วันนี้ เวลา 12:09 • ประวัติศาสตร์

"Humanzee“ ความจริงหรือข่าวลือ? เมื่อมนุษย์อยากสวมบทพระเจ้า สร้างอสูรกายจากดีเอ็นเอ

“ชิมแปนซี” ถือเป็นญาติสนิทที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งมีความใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุด
มนุษย์กับชิมแปนซีไม่เพียงแต่มีรหัสพันธุกรรมที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าทึ่งเท่านั้น แต่ยังมีลักษณะทางกายภาพและพฤติกรรมที่สอดคล้องกันในหลายด้าน ด้วยเหตุนี้เอง จึงนำไปสู่แนวคิดสุดพิสดารว่าด้วยการสร้างสิ่งมีชีวิตลูกผสมที่เรียกว่า "ฮิวแมนซี (Humanzee)"
แนวคิดเรื่องลูกผสมระหว่างมนุษย์และชิมแปนซีนั้นมีปรากฏอยู่ในตำนานพื้นบ้านมานานนับศตวรรษ แต่ความพยายามทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดย “อิลยา อิวาโนวิช อิวานอฟ (Ilya Ivanovich Ivanov)” นักชีววิทยาชาวรัสเซีย
อิลยา อิวาโนวิช อิวานอฟ (Ilya Ivanovich Ivanov)
หลังจากนั้นก็มีข่าวลือเกี่ยวกับความพยายามทำนองนี้เกิดขึ้นอีกหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นโครงการในประเทศจีนช่วงยุค 60 (พ.ศ.2503-2512) หรือข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเคยมีการสร้างฮิวแมนซีขึ้นจริงในห้องแล็บของสหรัฐอเมริกาในยุค 20 (พ.ศ.2463-2472)
จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่ามีฮิวแมนซีตัวจริงเคยเกิดขึ้นบนโลก และยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าสิ่งมีชีวิตเช่นนี้จะสามารถมีชีวิตรอดและเติบโตได้หรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น แม้ในทางทฤษฎีจะสามารถทำได้จริง แต่เรื่องนี้ก็ยังเผชิญกับข้อถกเถียงอย่างหนักหน่วงในเชิงจริยธรรมและศีลธรรม ตั้งแต่กระบวนการที่ใช้สร้าง ไปจนถึงคำถามที่ว่าชีวิตของสิ่งมีชีวิตลูกผสมนี้จะมีลักษณะอย่างไร
ถึงกระนั้น ความกังขาเหล่านี้ก็ไม่อาจหยุดยั้งใครบางคนจากการพยายามสร้างมันขึ้นมา หรือการแพร่กระจายข่าวลือว่ามีฮิวแมนซีลืมตาดูโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้
ในช่วงรอยต่อของศตวรรษที่ 20 อิวานอฟ นักชีววิทยาชาวรัสเซีย ได้เป็นที่รู้จักจากนวัตกรรมการผสมเทียมสัตว์เลี้ยงที่ถือว่าปฏิวัติวงการในขณะนั้น โดยแม้การทดลองบางอย่างจะดูสมเหตุสมผล เช่น การพยายามผสมพันธุ์ม้าสายพันธุ์ใหม่เพื่อให้ทนทานต่อฤดูหนาวอันโหดร้าย แต่โครงการอื่นๆ ของเขากลับสร้างความฉงนสงสัยไม่น้อย อย่างเช่นการจับม้าลายมาผสมข้ามสายพันธุ์กับม้าป่าเปรวาสกี
อย่างไรก็ตาม โครงการที่อื้อฉาวที่สุดของเขาคือภารกิจสร้าง "ฮิวแมนซี (Humanzee)" โดยในปีค.ศ.1910 (พ.ศ.2453) อิวานอฟได้เริ่มนำเสนอแนวคิดต่อเหล่านักสัตววิทยาว่า การสร้างลูกผสมระหว่างมนุษย์และชิมแปนซีนั้นมีความเป็นไปได้ในทางวิทยาศาสตร์ และเมื่อย่างเข้าสู่ยุค 20 (พ.ศ.2463-2472) อิวานอฟก็เริ่มวางแผนการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อทำให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นจริง
อิวานอฟได้ย้ำต่อสถาบันวิทยาศาสตร์ว่า การทดลองของเขาจะช่วยพิสูจน์ทฤษฎีของ “ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin)” ในเรื่องความใกล้ชิดทางสายวิวัฒนาการระหว่างมนุษย์และสัตว์จำพวกไพรเมต
นิตยสาร New Scientist ระบุว่า มีผู้สันนิษฐานว่าอิวานอฟอาจหวังจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมทั้งหมดผ่านการทดลองนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข่าวลือสุดพิลึกว่าแท้จริงแล้วเขาแอบทำโครงการลับเพื่อฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ให้กับเหล่านักการเมืองรุ่นใหญ่ และภารกิจสร้างฮิวแมนซีที่ดูแปลกประหลาดนี้ก็เป็นเพียงฉากหน้าเพื่อตบตาและปกปิดแผนการดังกล่าวเท่านั้น
ในปีค.ศ.1926 (พ.ศ.2469) อิวานอฟได้ออกเดินทางไปยังประเทศกินี (ซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของแอฟริกาตะวันตกของฝรั่งเศส) และได้ไปเยือนศูนย์วิจัยไพรเมตแห่งใหม่และจับชิมแปนซีมาเป็นของตนเองจำนวนหนึ่ง
จากนั้น อิวานอฟได้เริ่มทดลองโดยการปลูกถ่ายรังไข่ของมนุษย์ลงในชิมแปนซีตัวเมีย และฉีดอสุจิของมนุษย์เข้าไปเพื่อการปฏิสนธิ และต่อมาเขาได้ลองผสมเทียมชิมแปนซีตัวเมียอีกสามตัว แต่ความพยายามทั้งหมดกลับล้มเหลว ไม่มีการกำเนิดของฮิวแมนซีแต่อย่างใด
หลังจากนั้น อิวานอฟพยายามจัดตั้งการทดลองที่ข้ามเส้นศีลธรรมไปไกลกว่าเดิม นั่นคือการฉีดอสุจิชิมแปนซีเข้าไปในตัวผู้หญิงโดยที่พวกเธอไม่รู้ตัว โดยหวังจะหลอกลวงผู้หญิงในกินีว่าเป็นการตรวจร่างกายตามปกติ แต่โชคดีที่ผู้ว่าราชการชาวฝรั่งเศสสั่งระงับแผนการนี้เสียก่อน
ทว่าเรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ เมื่ออิวานอฟเดินทางไปยังสาธารณรัฐอับคาเซีย (ส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต) เพื่อนำชิมแปนซีไปไว้ในสถานเลี้ยงลิง เขากลับสามารถเฟ้นหาหญิงชาวโซเวียต 5 คน ที่ยินดีจะอุ้มท้องลูกผสมฮิวแมนซีเพื่อเห็นแก่ "ความก้าวหน้า" ทางวิทยาศาสตร์
อย่างไรก็ตาม สัตว์ทดลองของอิวานอฟกลับไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในสถานเลี้ยงได้ และไม่นานนัก ชิมแปนซีตัวสุดท้ายก็ตายลง
นอกจากนี้ ข่าวเรื่องแผนการอัปยศที่เขาพยายามจะผสมเทียมหญิงชาวแอฟริกันโดยไม่ยินยอมก็เริ่มรั่วไหล ทำให้สถาบันวิทยาศาสตร์ได้ประณามการกระทำของอิวานอฟและถอนการสนับสนุนทั้งหมด และในช่วงเวลานั้น อิวานอฟยังสร้างศัตรูในวงการวิทยาศาสตร์ไว้มากมาย โดยหนึ่งในนั้นกล่าวหาว่าเขาทำการ "บ่อนทำลาย" จนนำไปสู่การถูกตำรวจลับจับกุมในปีค.ศ.1930 (พ.ศ.2473)
สุดท้าย อิวานอฟก็ถูกเนรเทศไปยังคาซัคสถานและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทว่าภารกิจสุดเพี้ยนในการสร้างฮิวแมนซีของเขากลับยังคงถูกเล่าขานเป็นตำนานสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
ในช่วงยุค 70 (พ.ศ.2513-2522) ชิมแปนซีตัวหนึ่งนามว่า "โอลิเวอร์ (Oliver)“ ได้กลายเป็นข่าวครึกโครมในสหรัฐอเมริกา โดยโอลิเวอร์ถูกสงสัยว่าเป็นฮิวแมนซี หรือ "ห่วงโซ่ที่สาบสูญ (Missing Link)”
โอลิเวอร์ (Oliver)
โอลิเวอร์นั้นถูกจับได้ในคองโกและถูกซื้อต่อโดย “แฟรงก์ และ เจเน็ต เบอร์เกอร์ (Frank&Janet Berger)” ครูฝึกสัตว์จากนิวเจอร์ซีย์ในปีค.ศ.1960 (พ.ศ.2503) เพื่อนำมาแสดงโชว์ร่วมกับสัตว์ตัวอื่นๆ
ทว่าสองสามีภรรยาเบอร์เกอร์กลับพบว่าโอลิเวอร์มีความโดดเด่นกว่าชิมแปนซีทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งรูปลักษณ์ที่ดูคล้ายมนุษย์ การชอบเดินตัวตรงด้วยสองขา รวมถึงพฤติกรรมที่ถูกกล่าวว่าพยายาม "เกี้ยวพาราสี" มนุษย์ผู้หญิง ซึ่งรวมถึงตัวเจเน็ตเองด้วย
เจเน็ตได้ย้อนความหลังว่า
"เขา (โอลิเวอร์) ไม่ได้จู่โจมทำร้ายคุณหรอกนะ แต่เขาจะจูบ จะกอด และไม่ยอมปล่อย จนถึงจุดนั้นเราจึงตัดสินใจว่า ถึงเวลาที่โอลิเวอร์ต้องไปเสียที"
โอลิเวอร์ได้ถูกขายต่อให้กับ “ไมเคิล มิลเลอร์ (Michael Miller)” ทนายความชาวนิวยอร์ก ผู้ซึ่งมองเห็นโอกาสจากลักษณะที่ผิดแผกของโอลิเวอร์ และเริ่มทำการตลาดโดยนำเสนอว่าโอลิเวอร์อาจเป็นห่วงโซ่ที่สาบสูญ
หลังจากนั้น โอลิเวอร์ก็ถูกเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเจ้าของรายหนึ่งอ้างว่า โอลิเวอร์นั้นมีโครโมโซม 47 แท่ง (มากกว่ามนุษย์หนึ่งแท่ง และน้อยกว่าชิมแปนซีหนึ่งแท่ง) จนนำไปสู่ข่าวลือหนาหูว่าโอลิเวอร์คือผลผลิตจากการทดลองนอกรีตในสหรัฐอเมริกาหรือจีน
อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจดีเอ็นเอและการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ในภายหลังยืนยันชัดเจนว่า โอลิเวอร์คือชิมแปนซีสายพันธุ์แท้ 100% แม้ลักษณะนิสัยที่คล้ายมนุษย์ของเขายังคงเป็นปริศนาจนถึงปัจจุบัน แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าพฤติกรรมเหล่านั้นเกิดจากการที่โอลิเวอร์ใช้เวลาอยู่กับมนุษย์มากเกินไปจนซึมซับพฤติกรรมมา และก็อาจจะทึกทักไปเองว่าตัวมันเองนั้นเป็นมนุษย์
ต่อมาในยุค 80 (พ.ศ.2523-2532) “จีหยงเซียง (Ji Yongxiang)” นักวิจัยชาวจีนได้ออกมาเปิดเผยว่า เขาเคยมีส่วนร่วมในโครงการสร้างฮิวแมนซีที่เมืองเสิ่นหยางในยุค 60 (พ.ศ.2503-2512) โดยระบุว่าการทดลองได้เริ่มขึ้นแล้ว แต่ต้องยุติลงกลางคันเนื่องจากเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติวัฒนธรรมเสียก่อน
จีหยงเซียงได้กล่าวอ้างว่า มีชิมแปนซีตัวเมียตัวหนึ่งถูกผสมเทียมด้วยอสุจิของมนุษย์จนตั้งท้องได้สามเดือน แต่กลับต้องตายลงจากการขาดการดูแลเนื่องจากห้องแล็บถูกทำลายและทีมนักวิจัยถูกจับกุม
จีหยงเซียงยังแสดงความเห็นอีกว่า หากฮิวแมนซีตัวนี้ลืมตาดูโลกได้จริง มันจะสามารถสื่อสารกับมนุษย์ได้ และจะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยมนุษย์สำรวจอวกาศรวมถึงโลกใต้สมุทรอันลึกโพ้น
ทางด้าน “ลี่กวง (Li Guong)” ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์ในยุคนั้น ไม่เพียงแต่ยืนยันรายงานของจีหยงเซียงเท่านั้น แต่ยังแสดงความเห็นว่าควรมีการทดลองฮิวแมนซีต่อไปในอนาคต โดยกล่าวว่า
"ในมุมมองส่วนตัวของผม เรื่องนี้เป็นไปได้ เพราะตามหลักการแบ่งประเภททางชีวภาพ มนุษย์และลิงนั้นจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดย ณ ขณะนี้ เรามีแผนที่จะจัดเตรียมการทดสอบเพิ่มเติมในลำดับถัดไป"
แม้ว่าแนวคิดเรื่องฮิวแมนซีจะยังคงเป็นเรื่องลึกลับและเป็นสิ่งต้องห้ามทางจริยธรรมจนถึงทุกวันนี้ แต่เรื่องราวของสิ่งมีชีวิตลูกผสมในจินตนาการนี้ก็มักจะปรากฏเป็นข่าวให้ผู้คนได้ตื่นตระหนกอยู่เป็นระยะ
ในปีค.ศ.2018 (พ.ศ.2561) “กอร์ดอน แกลลัพ (Gordon Gallup)” นักจิตวิทยาเชิงวิวัฒนาการ ได้ออกมาเปิดเผยข่าวลือเกี่ยวกับฮิวแมนซีที่อาจเคยถือกำเนิดขึ้นในห้องปฏิบัติการที่เมืองออเรนจ์พาร์ก รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ในยุค 20 (พ.ศ.2463-2472)
แกลลัพอ้างคำบอกเล่าจากอดีตศาสตราจารย์ของเขาว่า ได้มีการผสมเทียมชิมแปนซีตัวเมียด้วยอสุจิจากผู้บริจาคที่ไม่เปิดเผยนาม และผลปรากฏว่าไม่เพียงแต่เกิดการตั้งครรภ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการตั้งครรภ์ที่ครบกำหนดจนให้กำเนิดทารกที่มีชีวิตออกมาจริงๆ ทว่าเพียงไม่กี่วันหรือกี่สัปดาห์หลังจากนั้น เมื่อเหล่านักวิจัยเริ่มตระหนักถึงประเด็นทางศีลธรรมและจริยธรรม ทารกน้อยตัวนั้นก็ถูกทำการุณยฆาต
อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ยังคงเป็นเพียงคำบอกเล่าที่ขาดหลักฐานยืนยันแน่ชัด
ต่อมาในปีค.ศ.2019 (พ.ศ.2562) มีรายงานว่า กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชาวสเปนและอเมริกันได้ร่วมกันสร้าง "ตัวอ่อนลิงที่มีเซลล์ของมนุษย์ผสมอยู่" โดยเลือกใช้ห้องปฏิบัติการในประเทศจีนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย
ทว่ากระบวนการดังกล่าวได้ถูกระงับลงก่อน โดยเชื่อกันว่าเป้าหมายหลักของงานวิจัยนี้คือการใช้สัตว์เพื่อการปลูกถ่ายอวัยวะให้แก่มนุษย์มากกว่าที่จะสร้างสิ่งมีชีวิตลูกผสมที่สมบูรณ์แบบขึ้นมา
แน่นอนว่าแนวคิดเรื่องการสร้างฮิวแมนซีได้นำไปสู่ข้อถกเถียงทางจริยธรรมอย่างกว้างขวางว่า การสร้างสิ่งมีชีวิตเช่นนี้ขึ้นมาเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมหรือไม่? นอกจากนี้ยังมีคำถามตามมาอีกมากมายว่า ลูกผสมคนกับลิงจะมีความนึกคิดเหมือนมนุษย์หรือชิมแปนซีมากกว่ากัน? พวกเขาจะรู้จักการใช้เหตุผลหรือไม่? จะสามารถสื่อสารด้วยภาษาได้ไหม? ที่สำคัญที่สุดก็คือ หากสิ่งมีชีวิตนี้มีสติปัญญาและอารมณ์ความรู้สึกในระดับเดียวกับมนุษย์ เขาจะรู้สึกอย่างไรกับต้นกำเนิดของตัวเอง?
การจินตนาการถึงสิ่งมีชีวิตในเชิงสมมติฐานนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การทำให้มันมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะเพียงแค่เรา "สามารถ" ทำได้ในทางวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ได้หมายความว่าเรา "ควรจะ" ทำมันเสมอไป
โฆษณา