6 ชั่วโมงที่แล้ว • ความคิดเห็น

บทความนี้ใช้เวลาหกเดือน

บทความนี้ใช้เวลาหกเดือนในการทดลองและทำความเข้าใจกับบทเรียนที่เกิดขึ้น น่าจะนานที่สุดของบทความที่เคยเขียนละครับ เดิมตั้งใจว่าทำได้หรือไม่ก็จะเขียน เพราะน่าจะได้เรียนรู้อะไรเยอะ
จุดเริ่มต้นมาจากเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผมตั้งใจว่าจะลองลดน้ำหนักให้ได้สิบกิโลแบบสุขภาพดีให้ทันวันเกิด ซึ่งวันนี้เป็นวันเกิดครบห้าสิบเจ็ด และผมก็ลดน้ำหนักได้สิบกิโลพอดี…
มีบทเรียนมาเล่าหลายข้อเลยครับ…
- ความเกรงใจคือสมบัติของผู้ดี
ตั้งแต่เคยอ้วนระดับร้อยโลแล้วป่วยเข้าโรงพยาบาลไปเมื่อตอนสามสิบปลาย ผมก็คิดว่าตัวเองดูแลสุขภาพดีพอสมควร วิ่งเกือบทุกวัน ร่างกายก็ไม่ได้เจ็บป่วยอะไรนัก แต่ก็เกลียดการเข้ายิมมาก ไปลองได้สองสามครั้งก็เลิก
ในใจก็รู้ว่าสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อในวัยแต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร ตัวเองก็น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์เกินนิดๆมาตลอด หนัก 83 สูง 175 อะไรประมาณนั้น..
เดือนกันยายนที่ผ่านมา พี่ปุ่น ศิธา ที่เจอกันอยู่เป็นระยะ คะยั้นคะยอให้ไปเจอเทรนเนอร์ที่ยิมแห่งหนึ่งแถวพัฒนาการ ด้วยความเกรงใจพี่ปุ่นก็ลองไปดู และด้วยความที่ไม่ชอบยิมก็คิดว่าจะไปครั้งเดียวและหอบภรรยาไปเป็นเพื่อนด้วยจะได้มีทางหนีทีไล่
ไปถึงก็เจอโค้ชเบสต์ ให้ลองใช้เครื่องดูนิดๆหน่อยๆ ภรรยาผมดูสนใจมาก หลังจากนั้นก็ลองนัดกันอีกรอบ เบสต์คงรู้ว่าผมไม่ชอบยิมมากๆ ก็เทรนให้ในระดับที่ผมทนได้ ซึ่งก็เป็นที่แปลกใจว่าไม่ได้หนักเหมือนที่เคยไปมา และก็เริ่มได้พูดคุย ได้ฟังหลักการต่างๆของการออกกำลังและลดน้ำหนัก
เลยเป็นจุดเริ่มต้น โดยมีหมุดหมายแรกคือวันเกิดในอีกหกเดือนข้างหน้านับจากวันนั้น..
- คนข้างตัวสำคัญมากๆ
ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผมสนุกและพยายามได้เรื่อยๆก็คือภรรยาผมที่อยากออกกำลังและลดหุ่นกันด้วย ก็เลยเป็นกิจกรรมครอบครัวที่เป็นไปในทางเดียวกัน กลับมาคนนึงขึ้นลู่วิ่งเดินชัน อีกคนก็รอต่อ ไปยิมถ้าว่างก็ไปพร้อมกัน สลับกันเล่นกับโค้ช มีเพื่อนพูดคุยทำให้รู้สึกเวลาผ่านไปเร็วขึ้นมาก
ไปเดินซุปเปอร์ต่างประเทศก็ชวนกันไปดูโปรตีนอร่อยๆ เจออะไรก็ซื้อมาเข้าตู้เย็น ชวนกันไปกินก็หาของอร่อยแนวเดียวกัน ทำให้กิจวัตรประจำวันนั้นง่ายและมีเพื่อน กึ่งคู่แข่งกันไปในตัวด้วย
ภรรยาผมเองก็ลดได้เกือบสิบโลเช่นกัน โดยเปอร์เซ็นต์ของน้ำหนัก ลดได้มากกว่าผมด้วยซ้ำ
— อะไรวัดได้ ปรับปรุงได้
โค้ชเบสต์เริ่มด้วยการตั้งกลุ่มไลน์สามคน เริ่มให้ชั่งน้ำหนักแล้วส่งเข้าห้องไลน์กันทุกเช้า การวัดน้ำหนักตัวเองแล้วต้องส่งให้บุคคลที่สามดูนั้น ทำให้เกิดอาการกลัวเสียฟอร์ม เกรงใจโค้ช และพอชั่งน้ำหนักเช้า ถ้าเกินจากวันก่อนก็จะรู้สึกติดลบ ทำให้ระมัดระวังการกินในวันนั้นขึ้นมา
ที่ยิมมีเครื่อง Inbody ที่ใช้วัดไขมัน กล้ามเนื้อทั้งตัว วัดระดับโปรตีนในร่างกาย ผมก็ใช้วัดตัวเองทุกเดือน พอวัดละเอียดก็พอจะเห็นสิ่งที่เราทำมาดี และบางส่วนที่ยังไม่ค่อยดี ทำให้เราพอรู้ว่าต้องปรับปรุงส่วนไหนต่อไป
ผมเลยได้ไอเดียไปลองชวนพี่ๆน้องๆที่อยากลดน้ำหนักแบบง่ายๆ ด้วยการตั้งกลุ่มไลน์สามคน ผมเป็นกรรมการให้ แล้วส่งน้ำหนักให้กันและกันทุกเช้า ตั้งเวลาไว้สามเดือน ใครแพ้เลี้ยงข้าว ทำแบบนี้อยู่สองสามกลุ่ม ทุกกลุ่มก็ลดกันได้หลายกิโล ทั้งเพราะวัดได้ก็ปรับได้ และมีคนอื่นเห็นก็จะเสียดายไปในตัว
เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญกว่าทำคนเดียวแน่ๆ
— จิตวิทยาว่าด้วยความเสียดาย
ความเสียดายนี่เป็นพลังทั้งบวกและลบ ตอนน้ำหนักขึ้นก็เกิดจากความเสียดายเวลาไปกินบุฟเฟ่ต์กลัวไม่คุ้ม หรือเสียดายของอร่อยที่มาทั้งทีควรกินให้ครบ ไปต่างประเทศทีก็ควรกินตามลิสต์ อุตส่าห์มาทั้งทีแล้ว
แต่พอเริ่มตั้งใจออกกำลัง อยากลดน้ำหนัก เห็นน้ำหนักตัวเองทุกวัน ก็เริ่มเสียดายอีกแบบ อุตส่าห์ทำมาขนาดนี้แล้ว เสียดายน้ำหนักที่ขึ้น กินน้อยหน่อยดีกว่า
เวลาวัดมวลกล้ามเนื้อเรื่อยๆก็เช่นกัน ก็จะเกิดความ “เสียดาย” ว่าพอไม่ได้ไปยิมซักพัก กล้ามเนื้อที่อุตส่าห์สร้างมันลดลง ก็เลยมีแรงฮึบไปยิมที่ไกลบ้านมากๆด้วยความเสียดายเช่นกัน
- โค้ชที่ดีคือนักจิตวิทยาชั้นดี
เบสต์เป็นโค้ชที่ผมมารู้ภายหลังว่าดังมาก ทำร่างทองให้ดาราหลายคน แต่เบสต์รู้จักนักเรียนทุกคนดีว่าอยากได้อะไร ดาราอยากทำหุ่นเพื่อไปใช้เล่นหนังสามเดือนก็เข้มข้นแบบนึง นักเรียนที่เกลียดยิมอย่างผม เบสต์ก็มีความนุ่มนวล เทรนเบาๆเท่าที่ไหว ชวนคุย จับจังหวะ พอเห็นว่าหนักไปก็ผ่อน
เบสต์เน้นท่าที่ถูกต้องมากกว่าเล่นหนัก เป็นโค้ชคนแรกที่ผมเล่นได้จนจบชั่วโมงตั้งแต่เคยเทรนมา
ระหว่างสอน เบสต์ก็เล่าถึงสามเสาหลักการออกกำลังและลดน้ำหนักอย่างสุขภาพดีไปเรื่อยๆ ตั้งแต่คาร์ดิโอ 300 นาทีต่ออาทิตย์ กินโปรตีนให้เยอะ แล้วก็จบด้วยการนัดผมมายิมครั้งต่อไปเพื่อให้มาสร้างกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ
ผมเป็นนักเรียนที่ขี้เกียจส่งรูปอาหาร แทบไม่เคยส่ง แต่เบสต์ก็จะส่งอาหารที่เขากินมาให้นักเรียนดูแทบทุกมื้อ ทำให้เห็นเบสต์กินกะเพราไก่ท่วมๆ สเต็กเนื้อ ฯลฯ ก็พอรู้ว่าควรกินอะไรคล้ายๆกันตาม
เบสต์มีการตั้งเป้าให้แบบง่ายๆ ทำไม่ได้ก็เลื่อนเป้าไป ค่อยๆประคองผมผู้ซึ่งขี้เกียจและชอบอู้ กินก็ไม่ได้เคร่งอะไรไปเรื่อยๆ ทำให้การไปเทรนกับเบสต์ไม่ได้เครียด แต่กลับสนุกด้วยซ้ำ
— Identity based behavior
ในยิมของเบสต์จะตั้งรูปนักเรียนหุ่นดีระดับซิกแพคไว้รอบๆเต็มไปหมด ผมคิดว่าเป็นไอเดียเดียวกับในหนังสือ atomic habit ที่สอนให้เรากำหนดตัวเองว่าเราเป็นคนแบบไหน แล้วพฤติกรรมต่างๆมันก็จะมาเองสำหรับคนแบบนั้น
พอเราอยากเป็นคนรูปร่างดี พฤติกรรมแต่ละวันก็จะเป็นไปตามนั้น ตั้งแต่การออกกำลังทุกวัน คาร์ดิโอบ้าง เล่นยิมบ้าง ไปต่างประเทศก็จะต้องเข้ายิมเพราะเป็นพฤติกรรมคนหุ่นดี อาหารการกินก็จะกินโปรตีนเยอะหน่อย กินข้าวมันไก่ก็เน้นเนื้อไก่ ข้าวน้อย
ผมคิดว่าพอเข้าไปในยิมของเบสต์ เราจะมีความรู้สึกแบบนั้น
— ความรู้สำคัญกว่าจินตนาการ
ผมเคยได้ยินเรื่องออกกำลังโซนสองจะลดไขมัน แต่ถ้าออกกำลังโซนสี่จะได้เรื่องความแข็งแรงของหัวใจ ผมเองก็วิ่งแทบทุกวันแต่น้ำหนักตัวแทบไม่ลดมาเป็นสิบๆปี ก็คิดว่าเรื่องโซนอะไรนี่ไม่เห็นน่าจะเกี่ยวเพราะบางทีผมก็วิ่งช้า บางทีก็วิ่งเร็ว
ภายหลังพอมาลองวัดดูถึงรู้ว่าการวิ่งของผมเป็นโซนสี่ส่วนใหญ่ เบสต์ให้ลองเปลี่ยนไปเดินชันและบอกว่าการเดินชันที่ตั้งค่าแน่นอนทำให้เราควบคุมความสม่ำเสมอของโซนได้ และขอให้เดินอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงเพราะร่างกายจะเริ่มใช้ไขมันทำงานหลังจากเดินประมาณสี่สิบนาที
ผมเกลียดการเดินชันมาก แต่ก็ลองดู เดินบนลู่ดูหนังไป ทำแค่ไม่กี่ครั้ง น้ำหนักก็ลดลงอย่างน่าอัศจรรย์ ถึงได้เข้าใจว่าเรื่องโซนสองชัดเจนขึ้น
— Mini trophy
การปรับร่างตัวเองให้แข็งแรงขึ้น น้ำหนักลดลง กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่คงต้องทำไปเรื่อยๆ แต่การหาแรงจูงใจระยะสั้นที่เป็นเสมือนถ้วยรางวัลเล็กๆก็จำเป็นไม่น้อยเพื่อให้มีหมุดหมายในการไปต่อ หมุดหมายของผมก็มีตั้งแต่การได้ไปงานเลี้ยงรุ่นแล้วมีผู้คน รุ่นน้องเดินมาชมว่าอายุเยอะแล้วยังดูดี หรือได้ใส่เสื้อผ้าไซส์ที่เล็กลง
การอยากถ่ายรูป before after เมื่อแตะวันเกิดว่าเราลดน้ำหนักอย่างแข็งแรงได้สิบกิโล มีไปท้าแข่งกับพี่ๆน้องๆโดยใช้คะแนนรวม inbody เป็นเกณฑ์อีกหกเดือนข้างหน้าว่าใครจะพัฒนาได้ดีกว่ากัน ได้ทั้งความท้าทายและได้ทั้งความสนุกในกลุ่มไลน์ไปด้วยกัน
ในระยะยาว ผมก็จะนึกถึงคำของวู้ดดี้ พิธีกรชื่อดังที่เคยบอกผมเมื่อสิบปีก่อนตอนที่เขาเปลี่ยนร่างเพื่อไปเข้าประกวดเพาะกาย ว่าพี่ไม่อยากจะลองมี Best version of yourself ก่อนที่จะมีไม่ไหวดูเหรอ …
ก็เป็นคำพูดที่ก้องอยู่ในหัวเช่นกันว่าอยากมี BMI ปกติดูเป็นด่านแรกตอนที่เริ่มคิดจะลดน้ำหนักลงมา
— การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
ชาร์คหมู ณัฐวุฒิ ที่เก่งเรื่องการลงทุนทุกประเภท เคยสรุปไว้ว่า การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนกับตัวเอง เพราะลงไปเท่าไหร่ก็ได้กลับมา 100% ไม่เหมือนการลงทุนแบบอื่น
พอเริ่มใส่ใจเรื่องสุขภาพ มีเป้าหมายในการลดน้ำหนัก ก็จะเริ่มศึกษาเรื่องการมีสุขภาพดีแบบองค์รวมมากขึ้น พวก wearable อย่าง whoop ก็ช่วยมากเพราะอะไรวัดได้นั้นปรับปรุงได้เสมอ เริ่มอยากนอนดี ไม่เครียด คาร์ดิโอให้ถึง กินอาหารให้ดี ฯลฯ พอลงทุนกับเรื่องเหล่านี้ไปเรื่อยๆ ผลต่อสุขภาพกายและใจก็ดีขึ้นมาก
ที่สำคัญคือสนุกด้วย เวลาเราเห็นการลงทุนมันออกดอกออกผลขึ้นมา น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดอย่างที่ชาร์คหมูบอกจริงๆ
— วินัยนำมาสู่อิสระ
คิปโชเก้ นักวิ่งมาราธอน sub 2 คนเดียวในโลกเคยพูดไว้ว่า วินัยจะนำมาสู่อิสระ ถ้าปราศจากวินัยแล้ว เราจะตกเป็นทาสของกิเลส อารมณ์ ฯลฯ ถ้ามีวินัยก็จะนำมาสู่เป้าหมายที่สำคัญในชีวิตได้
ในชีวิตผมก็เรียนรู้เรื่องนี้มาหลายครั้ง ตั้งแต่เคยเป็นโฟเบีย ขึ้นพูดบนเวทีสาธารณะไม่ได้ ปวดท้อง ใจสั่นทุกครั้ง จนค่อยๆลอง ค่อยๆแก้ พูดไปเป็นร้อยครั้ง ตอนนี้ก็พอทำได้ หรือตอนเริ่มเขียนบทความช่วงแรกก็เขียนไม่ดี ก็หาเรื่อง หาโอกาสเขียนตั้งแต่ประกาศบริษัท จดหมาย จนบทความเป็นพันๆชิ้น ถึงรู้สึกว่าพอทำได้คล่องขึ้น
พอมาเริ่มเรื่องลดน้ำหนัก สร้างร่างกายใหม่ ก็เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่อง daily compound progress ที่มีเป้าไกลลิบไว้ กำหนดตัวตน แล้วสำคัญที่สุดก็คือวินัยที่ต้องทำไปทีละวัน วันละนิด สม่ำเสมอ ซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นเอง
เผื่อจะเป็นกำลังใจให้ใครหลายคนที่กำลังตั้งท่าอยากมีสุขภาพดี อยากลดน้ำหนัก อยากมี best version ของตัวเองในปีนี้กันนะครับ….
โฆษณา