16 ก.พ. เวลา 16:52 • หนังสือ

หนังสือ "กายหยาบ"

โนนามิ อาสะ เขียน
อภิญญา เตชะบุญไพศาล แปล
"ระยะหลังมานี้ลูกบอกไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงตลอดเลยเนอะ" น้ำเสียงแม่ฟังดูเหมือนผิดหวัง แต่ฮิโรเอะรู้ว่าถ้าบอกไปแม่จะตีโพยตีพายใหญ่โต จึงไม่เล่าอะไรให้คนในครอบครัวฟัง ยิ่งเป็นเรื่องสำคัญยิ่งไม่เล่า เธอเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเรื่องที่โรงเรียน เรื่องเพื่อน หรือเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง แม่ไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้เลย (หน้า 162)
... ไดเอต สมัยอยู่ชั้นมัธยมต้นแทบไม่เคยได้ยินคำนี้เลย แต่พอเข้าโรงเรียนมัธยมปลายปุ๊บ กลายเป็นคำที่ได้ยินวันละหลายครั้ง ทั้งที่โรงเรียนและหอพัก รู้สึกว่าเป็นเรื่องของคนอื่นมาตลอด แต่กลับกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับตัวเองขึ้นมา (หน้า 165-166)
ถึงตอนนั้นที่ฮิโรเอะเพิ่งนึกออกว่า แต่ก่อนฮิโรเอะเกลียดการกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัวแบบนี้มาก น่ารำคาญ หนวกหู ดูตั้งใจกันเกินไป ปกติก็ต่างคนต่างอยู่ ใช้ชีวิตกันเอง เฉพาะเวลามีเหตุการณ์พิเศษถึงมารวมตัวกันสร้างภาพเป็นครอบครัวสุขสันต์ เธอเคยนึกเกลียดครอบครัวแบบนี้มาก
ก่อนเข้าสู่ช่วงเตรียมสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายอย่างจริงจัง ทั้งพ่อและแม่ต่างก็แทบไม่สนใจฮิโรเอะเลยไม่ใช่หรือ การที่พยายามให้ฮิโรเอะเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ให้ได้ ก็เพื่อปูทางสู่อนาคตในการหาลูกเขยมารับช่วงคลินิกต่อ ลงท้ายแล้วก็ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น
...ทำไมถึงลืมเรื่องพวกนี้ไปได้ รู้สึกว่าเดินไปตามเกมของพ่อแม่ทุกกระเบียดนิ้วโดยไม่รู้ตัว มาลองคิดดู การที่ไม่ได้ตั้งใจอ่านหนังสือสอบเข้าอย่างจริงจัง คือการต่อต้านแบบกลายๆเพียงหนึ่งเดียวที่ทำ ถึงอย่างนั้นก็ยังโดนเอาเงินฟาดพลิกสถานการณ์ไปอีก รู้สึกตัวเองโง่เง่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกเหมือนไม่มีอิสระในชีวิตตัวเองเลย สิ่งเดียวที่ยังคงเหลืออิสรภาพอยู่คือร่างกายของตัวเองเท่านั้น (หน้า 168)
"ฮิโรเอะจัง ลูก ลูก..." เสียงของแม่ที่พูดว่า "เป็นอะไรไป" สั่นเครือทั้งน้ำตาจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง แค่บอกว่าจะไม่กลับบ้านช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิแม่ก็กระหน่ำโทรศัพท์มาทุกวัน จนสุดท้ายบอกว่าจะมารับ ฮิโรเอะไม่เข้าใจความรู้สึกของแม่ที่เป็นแบบนี้ ทั้งแม่ ผู้ดูแลหอพัก และคนรอบข้างต่างก็บอกว่า เพราะเป็นห่วงไม่ใช่เหรอถึงทำแบบนี้
แต่ฮิโรเอะรู้ดีที่สุดว่าเหตุผลไม่ใช่เรื่องนั้น แม่แค่อยากแสดง "ท่าทาง" แบบนั้นเท่านั้นเอง ตั้งแต่สมัยฮิโรเอะเป็นเด็กน้อย แม่จะพาฮิโรเอะไปตะเวนที่ต่างๆเฉพาะเวลาที่ตัวเองสะดวก ให้ใส่เสื้อผ้าหลายๆแบบ แม่แค่ทำเหมือนฮิโรเอะเป็นของเล่นเท่านั้น (หน้า 174-175)
ทำเป็นพูดดีด้วย แต่พอไม่ถูกใจขึ้นมาแม้แต่นิดเดียวก็เปลี่ยนมาพูดจาแบบนี้แล้วหรือ (หน้า 181)
อัตสึชิพยายามชูศีรษะที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเต็มที่ รู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาขณะแหงนหน้ามองสายฝน อยากร้องไห้โฮเสียงดัง แต่อัตสึชิลืมกระทั่งวิธีร้องไห้ไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นทำเหมือนกำลังร้องไห้ดีไหม เขาลุกขึ้นยืนแล้วออกจากบริเวณใต้ชายคามาอยู่ตรงถนน น้ำฝนเม็ดโตตกกระทบร่างอย่างแรง ตัวเปียกขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างกระพริบตา
เราจะละลายไปกับน้ำฝนแล้วไหลหายไปทั้งแบบนี้เลยได้ไหม วัตถุที่ชื่ออัตสึชิจะหายไปจากโลกใบนี้ และไหลไปตามแม่น้ำที่ไหนสักแห่งพร้อมกับน้ำฝน จากนั้นไม่นานจะไปบรรจบกับน้ำทิ้งแล้วไหลลงสู่ทะเลต่อไป และท่องไปเรื่อยๆในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ คงเหลืออยู่เพียงจิต และสักวันเราอาจไปถึงทะเลบ้านเกิดที่แม่อยู่ก็เป็นได้... (หน้า 185)
มีผู้ชายหลากวัยและจากหลากหลายสายอาชีพมาฝึกที่ยิมค่ายมวย พวกเขาได้รับการสั่งสอนว่าให้กล่าวทักทายซึ่งกันและกัน แต่นอกจากนั้นแล้วแทบไม่มีใครมาชวนคุยไร้สาระ ทุกคนต่างมุ่งมั่นกับกิจกรรมของตัวเอง ต่างคนต่างฝึกกันเงียบๆโดยมีเป้าหมายของตัวเองเป็นที่ตั้ง แค่เอาตัวเองไปอยู่ในนั้น อัตสึชิก็ลืมความโดดเดี่ยว ลืมความเกลียดชัง ความโกรธ และความหงุดหงิดต่อใครก็ไม่รู้ไปได้ ยิ่งออกกำลังจนเหงื่อแตกพลั่ก และห่วงใช้ร่างกายมากเท่าไร ในใจกับสงบนิ่งลงได้ ความสงบในใจนั้นทำให้เขารู้สึกดี (หน้า 204)
ระดับความเสียหายทางกายที่นักมวยได้รับจากการชกตั้งแต่ ช่วงคอขึ้นไป กับช่วงลำตัวจะต่างกันโดยสิ้นเชิง ความเสียหายทางกาย ที่ไม่หายเจ็บง่ายๆคือ ช่วงลำตัว แต่ถ้าโดนชกตั้งแต่ช่วงคอเป็นต้นไปจะกระเทือนถึงแกนกลางสมองบ้าง ทำให้เนื้อสมองไปกระแทกกับกระโหลกศีรษะอีกด้าน บ้างก็ได้รับการกระทบกระเทือนจนหมดสติไปในเสี้ยววินาที ดังนั้นแม้จะทนความเจ็บปวดจากหมักที่อัดเข้าลำตัวได้ แต่หากถูกชกเข้าช่วงใบหน้า ไม่ได้อยู่ในระดับที่จะทนเจ็บหรืออดกลั้นเอาไว้ได้เลย
ที่สำคัญคือร่างกายมีกล้ามเนื้อที่ฝึกฝนให้แกร่งขึ้นได้บ้าง แต่ใบหน้าและศีรษะ อย่างมากก็ได้แค่เทรนกล้ามเนื้ช่วงคอให้แกร่งขึ้นเท่านั้น และถึงจะลดความเสียหายจากแรงชกได้ แต่ถ้าเนื้อสมองซึ่งอยู่ในสภาพประหนึ่งเต้าหู้ลอยน้ำถูกกระแทกจากด้านข้าง การป้องกันก็ทำได้อย่างจำกัดเท่านั้น (หน้า 210)
โฆษณา