมาจากกลุ่มอนารยชนนั่นเอง
แล้วเหล่า “อนารยชน” คือใคร
ชาวโรมันใช้คำว่า “อนารยชน (Barbarian)“ เพื่อเรียกกลุ่มคนที่ไม่ใช่ชาวโรมันซึ่งอาศัยอยู่ถัดจากแนวพรมแดนของจักรวรรดิออกไป ซึ่งคำเรียกนี้กว้างมาก ครอบคลุมถึงชนเผ่าจำนวนมาก เช่น วิซิกอธ (Visigoths) ออสโตรกอธ (Ostrogoths) แวนดัล (Vandals) แฟรงก์ (Franks) แซกซอน (Saxons) ฮัน (Huns) และลอมบาร์ด (Lombards)
• ชาววิซิกอธนั้น เดิมทีมาจากยุโรปตะวันออก และได้พยายามเข้ามาลี้ภัยภายในเขตแดนโรมันหลังจากหลบหนีการรุกรานของชาวฮัน
• ชาวแวนดัล คือชนเผ่าเยอรมันที่เคลื่อนพลผ่านกอลและสเปน ก่อนจะเข้าสถาปนาอาณาจักรของตนในแอฟริกาเหนือ
• ชาวฮัน คือชนเผ่าเร่ร่อนที่ดุร้ายจากเอเชียกลาง ผู้สร้างความหวาดกลัวไปทั่วทวีปยุโรปด้วยความโหดเหี้ยมที่ไม่มีใครเทียบเคียง ภายใต้การนำของ “อัตติลาชาวฮัน (Attila the Hun)“
ชนเผ่าเหล่านี้ไม่ใช่เพียงกลุ่มโจรปล้นสะดม แต่พวกเขาคือกลุ่มชนอพยพซึ่งถูกผลักดันให้มุ่งหน้าไปทางตะวันตกด้วยผลกระทบแบบโดมิโน ทั้งจากความกดดันด้านประชากร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเคลื่อนย้ายของเผ่าอื่นๆ
ชาววิซิกอธภายใต้การนำของ “พระเจ้าอลาริกที่ 1 (Alaric I)” มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความพินาศของโรมัน
พระเจ้าอลาริกที่ 1 (Alaric I)
เดิมที ชาววิซิกอธเข้ามาขอลี้ภัยในอาณาจักรเมื่อปีค.ศ.376 (พ.ศ.919) แต่กลับถูกกดขี่ข่มเหงโดยขุนนางโรมันที่ฉ้อฉล และการปฏิบัติที่เลวร้ายนี้ก็ได้จุดชนวนให้เกิดความโกรธแค้นและการก่อก
หลังความขัดแย้งยืดเยื้อมานานหลายปี ชาววิซิกอธก็ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดใน “ยุทธการที่อาเดรียโนเปิล (Battle of Adrianople)” เมื่อปีค.ศ. 378 (พ.ศ.921) โดยกองทัพโรมันตะวันออกส่วนใหญ่ถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก และความพ่ายแพ้ครั้งนี้ก็ได้ทำลายภาพลักษณ์ความไร้เทียมทานของโรมันลงอย่างสิ้นเชิง
จนกระทั่งในปีค.ศ.410 (พ.ศ.953) พระเจ้าอลาริกที่ 1 และกองกำลังของพระองค์ได้บุกเข้าสู่อิตาลีและปล้นกรุงโรม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 800 ปีที่ "นครที่เป็นนิรันดร์" แห่งนี้พ่ายแพ้แก่ศัตรู ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาต่อผู้คนในยุคนั้นอย่างมหาศาลจนดูเหมือนว่าโลกกำลังจะถึงกาลอวสา
หลังยุควิซิกอธ ชาวแวนดัลได้ปรากฏตัวขึ้นในฐานะภัยคุกคามหลักอีกกลุ่มหนึ่งภายใต้การนำของ “พระเจ้าไกเซอริก (Gaiseric)” ก็ได้ข้ามไปยังแอฟริกาเหนือในปีค.ศ.429 (พ.ศ.972) และยึดครองคาร์เธจได้ในปีค.ศ.439 (พ.ศ.982) ซึ่งนับเป็นมณฑลที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งของโรมัน
การสูญเสียอำนาจเหนือแอฟริกาเหนือหมายถึงการสูญเสียการควบคุมเสบียงธัญพืช ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของจักรวรรดิตะวันตก นอกจากนี้ ชาวแวนดัลยังกลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลที่คอยปล้นสะดมเมืองชายฝั่งทั่วทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมถึงการบุกปล้นกรุงโรมในปีค.ศ.455 (พ.ศ.998) ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงความสิ้นหวังของโรมันและการสูญสิ้นอำนาจของจักรพรรดิที่ไม่อาจย้อนคืนได้
ต่อมาคือชาวฮัน ซึ่งนำโดย “อัตติลาชาวฮัน (Attila the Hun)”
การรุกรานของชาวฮันในช่วงค.ศ.434-453 (พ.ศ.977-996) ได้ทิ้งร่องรอยแห่งความพินาศไปทั่วทวีปจนอัตติลาได้รับสมญานามว่า “แส้แห่งพระเจ้า (Scourge of God)“
กองทัพของอัตติลาได้บดขี้เมืองต่างๆ ในกอลและอิตาลีตอนเหนือ กระจายความหวาดกลัวไปทุกที่ที่เหยียบย่าง และแม้ว่าอัตติลาจะไม่ได้บุกเข้ายึดกรุงโรมโดยตรง แต่การทำศึกของเขาก็ทำให้ทั้งจักรวรรดิตะวันออกและตะวันตกอ่อนแอลงอย่างมาก ทิ้งให้อาณาจักรตกอยู่ในสภาพเหนื่อยล้าและเปราะบางต่อการรุกรานที่จะตามมา
อัตติลาชาวฮัน (Attila the Hun)
เมื่อล่วงเข้าสู่ช่วงกลางศตวรรษที่ 5 จักรวรรดิโรมันตะวันตกก็มายืนอยู่บนขอบเหวแห่งความพินาศ การปกครองที่เป็นอัมพาตจากจักรพรรดิที่อ่อนแอ การมีผู้ปกครองที่เป็นเพียงหุ่นเชิด และการชิงอำนาจภายในอย่างไม่จบสิ้น ได้ทำลายระบบการบริหารจัดการไปจนหมดสิ
ในปีค.ศ.476 (พ.ศ.1019) แม่ทัพเชื้อสายเยอรมันนามว่า “โอโดเอเซอร์ (Odoacer)” ได้ถอดถอนจักรพรรดิโรมันตะวันตกองค์สุดท้าย นั่นคือ “โรมูลุส ออกุสตุลุส (Romulus Augustulus)” ซึ่งนับเป็นจุดสิ้นสุดของจักรวรรดิโรมันตะวันตกอย่างเป็นทางการ
โอโดเอเซอร์ประกาศตนเป็นผู้ปกครองอิตาลี โดยดำรงตำแหน่งในนามภายใต้อำนาจของจักรพรรดิฝั่งตะวันออก แต่ในความเป็นจริงแล้ว อธิปไตยของโรมันได้สูญสิ้นไปแล้ว และช่วงเวลานี้ก็ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการสิ้นสุดยุคโรมันโบราณและเป็นรุ่งอรุณของ “ยุคกลาง (Middle Ages)” ในยุโรป
ในขณะที่จักรวรรดิฝั่งตะวันตกล่มสลาย จักรวรรดิโรมันตะวันออกที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ “คอนสแตนติโนเปิล (Constantinople)” กลับยังคงเจริญรุ่งเรืองต่อไปได้อีกเกือบนับพันปีในนามของ "จักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine Empire)" ซึ่งทำหน้าที่สืบทอดกฎหมาย วัฒนธรรม และระบบการบริหารแบบโรมันไว้
อย่างไรก็ตาม ไบแซนไทน์เองก็ถูกหล่อหลอมจากการรุกรานของอนารยชนเช่นกัน ต้องปรับตัว ปฏิรูป และเสริมความเข้มแข็งทางการทหารตามแนวชายแดนอยู่เสมอ และชาวไบแซนไทน์ก็ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของโรมันโดยเน้นการทูต การสร้างป้อมปราการที่แข็งแกร่ง และการสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้คงอยู่รอดได้
การรุกรานของอนารยชนไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเดียว แต่เป็นเหมือน "หมัดสุดท้าย" ที่ซัดเข้าใส่จักรวรรดิที่กำลังซวนเซอยู่แล้ว ปัจจัยหนุนสำคัญอื่นๆ ก็ได้แก่
• วิกฤตเศรษฐกิจ การจัดเก็บภาษีที่หนักหน่วง ภาวะเงินเฟ้อ และการพึ่งพาแรงงานทาสมากเกินไปจนทำลายความสามารถในการผลิต
• ภาระทางการทหารที่เกินตัว พรมแดนของโรมันยาวเหยียดหลายพันไมล์ ทำให้การป้องกันอย่างทั่วถึงแทบจะเป็นไปไม่ได้
• การพึ่งพาทหารรับจ้าง การรับสมัครคนเถื่อนเข้ามาปกป้องจักรวรรดิมักให้ผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม เนื่องจากพวกเขามีความจงรักภักดีต่อโรมันเพียงน้อยนิด หรือแทบไม่มีเลยก็ว่าได้
• ความเสื่อมโทรมของสังคมเมือง เส้นทางการค้าถูกตัดขาด เมืองต่างๆ มีขนาดเล็กลง และสถาบันทางสังคมก็เสื่อมถอย
ปัจจัยทั้งหมดนี้เปลี่ยนจักรวรรดิให้กลายเป็นเพียงโครงร่างที่เปราะบางจนไม่อาจต้านทานระลอกคลื่นแห่งการรุกรานจากภายนอกได้
แม้จะมีชื่อเสียงในด้านการทำลายล้าง แต่การรุกรานของอนารยชนก็ได้พลิกโฉมยุโรปไปอย่างลึกซึ้ง อดีตชนเผ่าอนารยชนได้วางรากฐานให้กับอาณาจักรใหม่ๆ เช่น ชาวแฟรงก์ในฝรั่งเศส ชาววิซิกอธในสเปน และชาวออสโตรกอธในอิตาลี
สังคมใหม่เหล่านี้ได้ผสมผสานประเพณีโรมันเข้ากับวัฒนธรรมของตนเองจนกลายเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมและการเมืองของยุโรปสมัยกลาง ภาษาละตินก็ได้วิวัฒนาการไปสู่ตระกูลภาษาโรมานซ์ และกฎหมายโรมันก็ได้ส่งอิทธิพลต่อระบบกฎหมายของยุโรปในเวลาต่อมา
ในแง่หนึ่ง อนารยชนไม่ได้เพียงแค่ทำลายโรมัน แต่พวกเขาได้สร้างโรมขึ้นใหม่โดยสืบสานมรดกของโรมต่อไปในรูปแบบที่แตกต่างและคาดไม่ถึง
อาจจะสรุปได้ว่า การรุกรานของอนารยชนเป็นทั้งอาการบ่งชี้และสาเหตุของการล่มสลายของโรมัน เร่งให้ระบบที่กำลังเสื่อมโทรมสลายตัวเร็วขึ้น และป่าวประกาศถึงการกำเนิดของระเบียบโลกใหม่ในยุโรป
สิ่งที่เริ่มต้นด้วยความวุ่นวายและการล่มสลาย ในที่สุดกลับกลายเป็นจุดกำเนิดของอารยธรรมตะวันตกอย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน
โรมันอาจจะล่มสลายไปแล้ว แต่จิตวิญญาณยังคงดำรงอยู่ ทั้งในแง่ของกฎหมาย สถาปัตยกรรม การปกครอง และวัฒนธรรม ซึ่งฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างของโลกสมัยใหม่สืบไป
โฆษณา