17 ก.พ. เวลา 12:11 • ความคิดเห็น

เมื่อ "การแข่งขัน" คือเรื่องของคนขี้แพ้: เจาะสมอง Peter Thiel (ฉบับ Uncensored)

ถ้าคุณเดินเข้าไปในโรงเรียนธุรกิจ (Business School) สิ่งแรกที่คุณจะได้เรียนคือ "การแข่งขันเป็นสิ่งที่ดี" มันทำให้สินค้าถูกลง คุณภาพดีขึ้น และทุกคนมีความสุข... แต่ Peter Thiel (ผู้ก่อตั้ง PayPal และ Palantir) เดินขึ้นเวทีที่ Stanford แล้วบอกว่า "นั่นมันไร้สาระสิ้นดี"
1
Thiel ใช้เวลา 40 นาทีในห้องเรียน จะมาล้างสมองคุณใหม่ ว่าทำไมถ้าอยากรวยและเปลี่ยนโลก คุณต้อง "หนี" การแข่งขันให้ไกลที่สุด
1
1. ความจริงที่เจ็บปวดของ X และ Y
เขาเริ่มด้วยสมการธุรกิจที่แสบสันต์
ธุรกิจที่มีค่า = สร้างมูลค่าให้โลก (X) + เก็บเกี่ยวเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง (Y )
แต่เขากลับบอกว่า ในชีวิตจริง X กับ Y มันแทบไม่สัมพันธ์กันเลย
ตัวอย่างที่ 1: สายการบิน
สายการบินมีความสำคัญต่อโลกมาก (X มหาศาล) ถ้าพรุ่งนี้เครื่องบินหายไป โลกวุ่นวายแน่นอน แต่เชื่อไหมว่าในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการบินทำกำไรสะสมรวมกันได้ "เกือบศูนย์" เพราะการแข่งขันมันเดือดดาลจนกำไรบางเฉียบ (Y = 0%)
1
ตัวอย่างที่ 2: Google
การค้นหาข้อมูล (Search) อาจจะสำคัญน้อยกว่าการขนส่งคนนิดหน่อย แต่ Google เป็นเจ้าของตลาดนี้แต่เพียงผู้เดียว ทำให้ Google มีมูลค่าบริษัทมากกว่าสายการบินทุกสายในอเมริการวมกันถึง 3-4 เท่า เพราะเขาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ (Y ) ได้เกือบเต็มเม็ดเต็มหน่วย
1
ตัวอย่างที่ 3: Albert Einstein
คิดทฤษฎีสัมพัทธภาพได้ มีค่ามาก แต่เขากลับแทบไม่รวยขึ้นเลย ก็เพราะเขาไม่ได้พยายามหาผลประโยชน์จากมันไว้คนเดียว
1
ตัวอย่างที่ 4: สองพี่น้องตระกูล Wright
คิดค้นเครื่องบินได้ แต่กลับไม่ได้รวยมากๆ เช่นกัน
1
บทสรุป: การสร้างประโยชน์ให้โลก ไม่ได้แปลว่าคุณจะรวย ถ้าคุณอยู่ในสมรภูมิที่มีคู่แข่งเยอะเกินไป
1
2. คนโกหกในโลกธุรกิจ (The Lies People Tell)
Thiel บอกว่าในโลกธุรกิจมีแค่ 2 ประเภทคือ "พวกผูกขาด" (Monopoly) และ "พวกแข่งกันตาย" (Perfect Competition) แต่ไม่มีใครยอมรับความจริงหรอก ทุกคนโกหกหมด!
1
• คนผูกขาด (Monopolists) จะแกล้งทำตัวเล็ก
1
Google ผูกขาด Search Engine 66% แต่ถ้าไปถาม Google เขาจะไม่พูดคำว่า "Monopoly" เด็ดขาด เพราะเดี๋ยวโดนกฎหมายเล่นงาน เขาจะบอกว่า "เราเป็นบริษัท Tech นะ เราแข่งกับ Apple เรื่องมือถือ แข่งกับ Facebook เรื่องโซเชียล แข่งกับ Amazon เรื่อง Cloud เราเป็นแค่ปลาตัวเล็กในมหาสมุทร" (นี่คือการโกหกเพื่อความอยู่รอด)
1
• คนขี้แพ้ (Non-Monopolists) จะแกล้งทำตัวใหญ่
1
ส่วนธุรกิจที่แข่งกันเลือดสาด เช่น ร้านอาหาร มักจะสร้างสตอรี่หลอกตัวเองว่าเราคือ "เจ้าแห่งตลาดเฉพาะกลุ่ม"
• ตัวอย่างฮาๆ ของ Thiel: สมมติคุณเปิดร้านอาหารอังกฤษใน Palo Alto คุณจะบอกนักลงทุนว่า "เราคือร้านอาหารอังกฤษแห่งเดียวในเมืองนี้ เราผูกขาดตลาดนี้!"
• ความเป็นจริง: คนไม่ได้เลือกกินแค่อาหารอังกฤษ เขาเลือกกินอาหารอะไรก็ได้ ถ้าคุณไม่อร่อย เขาก็ไปกินร้านอื่น จบข่าว
1
3. สูตรลับ: เริ่มให้เล็กจนน่าขำ (Start Small & Monopolize)
ความผิดพลาดของพวก Startups (โดยเฉพาะยุค Clean Tech) คือชอบเริ่มด้วยสไลด์ PowerPoint ที่บอกว่า "ตลาดพลังงานมีมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ เราขอส่วนแบ่งแค่ 1% เราก็รวยแล้ว"
1
Thiel บอกว่านั่นคือ สัญญาณแห่งความตาย เพราะคุณกำลังโดดลงทะเลที่มีฉลามเป็นพันตัว
วิธีที่ถูกคือ:
1
• Amazon: ไม่ได้เริ่มขายทุกอย่าง แต่เริ่มขายแค่ "หนังสือ" (ตลาดเล็ก) แต่ทำให้ดีที่สุดจนไม่มีใครสู้ได้
• eBay: เริ่มจากขายลูกอม Pez dispensers (ตลาดโคตรเล็ก)
• Facebook: เริ่มจากนักศึกษา Harvard แค่หมื่นกว่าคน (ตลาดจิ๋ว) แต่ครองส่วนแบ่งได้ 60% ใน 10 วัน!
1
จำไว้: เป็นปลาใหญ่ในบ่อเล็ก ดีกว่าเป็นปลาซิวในมหาสมุทร แล้วค่อยขยายวงออกไปเหมือนหยดน้ำ (Concentric Circles)
1
4. เป็นคนสุดท้ายที่หัวเราะ (The Last Mover Advantage)
ในหมากรุก คนเดินก่อน (First Mover) อาจจะได้เปรียบนิดหน่อย แต่คนชนะคือคนที่วางหมากตัวสุดท้าย
Thiel บอกว่าในธุรกิจเทคโนโลยี "มูลค่า 85% ของบริษัทจะเกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า" (จากการคำนวณ Discounted Cash Flow)
1
ดังนั้น อย่าบ้าเห่อแค่การ "เป็นคนแรก" แต่จงตั้งเป้าเป็น "คนสุดท้าย" (Last Mover)
2
• Microsoft เป็นระบบปฏิบัติการสุดท้าย (ครองโลกมายาวนาน)
• Google เป็น Search Engine สุดท้าย (หลังจากนี้คงไม่มีใครทำได้ดีกว่าแล้ว)
• ถ้าคุณทำของดีขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย เดี๋ยวก็มีคนมาล้มคุณ แต่ถ้าคุณทำดีกว่าเดิม 10 เท่า (10x Better) หรือสร้าง Proprietary Tech ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ คุณจะเป็นคนสุดท้ายที่ยืนหยัดอยู่
1
5. จิตวิทยา "ฝูงลิง" และเรื่องเล่าจากคุก Alcatraz
1
ช่วงท้าย Thiel พูดถึงจิตวิทยาที่ลึกซึ้งมาก เขาบอกว่าคำว่า "Ape" (ลิง) ในสมัยเชกสเปียร์ แปลว่า "เลียนแบบ" (Imitate)
มนุษย์เราเสพติดการแข่งขัน เพราะการเห็นคนอื่นทำ ทำให้เราอุ่นใจว่าสิ่งนั้นมีค่า
1
• เราแข่งกันเข้าโรงเรียนดัง แข่งกันเรียนเก่ง แข่งกันสมัครงานบริษัทใหญ่
• Thiel เล่าเรื่องตัวเอง: เขาเคยทำงานที่สำนักงานกฎหมายชั้นนำในนิวยอร์ก (ที่ใครๆ ก็อยากเข้า) แต่คนข้างในกลับรู้สึกเหมือนตกนรก
• วันที่เขาลาออก เพื่อนร่วมงานเดินมาบอกว่า "ไม่อยากเชื่อเลยว่านายจะแหกคุก Alcatraz ออกไปได้"
• Thiel ก็งงว่า "เฮ้ย ประตูก็ไม่ได้ล็อก แค่เดินออกไปเฉยๆ ก็ได้แล้ว" แต่คนส่วนใหญ่ออกไม่ได้ เพราะเสพติดการแข่งขัน พวกเขากลัวว่าถ้าหยุดแข่ง เขาจะกลายเป็น "ผู้แพ้"
2
6. บทสรุป: ประตูบานใหญ่ที่ไม่มีใครเห็น
Thiel ทิ้งท้ายด้วยประโยคที่คมกริบเลือดซิบๆ
"อย่าพยายามเบียดเสียดกับฝูงชนเพื่อแย่งกันเข้าประตูบานเล็กๆ เพียงเพราะคนอื่นเขาก็ทำกัน แต่จงเดินอ้อมไปมุมตึก แล้วหาประตูบานใหญ่ที่เปิดกว้างอยู่... แต่ไม่มีใครเดินผ่าน เพราะไม่มีใครกล้าพอที่จะแตกต่าง"
1
และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม Competition is for Losers ครับ
1
ไปฟังเต็มๆ ที่…
โฆษณา