25 ก.พ. เวลา 11:10 • หุ้น & เศรษฐกิจ

วลี "จงโลภในยามที่ทุกคนกลัว” ใช้ได้เสมอ

ตลาดหุ้นไทย (SET) ณ วันนี้ (25 กุมภา 69) ขึ้นจากจุดต่ำสุด จากปีที่แล้ว (ในเดือนมิถุนา 68 SET อยู่ที่ 1,0xx จุด) มาอยู่ที่ 1,5xx จุด คิดเป็น +43% หรือถ้านับจากหลังการเลือกตั้งก็ขึ้นมาแล้ว +13 %
เหตุการณ์นี้ผมนึกถึงวลีที่ คุณปู่ Warren Buffett นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก เคยกล่าวไว้ว่า
To be fearful when others are greedy and to be greedy only when others are fearful.
แปลไทย "จงกลัวในยามที่ทุกคนโลภ และโลภในยามที่ทุกคนกลัว" ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังใช้ได้ดีในการลุงทุนแม้กระทั่ง “กับตลาดหุ้นไทยเอง”
Cr. smarttoinvest
ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว (ปี 68) ไม่ว่าจะเป็นสื่อโซเชียล คนใกล้ตัว หรือแม้กระทั่งนักวิเคราะห์ก็ดี ต่างหวาดกลัวและหมดศรัทธากับตลาดหุ้นไทย จนอาจยอมขายขาดทุนและนำเงินไปลงทุนหุ้นต่างประเทศแทน “แต่ในวิกฤตินั้นย่อมมีโอกาสเสมอ”
ผมเชื่ออยู่เสมอว่า ในวิกฤตินั้นย่อมมีโอกาส ซึ่งอาจเป็นคนส่วนน้อยที่คิดแบบนั้นกับตลาดหุ้นไทยนะตอนนั้น แต่คนที่ไม่ได้มองแบบผม เขาอาจจะนำเงินลงทุนส่วนมากหรือทั้งหมดไปลงทุนกับตลาดหุ้นต่างประเทศ และไม่หันกลับมามองตลาดหุ้นไทยอีกเลย
แต่สำหรับผมที่โตมากับการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) ไม่ได้ทำแบบนั้น และคิดว่ายังสามารถหาโอกาสได้ในตลาดหุ้นไทย
เมื่อย้อนกลับมาปี 68 บางช่วง SET อยู่ที่ 1,000 – 1,100 จุด (ไม่ต่างกันมากตอนยุคโควิด SET 9xx จุด) จะเห็นได้ว่าหุ้นที่ดีและถูก ที่แม้กระทั่งเป็นหุ้นธุรกิจ S-curve หรือ Mega trend
เช่น หุ้นโรงพยาบาล หรือหุ้น TECH หลายตัวต่างโดนเทขายจนทำให้ P/E น้อยกว่า 15
(จากคหสต.ถ้าหุ้นเหล่านี้มีค่า P/E น้อยกว่า 20 ”ถือว่าถูก“ จากการวิเคราะห์หุ้นพื้นฐานเชิงปริมาณ)
จนถึงจุดคุ้มทุนหรือ Margin of Safety เมื่อนั้นเราจึง ควร“โลภในยามที่ทุกคนกลัว” (ศึกษา Margin of Safety ได้ที่ลิ้งข้างล่าง)
ยกตัวอย่างหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม Health หุ้น B เมื่อเดือนมิถุนาปี 68 ราคาเคยอยู่ที่ 130 บาทต่อหุ้น ซึ่งตอนนั้นมี P/E อยู่ที่ 15 ตอนนี้ขึ้นมาแล้วที่ 291.5 บาทต่อหุ้น หรือประมาณ +46%
ยกตัวอย่างหุ้นที่อยู่ในกลุ่ม TECH หุ้น D เมื่อเดือนมิถุนาปี 68 ราคาเคยอยู่ที่ 9.4 บาทต่อหุ้น ซึ่งตอนนั้นมี P/E อยู่ที่ 13 ตอนนี้ขึ้นมาแล้วที่ 13.90 บาทต่อหุ้น หรือประมาณ +48%
ในขณะที่ SET เมื่อเดือนมิถุนา 68 อยู่ที่ 1,0xx จุดตอนนี้ขึ้นมาอยู่ที่ 1516 จุด หรือประมาณ 43%
*หมายเหตุ ค่า P/E (Price to Earnings Ratio) คือ อัตราส่วนระหว่างราคาตลาดของหุ้น (Price) หารด้วยกำไรสุทธิต่อหุ้น (Earnings Per Share: EPS) เป็นเครื่องมือวัดความถูก-แพงของหุ้นเบื้องต้น โดยสะท้อนจำนวนปีที่นักลงทุนคาดว่าจะได้รับเงินลงทุนคืนผ่านกำไรของบริษัท
ตลาดหุ้นไทยที่ขึ้นมานี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นผลมาจากการเลือกตั้งที่ “ต่างชาติ” คาดหวังว่าการเมืองไทยจะมีความเสถียรภาพมากขึ้น จากการที่พรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้คะแนนอย่างท่วมท้น
แต่ปัญหาต่างๆ เช่น เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง เรื่องการเมือง หรือเรื่องคอร์รัปชั่น ที่ต้องได้รับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างภายใน เพื่อให้ต่างชาติมั่นใจและลงทุนกับตลาดหุ้นไทยในระยะยาว
นักลงทุนทุกท่านก็ต้องติดตามกันต่อไปครับ ว่ารัฐบาลชุดใหม่นี้จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้หรือไม่ ถ้าไม่ตลาดหุ้นไทยก็จะ "ติดหล่ม" ไม่ไปไหนอีกเช่นเคย
จบแล้วครับ ช่วยกดไลท์ แชร์ ถ้าเพื่อนๆ เห็นว่าบทความนี้เป็นประโยชน์นะครับ อาจจะไม่ได้เขียนบทความบ่อย (พึ่งมาเขียนเรื่องนี้หลังผ่านมา 4 ปี) แต่จะพยายามเขียนเรื่อยๆ นะครับ ขอบคุณครับ💕
โฆษณา