Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
21 ก.พ. เวลา 12:00 • ธุรกิจ
IBM Simon สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกที่มาก่อนกาลแต่ทำไมถึงเจ๊ง?
เริ่มต้นที่ปี 2007 วันที่โลกเทคโนโลยีต้องจารึกเอาไว้ Steve Jobs ก้าวขึ้นเวทีพร้อมกับอุปกรณ์สี่เหลี่ยมในมือ ท่ามกลางสายตาของผู้ชมที่กำลังจับจ้อง
1
เขาประกาศกร้าวว่า Apple กำลังจะปฏิวัติวงการโทรศัพท์มือถือ
วินาทีที่นิ้วของเขาสัมผัสลงบนหน้าจอเพื่อปลดล็อก เสียงฮือฮาก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งฮอลล์
ภาพจำในวันนั้นฝังลึกอยู่ในหัวของพวกเราทุกคน หลายคนเชื่ออย่างหมดใจว่า iPhone คือผู้ให้กำเนิดสมาร์ทโฟนหน้าจอสัมผัสเครื่องแรกของโลก
หากเราลองเดินไปถามผู้คนตามท้องถนนในวันนี้ คำตอบส่วนใหญ่ก็คงหนีไม่พ้นการยกเครดิตทั้งหมดให้กับความอัจฉริยะของ Apple
แต่ความจริงที่เราเชื่อกันมาตลอด อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเสมอไป…
โลกใบนี้มีโทรศัพท์ที่สั่งการด้วยระบบสัมผัสเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นนับสิบปี
เป็นโทรศัพท์ที่ทำได้แทบทุกอย่างเหมือนสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน
นวัตกรรมเหล่านั้นออกมาก่อนกาลเวลาเสียจนกลายเป็นความล้มเหลวที่น่าเสียดาย และดีไซน์อันล้ำสมัยที่เราคุ้นตาก็อาจได้รับแรงบันดาลใจมาจากแบรนด์แฟชั่นระดับโลก
เรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมนี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่า ทำไมผู้มาก่อนถึงกลายเป็นผู้แพ้
และทำไมผู้ที่มาทีหลังถึงสามารถกวาดรายได้ไปครองเพียงผู้เดียว
…
ย้อนเวลากลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 90 ยุคที่อินเทอร์เน็ตยังเป็นสิ่งแปลกใหม่และเข้าถึงยากสำหรับคนทั่วไป
โทรศัพท์มือถือในยุคนั้นยังมีรูปร่างเทอะทะเหมือนก้อนอิฐ
หน้าที่ของมันมีเพียงแค่การโทรออกและรับสาย ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะทำอะไรได้มากกว่านั้น
แต่ท่ามกลางข้อจำกัดทางเทคโนโลยี มีวิศวกรหัวก้าวหน้ากลุ่มหนึ่งจากบริษัทไอทีระดับโลกอย่าง IBM กำลังฝันถึงบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
Frank Canova คือวิศวกรที่มองเห็นความเป็นไปได้จากทฤษฎี Moore’s Law ซึ่งระบุว่าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะมีขนาดเล็กลงในขณะที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
เขาเสนอแนวคิดที่ดูบ้าคลั่งในยุคนั้น นั่นคือการนำคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาย่อส่วนและผสานเข้ากับโทรศัพท์มือถือ
ผู้บริหารของ IBM มองเห็นศักยภาพและไฟเขียวให้เดินหน้าโปรเจกต์ลับที่ใช้ชื่อรหัสว่า Sweet Spot เพื่อสร้างสิ่งที่จะกลายเป็นอนาคตของการสื่อสาร
ในปี 1992 งานแสดงเทคโนโลยี Comdex ได้กลายเป็นเวทีเปิดตัวของสิ่งประดิษฐ์รูปทรงประหลาดที่ไม่มีปุ่มกดตัวเลขแบบดั้งเดิม
มันมีหน้าจอสัมผัสขนาดยาวและมาในชื่อ Simon ซึ่งเป็นการร่วมมือพัฒนาระหว่าง IBM และบริษัทโทรคมนาคม Bell South
มันไม่ได้เป็นแค่โทรศัพท์ แต่มันคือการรวมตัวกันของอุปกรณ์สื่อสารและเครื่องช่วยงานส่วนบุคคล หรือที่เรียกกันว่า PDA
ฟีเจอร์ของมันก้าวล้ำนำยุคไปไกลมาก ผู้ใช้สามารถรับส่งอีเมล ดูปฏิทินนัดหมาย บันทึกที่อยู่ และแม้กระทั่งส่งแฟกซ์ได้จากทุกที่
ในยุคที่การส่งแฟกซ์คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ การมีเครื่องแฟกซ์พกพาติดตัวคือความฝันของนักธุรกิจทุกคน
เทคโนโลยีหน้าจอสัมผัสในตอนนั้นเรียกว่า Resistive ซึ่งต้องอาศัยการออกแรงกดลงบนหน้าจอเพื่อให้วงจรไฟฟ้าทำงาน
แม้จะดูเป็นนวัตกรรมที่น่าทึ่ง แต่มันก็ซ่อนปัญหาใหญ่หลวงเอาไว้เบื้องหลังความล้ำสมัยนั้น…
ปัญหาแรกที่ทำลายประสบการณ์การใช้งานคือเรื่องของแบตเตอรี่
เทคโนโลยีในยุคนั้นยังไม่สามารถรองรับการทำงานที่หนักหน่วงได้
การชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้งต้องใช้เวลายาวนานถึงสิบหกชั่วโมง แต่กลับนำมาใช้งานต่อเนื่องได้เพียงแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น
นอกจากนี้ราคาเปิดตัวยังสูงถึง 899 ดอลลาร์ ซึ่งหากคำนวณอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันจะเทียบเท่ากับเงินจำนวนมหาศาล
ราคาที่แพงระยับประกอบกับการใช้งานหน้าจอที่ต้องใช้ปากกาสไตลัสกดแรงๆ ทำให้ผู้บริโภคทั่วไปเข้าไม่ถึง
ท้ายที่สุด อุปกรณ์ที่ตั้งใจจะเปลี่ยนโลกก็ต้องปิดฉากลง ถูกยกเลิกการผลิตหลังจากวางจำหน่ายได้เพียงหกเดือนเท่านั้น
เวลาผ่านไปกว่าทศวรรษ โลกเทคโนโลยีก้าวเข้าสู่ปี 2006 โทรศัพท์มือถือมีขนาดเล็กลงและมีหน้าจอสีสันสดใส
แต่รูปลักษณ์ภายนอกก็ยังคงเต็มไปด้วยปุ่มกดตัวเลขและแป้นพิมพ์ที่กินพื้นที่หน้าจอไปกว่าครึ่ง
จนกระทั่งบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเกาหลีใต้อย่าง LG ตัดสินใจฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ด้วยการจับมือกับแบรนด์แฟชั่นสัญชาติอิตาลีอย่าง Prada
ความร่วมมือครั้งนี้ก่อให้เกิดสมาร์ทโฟนที่เน้นความหรูหราและดีไซน์ที่ไร้ปุ่มกด ภายใต้ชื่อรุ่น LG Prada
จุดเด่นที่แท้จริงไม่ได้มีแค่ชื่อแบรนด์แฟชั่น แต่มันคือการเป็นโทรศัพท์เครื่องแรกของโลกที่ใช้หน้าจอสัมผัสแบบ Capacitive
เทคโนโลยี Capacitive อาศัยไฟฟ้าสถิตจากร่างกายมนุษย์ ผู้ใช้เพียงแค่ใช้นิ้วแตะเบาๆ บนหน้าจอก็สามารถสั่งการได้ทันที
ไม่ต้องออกแรงกด ไม่ต้องพึ่งพาปากกาสไตลัส มันให้ความรู้สึกที่ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ความสวยงามนวัตกรรมนี้ทำให้ LG Prada คว้ารางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม และทำยอดขายทะลุหนึ่งล้านเครื่องในช่วงเวลาสั้นๆ
ผู้บริหารของ LG ถึงกับมั่นใจว่าดีไซน์ที่ล้ำหน้าของพวกเขาถูกขโมยไอเดียไป หลังจากที่โลกได้เห็นการเปิดตัวของคู่แข่งในเวลาต่อมา
แต่เบื้องหลังความสำเร็จที่ดูเหมือนจะสวยงาม โทรศัพท์สุดหรูเครื่องนี้ก็ยังคงมีบาดแผลฉกรรจ์ที่ซ่อนเอาไว้…
ซอฟต์แวร์ที่อยู่ภายในยังคงทำงานเหมือนโทรศัพท์รุ่นเก่า ไม่สามารถรองรับการติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติมได้อย่างอิสระ
เมนูการใช้งานถูกออกแบบมาอย่างแข็งทื่อ ขาดความยืดหยุ่น และไม่สามารถดึงศักยภาพของหน้าจอสัมผัสออกมาได้อย่างเต็มที่
1
ยิ่งไปกว่านั้น วัสดุที่ใช้ประกอบตัวเครื่องยังคงเป็นเพียงพลาสติกสีดำเงา ซึ่งขาดความรู้สึกพรีเมียมเมื่อเทียบกับราคาที่ต้องจ่าย
1
ในขณะที่ผู้เล่นรายอื่นกำลังหลงทางอยู่กับข้อจำกัดเดิมๆ ชายที่ชื่อ Steve Jobs กำลังซุ่มพัฒนาอาวุธลับที่จะมาเปลี่ยนเกม
เขาไม่ได้เริ่มต้นจากการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมด แต่เขาเฝ้ามองพฤติกรรมของผู้คนและมองหาจุดที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ
เขาสังเกตเห็นผู้คนที่ต้องพกพาทั้งโทรศัพท์มือถือและเครื่องเล่นเพลง iPod ไปพร้อมกันในกระเป๋าเสื้อ
คำถามที่จุดประกายการเปลี่ยนแปลงคือ จะเป็นอย่างไรถ้าเราสามารถรวมอุปกรณ์ทุกอย่างไว้ในเครื่องเดียว และทำให้มันใช้งานได้ง่ายที่สุด
Apple นำเทคโนโลยีหน้าจอสัมผัสที่มีอยู่แล้วมาขัดเกลาใหม่ ผสานเข้ากับระบบปฏิบัติการ Mac OS ที่ถูกย่อส่วนลงมา
ผลลัพธ์ที่ได้คืออินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ลื่นไหล และรองรับการสั่งการด้วยนิ้วมือหลายนิ้วพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า Multi-touch
คุณสมบัตินี้ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้สองนิ้วถ่างเพื่อซูมรูปภาพ หรือย่อหน้าเว็บได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งทำไม่ได้
บ่อยครั้งที่ Steve Jobs มักจะอ้างอิงถึงคำพูดของ Pablo Picasso ที่กล่าวเอาไว้ว่า “ศิลปินที่ดีลอกเลียน ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ขโมย”
การขโมยในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงการลอกเลียนแบบผลงาน แต่คือการหยิบเอาแก่นแท้ของไอเดียมาต่อยอดและทำให้เป็นของตัวเองอย่างสมบูรณ์
iPhone รุ่นแรกไม่ได้เป็นแค่โทรศัพท์ แต่มันถูกวางตำแหน่งให้เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเบราว์เซอร์ Safari ที่เปิดเว็บได้จริงเหมือนบนคอมพิวเตอร์
ตัวเครื่องถูกประกอบขึ้นจากกระจกและโลหะ ให้สัมผัสที่หรูหราและแข็งแรงทนทาน ทิ้งห่างคู่แข่งที่ยังยึดติดกับกรอบพลาสติกเดิมๆ
นวัตกรรมทั้งหมดนี้ถูกรวบรวมและนำเสนอในเวลาที่เหมาะสมที่สุด ช่วงเวลาที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและแบตเตอรี่พร้อมที่จะรองรับการทำงาน
ความล้มเหลวของผู้มาก่อนกาลอย่าง IBM Simon สอนให้รู้ว่านวัตกรรมที่ล้ำหน้าเกินไปมักจะพังทลายหากโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อมรองรับ
ส่วนบทเรียนจาก LG Prada ก็ตอกย้ำว่าฮาร์ดแวร์ที่สวยงามเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเอาชนะใจผู้บริโภคได้ หากปราศจากซอฟต์แวร์ที่ยอดเยี่ยม
ในโลกของการทำธุรกิจและการสร้างสรรค์นวัตกรรม ผู้ที่เป็นคนแรกอาจได้รับการจดจำในฐานะผู้บุกเบิกเส้นทางใหม่
แต่ผู้ที่สามารถนำจิ๊กซอว์เหล่านั้นมาประกอบกัน แก้ไขจุดบกพร่อง และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งาน คือผู้ที่จะคว้าชัยชนะไปในท้ายที่สุด
โทรศัพท์รุ่นบุกเบิกเหล่านั้นไม่ได้ล้มเหลวอย่างสูญเปล่า พวกเขาเป็นเสมือนบันไดขั้นสำคัญที่ปูทางไปสู่อนาคต
ทุกครั้งที่เราใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน นวัตกรรมและความกล้าหาญของผู้สร้างสรรค์ในอดีตยังคงซ่อนตัวอยู่ในนั้นเสมอ…
References : [theverge,wired,cnet,engadget,time]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/ibm-simon-story/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
คลิกเลย -->
https://www.blockdit.com/articles/5cda56f1e5eac0101e278c73
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
การลงทุน
ธุรกิจ
เทคโนโลยี
27 บันทึก
32
21
27
32
21
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย