17 ก.พ. เวลา 11:27 • การเมือง

เสี่ยหนูกู้ดอย…

สำหรับชาวดอยแล้ว ไม่ว่าจะชอบพรรคของเสี่ยหนูไหม
แต่ลึกๆแล้วก็อยากให้การเลือกตั้งเจ้าปัญหานี้ จบลงเสียที
หรือจะเปลี่ยนแปลงยังไง ก็ขออีกสักพักก็แล้วกัน
…ขอให้ฉันลงจากดอยก่อน แล้วค่อยว่ากัน…
ต้องบอกว่าเป็นอิทธิฤทธิ์เสี่ยหนูของจริง
ที่ทำให้ชาวดอยกลับมามีหวังในชีวิต
และทำให้ต่างชาติ มีที่หลบภัยทางการเงินใหม่
ที่ดูแล้วมั่นคงกว่าตลาดโลกอื่นๆ
เมื่อชาติใหญ่ๆนั้น ดูจะพาตัวเองเข้าสู่วังวน
ของความขัดแย้งกันเสียหมด
…แต่ในมุมหนึ่ง ตลาดก็ได้สะท้อนมุมมองต่อรัฐบาลใหม่
ที่กำลังจะมีเช่นกัน ว่าเป็นอย่างไร และใครได้ประโยชน์ที่สุด
…ซึ่งตลาดก็บอกก็ชัดเจนทีเดียวล่ะ…
ว่ากันตามตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ออกมาช่วงหลังเลือกตั้ง
จริงๆแล้วมันไม่ควรดันตลาดให้พุ่งได้ขนาดนี้หรอก
GDP แม้จะสวยกว่าคาด ที่ 2.4%
แต่ไส้มัน นักลงทุนย่อมรู้ดี ว่ามันมีอะไรบ้าง
ทั้งการเป็นไตรมาสที่การใช้จ่ายสูงเป็นธรรมชาติ
และมีการท่องเที่ยวมากจนเป็นปกติอยู่แล้ว
ปกติไทยกับ Q4 มันเยอะกว่าช่วงอื่นเกือบทุกปีนั่นแหละ
แล้วนี่มีคนละครึ่งอัด มีเงินเฟ้อ เข้ามาด้วย
การได้ 2.4 มันจึงไม่แปลกอะไร และไม่ได้ถือว่า
เป็นผลงานอะไรของรัฐบาลก่อน ที่กำลังจะได้เป็นต่อไป
และไอ้ 2.4 เนี่ย ความจริงมันก็ยังยืนยัน
การโตต่ำกว่าศักยภาพของประเทศเหมือนเดิม
ส่วนตัวเลขอื่น ไม่ต้องพูดถึงเลย คือแทบไม่มีปัจจัยบวก
ถ้าจะว่ากันเรื่องเศรษฐกิจเพียวๆ
มันจึงไม่ใช่อะไรที่นักลงทุนเขาจะมองเลย
ว่าเป็นจังหวะที่น่าเข้าลงทุน
ดังนั้น ก็เลยวิเคราะห์กันไป ว่าที่หุ้นขึ้นนี่ เพราะการเมืองล้วนๆ
การเมืองมั่นคงน่ะใช่
แต่ใครล่ะมั่นคง ชาวบ้านมั่นคงด้วยรึเปล่าล่ะ ?
ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย ในมุมมองของนักลงทุน
ที่มีต่อบริบทโดยรวมของการเมือง และการลงทุนนั้น
ออกมาในโทนว่า มันจะดีเพราะจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง
โครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน ภายใต้รัฐบาล
สีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทย
การรวบเพื่อไทยเข้ามา ก็ยิ่งเป็นการทำให้เสียงในสภาฯนั้น
มีความแข็งแกร่งอย่างมาก จนฝ่ายค้านไม่สามารถทำอะไรได้
กรณีว่าการเลือกตั้งไม่มีปัญหา และพรรคกล้าธรรม
สามารถเคลียร์กับสีน้ำเงินและแดงได้ จนร่วมรัฐบาล
มันจะมีเสียงมาก จนแทบจะเป็นเผด็จการรัฐสภาเลยทีเดียว
และแน่นอน เมื่อเราดูที่เบื้องลึกเบื้อหลังพรรคแกนนำ
ทั้งน้ำเงิน แดง และเขียว(กล้าธรรม)
ต่างก็มีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับกลุ่มทุนดั้งเดิม
หรือจะเรียกทุนผูกขาดของประเทศนี้ก็ได้ เป็นอย่างมาก
นักลงทุนจึงมองว่า ภายใต้การดำเนินในอนาคตของรัฐบาล
จึงน่าจะมีการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน
หรืออย่างน้อย ก็ไม่ออกนโยบายอะไรมาเตะตัดขาทุนใหญ่
แม้สิ่งนั้นจะเป็นเรื่องถูกต้อง และจำเป็นตัองแก้ไข
เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศก็ตาม…
ซึ่งถ้าเราไปดูหุ้น ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ก็จะยิ่งตอกย้ำได้ชัดเจน
ถึงมุมมองของนักลงทุน ที่มองท่าทีของรัฐบาลใหม่
ต่อทุนใหญ่ได้อย่างชัดเจน
คือ หลายวันนี้ ห้าอันดับการซื้อขาย
ล้วนเป็นกิจการระดับ monopoly ของไทยทั้งสิ้น
และสลับกันอยู่อย่างนั้น
มุมมองของนักลงทุน จึงสะท้อนชัดเจน
ว่ามั่นใจต่อนโยบายที่จะเอื้อประโยชน์ต่อทุนใหญ่
มากกว่าการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
เพื่อให้รับกับโลกยุคใหม่ในระยะยาว….
มันจึงเป็นที่มาของคำถามว่า ถ้ารัฐบาลใหม่
มีท่าทีต่อโครงสร้างเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมในลักษณะนี้จริงๆ
มันจะช่วยสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้ประเทศ
และชาวบ้านจะได้ประโยชน์จริงๆ ได้อย่างไร
หรือเป็นเพียงการรักษาโครงสร้างที่ล้าสมัย
เพียงเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางอำนาจเอาไว้เท่านั้น ?
นักลงทุนส่วนมาก ศึกษาและเข้าใจดี
ว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยนั้น ล้าหลัง ไม่ทันโลก
และหากคงต่อไปแบบนี้ ก็จะยิ่งเสียหาย จากการย่ำอยู่กับที่
ประเทศไทยจะไม่ตาย แต่ไม่โต หากเราไม่ปรับโครงสร้าง
คนส่วนมากจะเสียประโยชน์
แต่ทุนใหญ่จะยิ่งเป็นเสือนอนกิน ที่มีแต่จะอิ่มมากขึ้น
แน่นอน นักลงทุนนั้นรู้ และไม่ว่ามีรสนิยมการเมืองแบบใด
เห็นด้วยกับโครงสร้างที่เป็นหรือไม่
แต่เมื่อตลาดมาโทนแบบนี้ เขาก็ต้องซื้อตามแบบเลี่ยงไม่ได้
ด้วยว่าหวังกำไรจากการลงทุนเฉพาะหน้าเอาไว้ก่อน
ในขณะที่ทุนต่างชาติ เขาก็มองว่า
เมื่อกลุ่มทุนใหญ่ที่มีระบบอำนาจรัฐอุ้ม
น่าจะได้รับการสนับสนุน และปกป้องโดยรัฐบาลใหม่มากขึ้น
มันก็จะมีความมั่นคงสูง ในระดับเดียวกันกับรัฐวิสาหกิจ
มันจึงปลอดภัย ที่จะเอาเงินมาพัก
ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกนั้นสุ่มเสี่ยงแบบปัจจุบัน
ทุนต่างชาติ ไม่ได้มองว่าไทยจะเจริญเติบโตได้
หากโครงสร้างเดิมไม่ถูกแก้ไข จึงจะลงทุนในระยะยาว
แต่มันเป็นเพียงการหาหลุมหลบภัยทางการเงินเท่านั้น
และไม่ชัดเจนด้วยว่า ทุนต่างชาตินั้น
ต่างชาติจริงไหม หรือเป็นเพียงฝรั่งหัวดำ
และทุนสีเทาที่หาช่องทางเข้ามาฟอกเงิน
หรือกระทั่งต่างตอบแทนกันทางการเมือง
มันอาจดูเผินๆแล้วดี แต่ที่จริงไส้ในมันแย่กับคนไทยส่วนมาก
การผูกขาด จะดำเนินต่อไปอย่างมั่นคง
ในขณะที่ตัวเล็กตัวน้อย รอวันเหี่ยวลงไปเรื่อยๆ
เมื่อปลาใหญ่สูบทรัพยากร เงินในระบบส่วนมากไป
มันย่อมไม่เหลือลงมาให้ถึงปลาตัวเล็กกินได้อิ่ม
ปลาใหญ่ไม่ได้กินปลาเล็ก แต่จะแย่บอาหารปลาเล็ก
ในบ่อที่เริ่มเสื่อมโทรมอยู่แล้ว ที่ชื่อประเทศไทย
SME ดูจะไร้ความหวัง เศรษฐกิจภาคประชาชนจริงๆ
ก็คงไปต่อได้แบบแกนๆ ทำกันตายไปวันๆ เหมือนที่เป็นมา
คำถามจึงมีว่า
แล้วเราจะให้มันเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน
เราจะแค่สูบเลือด กัดกินกันเองต่อไป แบบนี้งั้นเหรอ
เราไม่คิดจะแข่งกับใครในโลกแล้ว ใช่หรือไม่?
…หรือจะแค่เล่นเกมส์อำนาจกันแบบนี้ต่อไป?….
…ชาวบ้าน ลูกหลานในอนาคต จะเป็นไงก็ช่างหัวมัน….
…เราจะเอาแบบนั้นจริงๆ งั้นเหรอ?….
โฆษณา