วันนี้ เวลา 12:00 • ธุรกิจ

ใครฆ่า i-mobile? ตำนานมือถือไทยที่เคยขายดีชนะ Nokia แต่ทำไมถึงหายสาบสูญ

ถ้าให้ย้อนนึกถึงโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกในชีวิต หลายคนอาจนึกถึงจอสัมผัสที่ลื่นไหลของ iPhone หรือ Samsung…
แต่หากเราย้อนเวลากลับไปในยุค 2000 ภาพจำของใครหลายคนคงเป็นมือถือปุ่มกด ที่มาพร้อมกับเสาอากาศยืดหดได้
ในยุคที่อินเทอร์เน็ตยังเป็นสิ่งหรูหรา และโซเชียลมีเดียยังไม่ถือกำเนิด มีแบรนด์สัญชาติไทยแบรนด์หนึ่งก้าวขึ้นมาเป็นราชาแห่งวงการมือถือ
แบรนด์ที่เคยทำยอดขายถล่มทลาย แบรนด์ที่เคยมีกำไรมหาศาล และแบรนด์ที่เคยต่อกรกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Nokia ได้อย่างสมศักดิ์ศรี…
ผมกำลังพูดถึงเรื่องราวของ i-mobile
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในยุคที่ตลาดมือถือไทยถูกยึดครองโดยแบรนด์ต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น Nokia Motorola หรือ Ericsson
สมัยนั้นการจะเป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือสักเครื่องต้องใช้เงินจำนวนมาก รุ่นเรือธงบางรุ่นมีราคาแพงกว่าเงินเดือนของคนจบใหม่หลายเดือน…
ช่องว่างตรงนี้เองที่ Samart Corporation มองเห็น โอกาสมหาศาลที่ซ่อนอยู่ในกลุ่มคนไทยระดับรากหญ้า ที่อยากมีมือถือไว้ใช้งานแต่ไม่อยากจ่ายแพง
พวกเขาไม่ได้เลือกวิธีตั้งโรงงานผลิตเอง หรือจ้างวิศวกรมาวิจัยเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล
แต่พวกเขาเลือกใช้โมเดลธุรกิจที่เรียกว่า OEM ซึ่งก็คือการบินไปเลือกแบบมือถือจากโรงงานในจีนหรือไต้หวัน แล้วสั่งผลิตพร้อมประทับตราแบรนด์ของตัวเอง…
ความฉลาดของทีมงานในตอนนั้นคือการเลือกสเปกที่ตอบโจทย์พฤติกรรมคนไทยได้อย่างตรงจุดที่สุด
อาวุธลับที่สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวงการในตอนนั้นคือ TV Tuner
ลองนึกภาพตามว่าในยุคที่ไม่มี YouTube หรือสตรีมมิง การดูละครหลังข่าวหรือรายการโปรดต้องรอคอยอยู่หน้าจอทีวีที่บ้านเท่านั้น
แต่การมาถึงของมือถือที่มีเสาอากาศดึงออกมาเพื่อรับสัญญาณทีวีอนาล็อกได้ฟรี เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตคนไทยไปอย่างสิ้นเชิง…
พ่อค้าแม่ค้าในตลาดนัด คนขับแท็กซี่ หรือนักเรียนนักศึกษา สามารถดูทีวีได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านหน้าจอเล็กๆ บนมือถือเครื่องละไม่กี่พันบาท
นอกจากดูทีวีได้แล้ว ลำโพงที่ดังกระหึ่มเกินขนาดตัวเครื่อง ก็เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่โดนใจวัยรุ่นภูธรในยุคนั้น…
กลยุทธ์ป่าล้อมเมืองทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สินค้ากระจายไปตามร้านตู้ทั่วประเทศ สร้างยอดขายเติบโตแบบก้าวกระโดด
เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงปี 2010 ยุคทองของแบรนด์นี้ก็มาถึงอย่างเต็มรูปแบบ…
ความสำเร็จไม่ได้หยุดอยู่แค่การขายเครื่องราคาถูก แต่มีการสร้างระบบนิเวศของตัวเองด้วยการผูกมิตรกับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อย่าง GMM Grammy
สมัยก่อนการจะหาเพลงมาลงมือถือต้องเสียเงินโหลดผ่านข้อความราคาแพง
แต่แบรนด์นี้แก้ปัญหาด้วยการแถมหน่วยความจำที่อัดแน่นไปด้วยเพลงฮิตมาให้ในกล่อง
ผู้ใช้งานไม่ต้องมีความรู้เรื่องไอที แค่เปิดเครื่องก็พร้อมเสพความบันเทิงได้ทันที เป็นการมอบประสบการณ์ที่แบรนด์ระดับโลกในเวลานั้นยังให้ไม่ได้…
และเมื่อโลกเทคโนโลยีหมุนเข้าสู่ยุค Smartphone พวกเขาก็ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วด้วยการเปิดตัวสมาร์ตโฟนตระกูล IQ
นี่คือการนำเทคโนโลยี Android สเปกสูง ทั้งหน้าจอขนาดใหญ่ กล้องความละเอียดสูง และหน่วยประมวลผลความเร็วสูง มาขายในราคาที่คนทั่วไปจับต้องได้…
การทุ่มงบการตลาดจ้างดาราดังระดับประเทศมาเป็นพรีเซนเตอร์ ช่วยยกระดับภาพลักษณ์จากมือถือราคาถูก ให้กลายเป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดและคุ้มค่า
ตัวเลขผลประกอบการในปี 2013 สะท้อนความสำเร็จนี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยกำไรสุทธิที่เติบโตหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ยอดขายพุ่งทะลุหลายล้านเครื่อง…
ณ เวลานั้น ดูเหมือนว่านี่คือธุรกิจที่แข็งแกร่งจนไม่มีใครโค่นล้มได้
แต่ในโลกของธุรกิจ โดยเฉพาะสายเทคโนโลยี ความเปลี่ยนแปลงมักมาเยือนเร็วกว่าที่คิดเสมอ
ความสำเร็จที่หอมหวานเริ่มถูกบั่นทอนจากปัจจัยภายนอกที่เปรียบเสมือนคลื่นยักษ์สองลูกที่โถมเข้ามาพร้อมกัน…
คลื่นลูกแรกคือการตื่นขึ้นของมังกรจีน แบรนด์อย่าง Huawei Oppo Vivo และ Xiaomi เริ่มเข้ามาบุกตลาดไทยด้วยตัวเอง
แบรนด์เหล่านี้ไม่ใช่ผู้รับจ้างผลิตทั่วไป แต่พวกเขามีโรงงานของตัวเอง มีศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก
เมื่อผู้ผลิตตัวจริงกระโดดลงมาเล่นในตลาดเอง พวกเขาสามารถทำราคาได้ถูกกว่า หรือในราคาที่เท่ากันก็ให้สเปกและวัสดุที่พรีเมียมกว่ามาก…
ข้อได้เปรียบเรื่องความคุ้มค่าที่เคยเป็นเกราะป้องกันอันแข็งแกร่ง ถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย
คลื่นลูกที่สองคือจุดอ่อนของโมเดล OEM ในยุคซอฟต์แวร์ครองเมือง
ในยุคมือถือปุ่มกด ซอฟต์แวร์ที่ฝังมากับเครื่องแทบไม่ต้องมีการอัปเดต
แต่สำหรับระบบปฏิบัติการ Android การอัปเดตเพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ…
การพึ่งพาโรงงานหลายแห่งในการผลิต ทำให้ฮาร์ดแวร์มีความหลากหลายเกินกว่าที่ทีมงานในไทยจะพัฒนาซอฟต์แวร์รองรับได้ไหว
ปัญหาการใช้งานเริ่มสะสม เครื่องค้าง แบตเตอรี่เสื่อมไว และที่ร้ายแรงที่สุดคือการที่ผู้ใช้ไม่ได้รับการอัปเดตระบบปฏิบัติการอีกต่อไป…
ความเชื่อมั่นที่สะสมมานานเริ่มพังทลาย เสียงบ่นจากผู้บริโภคดังขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สต็อกสินค้าที่สั่งผลิตมาเริ่มค้างอยู่ในโกดัง รายได้ที่เคยเติบโตกลับกลายเป็นตัวเลขติดลบ
ความพยายามในการเข้าร่วมโครงการ Android One ร่วมกับ Google เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ด้านซอฟต์แวร์ กลายเป็นเพียงการดิ้นรนที่สายเกินไป…
ตลาดมือถือกลายเป็นสมรภูมิที่ใช้เงินทุนและเทคโนโลยีมหาศาลในการห้ำหั่นกัน
ซึ่งโมเดลธุรกิจแบบซื้อมาขายไปไม่สามารถยืนหยัดได้อีกต่อไป
จนกระทั่งถึงปลายปี 2017 การตัดสินใจครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น…
กลุ่มบริษัทแม่ตัดสินใจยุติบทบาทในสมรภูมินี้อย่างเป็นทางการ พร้อมกับการรีแบรนด์องค์กรใหม่เป็น Samart Digital
ไม่มีชื่อที่เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือหลงเหลืออยู่อีกต่อไป ปิดตำนานแบรนด์ขวัญใจคนไทยที่เคยทำยอดขายรวมหลายสิบล้านเครื่องลงอย่างถาวร
เรื่องราวนี้ทิ้งบทเรียนทางธุรกิจที่สำคัญไว้มากมาย
การเป็นผู้บุกเบิกตลาดและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่น อาจสร้างความสำเร็จและเม็ดเงินมหาศาลได้ในช่วงเริ่มต้น…
แต่ในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หากปราศจากเทคโนโลยีหลักเป็นของตัวเอง ธุรกิจก็จะตกอยู่ในสถานะคนกลางที่เปราะบาง
เมื่อวันหนึ่งเจ้าของเทคโนโลยีตัวจริงเลือกที่จะตัดคนกลางทิ้ง หรือเมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งใหม่…
คนกลางที่ปรับตัวไม่ทัน หรือไม่มีรากฐานเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งพอ ก็จะถูกคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงกลืนกินไปในที่สุด
แม้วันนี้เราจะไม่ได้เห็นมือถือแบรนด์นี้วางขายบนชั้นวางอีกแล้ว…
แต่สำหรับใครหลายคน เสียงเรียกเข้าอันเป็นเอกลักษณ์ และเสาอากาศดูทีวีที่คุ้นเคย จะยังคงเป็นความทรงจำที่ชัดเจน
ความทรงจำถึงยุคสมัยหนึ่ง ที่แบรนด์ไทยเคยยิ่งใหญ่บนผืนแผ่นดินของตัวเอง…
References : [siamphone, thaimobilecenter, positioningmag, brandinside, set]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/who-killed-i-mobile/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา