3 ชั่วโมงที่แล้ว • ประวัติศาสตร์

วิถีแห่งความขัดแย้งและจุดจบที่ Little Bighorn ของสงคราม Great Sioux War

ในฐานะนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์อเมริกัน การวิเคราะห์สงคราม Great Sioux War จำเป็นต้องมองให้ลึกกว่าเพียงการปะทะกันทางทหาร แต่มันคือการเผชิญหน้ากันระหว่างอำนาจรัฐที่กำลังขยายตัวกับอธิปไตยของชนพื้นเมืองที่หยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน โดยมีจุดแตกหักที่สำคัญที่สุด ณ สมรภูมิ Little Bighorn ในปี 1876
1. รากฐานทางกฎหมายและความศักดิ์สิทธิ์ของดินแดน
ความขัดแย้งที่มีนัยสำคัญระดับยุทธศาสตร์เริ่มต้นขึ้นจาก สนธิสัญญาฟอร์ตลารามี (Treaty of Fort Laramie) ปี 1868 ซึ่งเป็นการตกลงอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และ Red Cloud ผู้นำของชาว Lakota Sioux ข้อตกลงนี้กำหนดให้จัดตั้งเขตสงวนขนาดใหญ่ในบริเวณ Black Hills และเขตปกครอง Dakota Territory เพื่อเป็นดินแดนถาวรของชนเผ่า
ในมิติทางวัฒนธรรม Black Hills ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ตามโฉนดสัญญา แต่เป็น "ดินแดนศักดิ์สิทธิ์" (Sacred Land) ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณและอัตลักษณ์ของชาว Lakota Sioux อย่างไรก็ตาม ความสงบสุขตามกฎหมายนี้กลับมีความเปราะบางอย่างยิ่ง เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สามารถ (หรือไม่ต้องการ) ยับยั้งการรุกรานของนักแสวงโชคผิวขาวที่เริ่มเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งท้ายที่สุดปัจจัยภายนอกอย่างการค้นพบทรัพยากรล้ำค่าก็ได้กลายเป็นระเบิดเวลาที่ทำลายสนธิสัญญานี้ลง
2. ตัวเร่งปฏิกิริยาแห่งสงคราม: การค้นพบทองคำปี 1874 และการละเมิดสัญญา
จุดเปลี่ยนจากมาตรการทางการทูตไปสู่ความรุนแรงเกิดขึ้นเมื่อมีการ ค้นพบทองคำใน Black Hills เมื่อปี 1874 เหตุการณ์นี้กระตุ้นให้เกิดการอพยพของชาวผิวขาวเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างมหาศาล ซึ่งเป็นการละเมิด "ความเป็นเอกเทศ" ของเขตสงวนตามสนธิสัญญาปี 1868 โดยตรง
สถานการณ์ดังกล่าวบีบให้ผู้นำชนพื้นเมืองต้องตัดสินใจเลือกระหว่างการยอมจำนนหรือการลุกขึ้นสู้ นำไปสู่การรวมตัวกันของกลุ่มที่ถูกรัฐบาลตราหน้าว่าเป็น "ผู้ทรยศ" (Renegade Natives):
* ผู้นำหลัก: Sitting Bull และ Crazy Horse กลายเป็นศูนย์กลางของการต่อต้าน โดยปฏิเสธที่จะย้ายออกจากที่ดินทำกินเดิมเพื่อเข้าสู่เขตสงวนตามคำสั่งบังคับ
* พันธมิตรข้ามเผ่า: ความขัดแย้งนี้ได้หลอมรวมกลุ่ม Lakota Sioux, Cheyenne และ Arapaho เข้าด้วยกันเพื่อปกป้องวิถีชีวิตดั้งเดิม
* การยกระดับทางทหาร: เมื่อการเจรจาล้มเหลว กองทัพสหรัฐฯ จึงเปลี่ยนเป้าหมายจากการรักษาความสงบเป็นการใช้กำลังบังคับ (Coercion) เพื่อกวาดล้างหรือบีบให้ชนพื้นเมืองต้องกลับเข้าสู่เขตสงวนภายใต้เงื่อนไขของรัฐบาล
3. ยุทธศาสตร์และแผนการปิดล้อมใน Montana Territory (ฤดูร้อนปี 1876)
เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของกองทัพสหรัฐฯ ในฤดูร้อนปี 1876 คือการสร้างวงล้อม (Encirclement) เพื่อดักจับและทำลายกองกำลังชนพื้นเมือง แผนการนี้ประกอบด้วยการเคลื่อนพลจากสามทิศทางภายใต้การนำของ General George Crook, General Alfred Terry และ Colonel John Gibbon โดยมีเจตจำนงที่ชัดเจนคือ "ล้อมกรอบเพื่อทำลายล้างหรือบังคับให้ยอมจำนน"
ในเดือนมิถุนายน 1876 Lieutenant Colonel George A. Custer และหน่วยทหารม้าที่ 7 (7th Cavalry Regiment) ได้รับคำสั่งให้แยกตัวจากกองกำลังหลักของนายพล Terry เพื่อเคลื่อนพลตามลำน้ำ Rosebud อย่างไรก็ตาม Custer แสดงให้เห็นถึงความประมาทเลินเล่อเชิงยุทธ์ (Tactical Hubris) โดยเขาได้ปฏิเสธข้อเสนอที่จะนำปืนกล Gatling และกำลังเสริมจาก กรมทหารราบที่ 20 (20th Infantry Regiment) รวมถึงกองพันทหารม้าเพิ่มเติม โดยอ้างว่าอาวุธหนักจะทำให้การเคลื่อนพลล่าช้า
และเชื่อมั่นอย่างผิดพลาดว่าหน่วยทหารม้าที่ 7 เพียงหน่วยเดียวก็เพียงพอที่จะจัดการกับสถานการณ์ได้
4. ยุทธภูมิ Little Bighorn: การวิเคราะห์ทางยุทธวิธีและอาวุธยุทโธปกรณ์
ในเช้าวันที่ 25 มิถุนายน 1876 เมื่อมีการตรวจพบค่ายพักแรมขนาดใหญ่ของชนพื้นเมือง (นักรบประมาณ 2,300 คน พร้อมครอบครัวอีกกว่า 7,000 คน) Custer ตัดสินใจโจมตีทันที (Impetuous Assault) เพราะเกรงว่าฝ่ายตรงข้ามจะตรวจพบทหารและหลบหนีไปก่อน
ลำดับเหตุการณ์เชิงยุทธวิธี: Custer แบ่งกำลังพลที่น้อยกว่า 700 นายออกเป็นกลุ่มย่อย โดยส่ง Major Marcus Reno (พร้อมกำลัง 177 นาย) เข้าโจมตีทางตอนใต้ แต่ถูกตีโต้จนต้องถอยร่นไปตั้งรับบนเนินเขา ต่อมา Captain Frederick Benteen (พร้อมกำลัง 115 นาย) ได้เข้าสมทบกับ Reno เพื่อตั้งรับการโจมตีอย่างหนัก
ในขณะที่ Custer นำกำลังอีกประมาณ 210 นายอ้อมไปทางทิศเหนือเพื่อหวังจะโอบล้อมค่ายพักแรม แต่กลับถูก Crazy Horse ใช้ยุทธวิธีสวนกลับอย่างชาญฉลาด โดยเขาได้นำนักรบควบม้าสวนทิศทางลงไปตามลำน้ำ ก่อนจะวกลูกกลับ (Double back) เพื่อโอบล้อมและตัดขาดกองกำลังของ Custer อย่างสมบูรณ์
วิเคราะห์สมรรถนะเชิงยุทโธปกรณ์และกำลังพล
**หัวข้อเปรียบเทียบ
*ฝ่ายกองทัพสหรัฐฯ (7th Cavalry)
ผู้นำและการบัญชาการ: George A. Custer (มีความเชื่อมั่นในตนเองสูงเกินไปจนละเลยข่าวกรอง)
ประเภทอาวุธ: ปืนไรเฟิลแบบบรรจุเดี่ยว (Single-shot rifles)
ข้อได้เปรียบทางอาวุธ: ระยะยิง (Range): มีระยะยิงที่ไกลกว่าปืนแบบบรรจุซ้ำ
ข้อเสียเปรียบเชิงยุทธ์: อัตราการยิงต่ำ และความได้เปรียบด้านระยะยิงถูกลบฟางโดยชัยภูมิและการรบระยะประชิด
กำลังพล: น้อยกว่า 700 นาย (แตกกระจาย)
*ฝ่ายนักรบพื้นเมือง (Lakota Sioux, Cheyenne, Arapaho)
ผู้นำและการบัญชาการ: Crazy Horse (ผู้นำที่เปี่ยมด้วยนิมิต ความกล้าหาญ และสร้างแรงบันดาลใจ)
ประเภทอาวุธ: ปืนไรเฟิลคานเหวี่ยง Winchester และ Henry (Repeating rifles)
ข้อได้เปรียบทางอาวุธ: อัตราการยิง (Rate of Fire): ให้ความต่อเนื่องของอำนาจการยิงที่สูงกว่ามาก
ข้อเสียเปรียบเชิงยุทธ์: ระยะยิงสั้นกว่า แต่ถูกชดเชยด้วยจำนวนและยุทธวิธีโอบล้อม
กำลังพล: ประมาณ 2,300 นาย (รวมศูนย์และมีความฮึกเหิมสูง)
ความล้มเหลวในการประสานงานระหว่างหน่วยทหารของ Custer, Reno และ Benteen ประกอบกับความได้เปรียบด้านอาวุธแบบบรรจุซ้ำของชนพื้นเมือง นำไปสู่การทำลายล้างหน่วยของ Custer จนหมดสิ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ซึ่งประวัติศาสตร์จดจำในนาม "Custer’s Last Stand"
5. ผลกระทบหลังสงคราม: ชัยชนะในสมรภูมิแต่ปราชัยในสงคราม
สมรภูมิ Little Bighorn จบลงด้วยความสูญเสียครั้งประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยมีทหารเสียชีวิตรวม 315 นาย (เสียชีวิตพร้อม Custer 260 นาย และจากหน่วยอื่นอีก 55 นาย) ในขณะที่ฝ่ายชนพื้นเมืองสูญเสียเพียงประมาณ 130 นาย
สรุปสำหรับภัณฑารักษ์และนักประวัติศาสตร์:
1. จุดสิ้นสุดของวัฒนธรรมที่ราบลุ่ม: แม้จะเป็นชัยชนะทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชนพื้นเมือง แต่มันกลับกระตุ้นให้รัฐบาลสหรัฐฯ ยกระดับการกวาดล้างอย่างเต็มรูปแบบ ภายในเวลาเพียงหนึ่งปีหลังจากการรบ กลุ่มชนเผ่าที่เคยได้ชัยชนะกลับต้องยอมจำนนและเข้าสู่เขตสงวนเนื่องจากขาดแคลนทรัพยากร
2. ความพ่ายแพ้ของยุทธวิธีต่อทรัพยากร: Little Bighorn แสดงให้เห็นว่าความสามารถเฉพาะตัวและยุทธวิธีที่เหนือกว่าของ Crazy Horse ไม่สามารถเอาชนะทรัพยากรและจำนวนพลที่มหาศาลของรัฐชาติที่กำลังอุตสาหกรรมได้ในระยะยาว
3. มรดกทางประวัติศาสตร์: ความขัดแย้งนี้ทิ้งรอยแผลที่ลึกซึ้งในหน้าประวัติศาสตร์อเมริกัน โดยเฉพาะการต่อสู้อันเด็ดเดี่ยวของ Sitting Bull และ Crazy Horse ซึ่งยังคงเป็นสัญลักษณ์ของการยืนหยัดต่อสู้เพื่ออธิปไตยเหนือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แม้ในสภาวะที่ต้องเผชิญกับจุดจบของวิถีชีวิตเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แหล่งที่มา : All About History Book of the Wild West - 15th Edition - 8 January 2026 - Discovering the American West
โฆษณา