18 ก.พ. เวลา 11:26 • ประวัติศาสตร์

" โอ้ ว้าว“ คำพูดสุดท้ายก่อนสิ้นใจของชายที่โลกไม่เคยลืม กับความเสียดายที่เขาฝากไว้

ย้อนกลับไปในปีค.ศ.2003 (พ.ศ.2546) เมื่อ “สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs)” หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ”Apple” ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนเป็นครั้งแรก คณะแพทย์ต่างลงความเห็นและแนะนำให้เขาเข้ารับการผ่าตัดโดยเร็วที่สุด
ทว่าจ็อบส์กลับตัดสินใจปฏิเสธและประวิงเวลาออกไปนานถึงเก้าเดือน โดยหันไปใช้วิธีการรักษาทางเลือกด้วยตนเองแทน ซึ่งการตัดสินใจครั้งนั้นถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่อาจพรากชีวิตของเขาไปเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่ในขณะนั้นเขายังมีโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้
สตีฟ จ็อบส์ จากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ.2011 (พ.ศ.2554) จากภาวะแทรกซ้อนของโรคมะเร็งตับอ่อนเพียงแปดปีหลังจากการวินิจฉัยครั้งแรก โดยในวัยเพียง 56 ปี ร่องรอยของโรคร้ายได้กัดกินร่างกายของเขาจนซูบผอม อ่อนแรง และดูแก่กว่าวัยไปมาก ซึ่งแตกต่างจากภาพลักษณ์ของชายผู้เปี่ยมไปด้วยพลังและวิสัยทัศน์ที่เคยเป็นผู้บุกเบิกยุคสมัยแห่งคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างสิ้นเชิง
สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs)
ตลอดชีวิตของจ็อบส์ เขาเป็นที่เลื่องลือในฐานะผู้ที่กล้า "คิดต่าง (Think Different)“ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังนวัตกรรมเปลี่ยนโลกอย่าง Macintosh iPhone และ iPad
อัจฉริยภาพของเขาเกิดจากความเข้มงวด ช่างเลือก และความสามารถอันโดดเด่นในการคิดนอกกรอบ แต่ทว่าในห้วงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับมะเร็งร้าย เขากลับนำวิธีคิดแบบเดียวกันนั้นมาใช้ในการตัดสินใจเรื่องสุขภาพของตนเองอย่างน่าเศร้า
แม้ในท้ายที่สุดเขาจะยอมเข้ารับการรักษาทางการแพทย์อย่างถูกต้อง แต่นั่นก็สายเกินไปเสียแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปและอาการป่วยเริ่มทรุดหนักลง แม้สาธารณชนจะเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ แต่จ็อบส์ยังคงพยายามปกปิดอาการป่วยและทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับงาน และได้สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกอีกครั้งด้วยการเปิดตัว “iPhone“ ในปีค.ศ.2007 (พ.ศ.2550)
แต่เพียงสองปีให้หลัง ในปีค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) จ็อบส์ต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนตับและต้องลางานเพื่อรักษาตัว โดยในปีค.ศ.2011 (พ.ศ.2554) จ็อบส์ต้องลางานเพื่อรักษาตัวอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง CEO ของ Apple ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน
ในวาระสุดท้ายของชีวิตเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ.2011 (พ.ศ.2554) ขณะที่นอนรายล้อมด้วยบุคคลในครอบครัว จ็อบส์ได้ละสายตาจากคนรักแล้วมองข้ามไหล่ของพวกเขาไป พร้อมกับเปล่งคำพูดสุดท้ายออกมาว่า
"โอ้ ว้าว... โอ้ ว้าว... โอ้ ว้าว"
นี่คือเรื่องราวอันน่าสลดใจของวาระสุดท้ายของ สตีฟ จ็อบส์ กับการตัดสินใจที่กำหนดชะตากรรม ซึ่งอาจส่งเขาไปสู่หลุมฝังศพก่อนวัยอันควร
“สตีเวน พอล จ็อบส์ (Steven Paul Jobs)” ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1955 (พ.ศ.2498) ณ เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยจ็อบส์นั้นถูกพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่นตั้งแต่ยังแบเบาะ โดยมี ”พอลและคลารา จ็อบส์ (Paul&Clara Jobs)” รับไปอุปการะ
จ็อบส์ในวัยเด็ก
เมื่อครั้งอายุเพียงหกขวบ เพื่อนบ้านอายุคราวเดียวกันเคยพูดกับเขาว่า การถูกรับเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมหมายความว่า "พ่อแม่แท้ๆ ทอดทิ้งและไม่ต้องการนาย“
แต่พ่อแม่บุญธรรมของจ็อบส์ยืนยันกับเขาอย่างหนักแน่นว่านั่นไม่ใช่ความจริง
“วอลเตอร์ ไอแซคสัน (Walter Isaacson)” ผู้เขียนชีวประวัติของจ็อบส์ ได้เล่าว่าจ็อบส์ได้บอกเล่าว่า
“พวกท่านบอกผมว่าลูกเป็นคนพิเศษ เราต่างหากที่เป็นคนเลือกลูกมาเองกับมือ”
คำพูดนั้นช่วยปลูกฝังความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนพิเศษให้แก่จ็อบส์ เขารู้สึกตลอดชีวิตว่าเขากำลังอยู่บนเส้นทางแห่งการเดินทาง และมักจะพูดเสมอว่า ”การเดินทางนั่นแหละคือรางวัลในตัวมันเอง“
วอลเตอร์ ไอแซคสัน (Walter Isaacson)
การเดินทางของจ็อบส์นั้นเต็มไปด้วยความผกผัน หลังจากเติบโตในเมืองคูเปอร์ติโน เขาได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยรีด (Reed College) แต่ก็ลาออกในเวลาอันสั้น และได้ลาออกจากงานออกแบบวิดีโอเกม และลองผิดลองถูกหลายๆ เรื่อง และถึงขั้นเดินทางไปยังประเทศอินเดียเพื่อแสวงหาการหยั่งรู้ทางจิตวิญญาณ
ทว่าท่ามกลางความสับสนในวัยเยาว์ มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงชัดเจนเสมอมา นั่นคือ ความหลงใหลใน “เทคโนโลยี”
ในตอนที่เรียนอยู่เกรดแปด จ็อบส์ ผู้มีความกล้าบ้าบิ่น ได้โทรศัพท์หา “วิลเลียม ฮิวเลตต์ (William Hewlett)” ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท “Hewlett-Packard (HP)” เพียงเพราะเขาต้องการชิ้นส่วนสำหรับประกอบเครื่องนับความถี่
วิลเลียม ฮิวเลตต์ (William Hewlett)
หลังจากฮิวเลตต์เตรียมชิ้นส่วนให้จ็อบส์มารับไป เขายังได้มอบโอกาสให้เด็กหนุ่มคนนี้เข้าฝึกงานในช่วงฤดูร้อนอีกด้วย
ต่อมาในชั้นมัธยมปลาย จ็อบส์ได้พบกับมิตรสหายผู้ที่จะมาร่วมเปลี่ยนโลกอย่าง “สตีฟ วอซเนียก (Steve Wozniak)” ในคลาสเรียนอิเล็กทรอนิกส์เบื้องต้น โดยทั้งคู่ได้เข้าร่วมชมรมคอมพิวเตอร์ ด้วยกัน จนกระทั่งวอซเนียกเกิดไอเดียที่จะสร้างคอมพิวเตอร์ขึ้นมาด้วยตนเอง
ในขณะที่วอซเนียกเพียงแค่รักในการประดิษฐ์สิ่งของ แต่จ็อบส์กลับมองไกลกว่านั้น เขาต้องการสร้างบริษัทและนำนวัตกรรมมาวางจำหน่ายสู่มือผู้คน
ในปีค.ศ.1976 (พ.ศ.2519) จ็อบส์และวอซเนียกได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท “Apple” ขึ้นในโรงรถของครอบครัวจ็อบส์ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานที่ทุกคนรู้จักดี
สตีฟ วอซเนียก (Steve Wozniak)
จากจุดนั้น บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด พวกเขาเปิดตัว “Apple II” ในปีค.ศ.1977 (พ.ศ.2520) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรุ่นแรกที่มุ่งเน้นตลาดมวลชน และส่งให้ Apple ทะยานสู่ความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
แม้เส้นทางจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จ็อบส์ถูกบีบให้ออกจาก Apple ในปีค.ศ.1985 (พ.ศ.2528) ก่อนจะหวนคืนสู่อ้อมกอดของบริษัทอีกครั้งในปีค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) แต่นวัตกรรมของเขาก็ช่วยให้บริษัทผลิตสินค้ายอดฮิตออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็น “iMac” สีสันสดใสในปีค.ศ.1998 (พ.ศ.2541) ”iPod“ ในปีค.ศ.2001 (พ.ศ.2544) “iPhone” ในปีค.ศ.2007 (พ.ศ.2550) และ ”iPad” ในปีค.ศ.2010 (พ.ศ.2553)
ความรักในความสมบูรณ์แบบ คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สร้างผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม โดยจ็อบส์เคยสั่งให้ทีมพัฒนา Macintosh แก้ไขแถบชื่อเรื่องบนหน้าจอมากกว่า 20 ครั้งพร้อมกับตวาดใส่ลูกน้องว่า
"มันไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่มันคือสิ่งที่เราต้องทำให้ถูกต้อง“
นอกจากนี้ เขายังเคยสบถใส่แนวคิดแท็บเล็ตของวิศวกรจาก Microsoft ว่า
"ช่างหัวมันเถอะ เดี๋ยวเราจะแสดงให้เห็นเองว่าแท็บเล็ตที่แท้จริงมันเป็นยังไง"
ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนา iPad
แต่ในขณะที่ Apple กำลังก้าวขึ้นเป็นบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุค ตัวตนของจ็อบส์เองกลับเริ่มเลือนรางลง โดยในช่วงรอยต่อระหว่างการเปิดตัว iPod และ iPhone นั้นเองที่เขาได้รับคำวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง
ในปีค.ศ.2003 (พ.ศ.2546) สตีฟ จ็อบส์ เดินทางไปพบแพทย์ด้วยอาการนิ่วในไต แต่แพทย์กลับตรวจพบเงาบางอย่างบนตับอ่อนของเขา ซึ่งผลการวินิจฉัยระบุว่าเขาเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนชนิดหายาก (Neuroendocrine Islet Tumor)
ในแง่หนึ่ง นี่ถือเป็นข่าวดี เพราะมะเร็งชนิดนี้มีโอกาสรักษาหายและมีพยากรณ์โรคที่ดีกว่ามะเร็งตับอ่อนชนิดอื่นๆ มาก ผู้เชี่ยวชาญต่างเร่งเร้าให้เขาเข้ารับการผ่าตัดโดยเร็วที่สุด ทว่าจ็อบส์กลับทำให้คนใกล้ชิดต้องตกตะลึง เมื่อเขาเลือกที่จะประวิงเวลาออกไปเรื่อยๆ
"ผมไม่อยากให้ใครมาเปิดร่างกายของผม" จ็อบส์สารภาพกับไอแซคสันในภายหลัง "ผมไม่อยากถูกรุกล้ำด้วยวิธีแบบนั้น"
จ็อบส์หันไปพึ่งพาในสิ่งที่ไอแซคสันเรียกว่า "ความคิดเชิงปาฏิหาริย์" โดยเป็นเวลานานถึงเก้าเดือนที่เขาพยายามรักษาโรคร้ายด้วยการกินมังสวิรัติแบบเคร่งครัด ฝังเข็ม สมุนไพร การล้างลำไส้ และวิธีบำบัดอื่นๆ ที่เขาหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต และครั้งหนึ่ง เขาถึงขั้นติดต่อคนทรงเจ้าเลยด้วยซ้ำ
จ็อบส์เคยเนรมิตบริษัททั้งบริษัทขึ้นมาได้ด้วยพลังแห่งความปรารถนา และดูเหมือนเขาจะเชื่อว่าเขาสามารถทำแบบเดียวกันนั้นกับสุขภาพของตัวเองได้
ทว่ามะเร็งกลับไม่ได้หายไปตามความปรารถนา ในที่สุด จ็อบส์ก็ยอมเข้ารับการผ่าตัดในปีค.ศ.2004 (พ.ศ.2547) และส่งอีเมลแจ้งพนักงาน Apple ทั่วโลกเพื่อสยบข่าวลือ โดยกล่าวว่า
"ผมมีเรื่องส่วนตัวที่อยากจะแบ่งปัน และอยากให้พวกคุณได้ยินจากปากของผมโดยตรง ผมเป็นมะเร็งตับอ่อนชนิดหายากมาก ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการผ่าตัดหากตรวจพบได้ทันท่วงที (ซึ่งของผมตรวจพบทัน)"
แม้จ็อบส์จะพยายามสร้างความมั่นใจ แต่สถานการณ์กลับไม่สู้ดีนัก
ในปีค.ศ.2006 (พ.ศ.2549) ความกังวลเรื่องสุขภาพของเขาได้แพร่กระจายไปทั่วเมื่อจ็อบส์ปรากฏตัวในสภาพซูบผอมผิดหูผิดตาในงาน WWDC ถึงแม้โฆษกของ Apple จะยืนยันว่า "สุขภาพของสตีฟยังแข็งแรงดี" ก็ตาม
สำหรับใครก็ตามที่เฝ้าสังเกต จ็อบส์ดูทรุดโทรมลงเรื่อยๆ และในปีค.ศ.2008 (พ.ศ.2551) เขาก็ต้องยกเลิกการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ และในปีค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) ทั้งจ็อบส์และ Apple ต่างก็พยายามลดความสำคัญของปัญหาลง โดยอ้างว่าเป็นเพียง "โรคติดต่อทั่วไป" หรืออาการฮอร์โมนไม่สมดุลที่ทำให้น้ำหนักลด และจ็อบส์ก็ถึงขั้นพูดติดตลกในตอนนั้นว่า "ข่าวเรื่องการตายของผมนั้นมันเกินจริงไปมาก"
แต่ในช่วงต้นปีค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) นี้เอง จ็อบส์ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้อีกต่อไป เขาจึงตัดสินใจลางานเพื่อรักษาตัวและแจ้งแก่พนักงานว่า
"น่าเสียดายที่ความสอดรู้สอดเห็นเรื่องสุขภาพของผม กลายเป็นสิ่งที่รบกวนไม่ใช่แค่ตัวผมและครอบครัว แต่รวมถึงทุกคนที่ Apple ด้วย นอกจากนี้ ผมเพิ่งทราบว่าปัญหาด้านสุขภาพของผมนั้นซับซ้อนกว่าที่คิดไว้ในตอนแรก"
มิถุนายน ค.ศ.2009 (พ.ศ.2552) หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal ได้สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกด้วยข่าวการผ่าตัดเปลี่ยนตับของจ็อบส์ที่รัฐเทนเนสซี โดยแม้ในตอนแรกโรงพยาบาลจะปฏิเสธ แต่ภายหลังก็ได้แถลงยอมรับว่าจ็อบส์เป็นคนไข้ที่ "มีอาการป่วยหนักที่สุดในรายชื่อผู้รอรับบริจาคอวัยวะ" ในขณะนั้น
แม้จะกลับมาทำงานได้หลังพักฟื้นไปหกเดือน แต่ร่างกายของจ็อบส์ก็ยังคงทรุดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในเดือนมกราคม ค.ศ.2011 (พ.ศ.2554) จ็อบส์ต้องลางานอีกครั้ง และในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน เขาก็ตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่ง CEO ของ Apple โดยกล่าวว่า
"ผมพูดเสมอว่า หากวันใดที่ผมไม่สามารถทำหน้าที่และความคาดหวังในฐานะ CEO ของ Apple ได้อีกต่อไป ผมจะเป็นคนแรกที่บอกพวกคุณเอง น่าเสียดายที่วันนั้นมาถึงแล้ว"
แม้ในยามที่ร่างกายอ่อนแอที่สุด จ็อบส์ก็ยังคงรักษามาตรฐานที่สูงลิ่ว โดยมีรายงานว่าที่โรงพยาบาล เขาปฏิเสธพยาบาลไปถึง 67 คน จนกว่าจะพบสามคนที่เขาถูกใจ แต่เมื่อถึงเดือนตุลาคม แพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตเขาไว้ได้อีกต่อไป
วันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ.2011 (พ.ศ.2554) สตีฟ จ็อบส์ ชายผู้เปลี่ยนโลกและวงการไอทีไปตลอดกาล ได้จากไปอย่างสงบท่ามกลางครอบครัว ณ บ้านพักในเมืองพาโล อัลโต โดยสาเหตุการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการคือ ภาวะหยุดหายใจซึ่งเกี่ยวเนื่องจากโรคมะเร็งตับอ่อน
ภายหลัง ผู้เขียนชีวประวัติของจ็อบส์ได้เปิดเผยว่า จ็อบส์รู้สึกเสียใจที่ประวิงเวลาการผ่าตัดออกไปในตอนแรก และนั่นคือการตัดสินใจที่เขาเสียดายที่สุดในชีวิต
แม้กาลเวลาจะล่วงเลยผ่านไปนับตั้งแต่การจากไปของ สตีฟ จ็อบส์ แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้นั้นยังคงจารึกอยู่ในโลกอย่างเด่นชัด
ภายในปีค.ศ.2018 (พ.ศ.2561) ยอดขาย iPhone ได้ทะลุหลัก 2,000 ล้านเครื่อง ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่ตัวเลขความสำเร็จ แต่มันได้เปลี่ยนแปลงวิถีการสื่อสารและการใช้ชีวิตของผู้คนไปอย่างสิ้นเชิง
สตีฟ วอซเนียก เพื่อนผู้ร่วมหัวจมท้ายก่อตั้ง Apple มากับจ็อบส์ ได้กล่าวไว้อาลัยหลังการจากไปของจ็อบส์ ความว่า
"ผมจะจดจำเขาในฐานะคนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและว่องไวเสมอ เกือบทุกครั้งที่เราถกเถียงกันว่าบริษัทควรเดินไปทางไหน เขามักจะเป็นฝ่ายถูกเสมอ เพราะเขาได้ขบคิดทุกอย่างมาอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว"
วิสัยทัศน์ของจ็อบส์ที่มีต่อ Apple และโลกเทคโนโลยี ได้นำพาบริษัทไปสู่จุดสูงสุด
ด้วยความที่เขาเป็นคนเจ้าระเบียบ ดื้อรั้น และเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองอย่างแรงกล้า จ็อบส์ถึงขั้นปฏิเสธการทำวิจัยตลาดสำหรับ iPad โดยให้เหตุผลสั้นๆ แต่ทรงพลังว่า
"มันไม่ใช่หน้าที่ของผู้บริโภคที่จะต้องรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไร"
อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นเรื่องของสุขภาพ จ็อบส์กลับเลือกเชื่อสัญชาตญาณส่วนตัวมากกว่าคำแนะนำของแพทย์ โดยเขาปล่อยให้มะเร็งลุกลามนานถึงเก้าเดือนก่อนจะตัดสินใจผ่าตัด ซึ่งแพทย์หลายคนได้ลงความเห็นว่า การประวิงเวลาครั้งนี้คือสาเหตุที่ทำให้เขาต้องจบชีวิตลง โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์บูรณาการคนหนึ่งถึงกับกล่าวว่า
"เขามีมะเร็งตับอ่อนเพียงชนิดเดียวที่รักษาให้หายขาดได้ การตัดสินใจของเขานั้นไม่ต่างอะไรกับการทำลายตัวเอง"
เมื่อถึงปีค.ศ.2010 (พ.ศ.2553) จ็อบส์รู้ตัวดีว่าวาระสุดท้ายกำลังใกล้เข้ามา และในขณะที่ความตายคืบคลานเข้ามาหา จิตวิญญาณที่ไม่เคยหยุดคิดของเขาก็เริ่มหันไปพิจารณาเรื่องชีวิตหลังความตาย
ในการสนทนากับไอแซคสันครั้งสุดท้าย จ็อบส์กล่าวว่า
"บางครั้งผมก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งว่าพระเจ้ามีอยู่จริง มันคือปริศนาธรรมอันยิ่งใหญ่ที่เราไม่มีวันรู้คำตอบ แต่ผมอยากจะเชื่อว่ามันมีชีวิตหลังความตาย ผมอยากเชื่อว่าภูมิปัญญาที่สั่งสมมาจะไม่เลือนหายไปเมื่อเราตาย แต่มันจะยังคงอยู่ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง"
จากนั้น CEO ผู้พลิกโลกก็หยุดนิ่งและยิ้มออกมา
"แต่บางทีมันอาจจะเหมือนสวิตช์ปิด-เปิด แค่คลิกเดียว คุณก็หายวับไป" และจ็อบส์ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า
"นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ผมไม่ค่อยชอบใส่ปุ่มปิด-เปิดเครื่องไว้ในอุปกรณ์ของ Apple สักเท่าไหร่นัก"
สุดท้ายแล้ว ชีวิตของ สตีฟ จ็อบส์ ก็เหมือนกับผลิตภัณฑ์ของเขา เรียบง่าย ทรงพลัง และทิ้งรอยประทับไว้อย่างลึกซึ้ง
ถึงแม้ปุ่มปิดเครื่องจะถูกกดลง แต่ “ความคิดที่แตกต่าง” ของเขาจะยังคงก้องกังวานอยู่ในโลกใบนี้ตลอดไป
ขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ผมก็กำลังเขียนผ่าน iPhone ของตัวเอง และเชื่อว่าคงมีผู้อ่านหลายท่านจำนวนไม่น้อยอ่านบทความนี้ผ่าน iPhone หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Apple เช่นกัน
โฆษณา