Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เขียนไว้ให้เธอ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
21 ก.พ. เวลา 11:46 • ความคิดเห็น
คนปานกลางจะมีเงินเดือนหลักแสนได้อย่างไร
ในเพจ mission to the moon ตัั้งคำถามที่น่าสนใจไว้ว่า “ถ้าคนที่ได้เงินเดือนหลักแสน อะไรคือ moment ที่เปลี่ยนรายได้ของคุณ?” ไปอ่านในคอมเม้นท์แล้วน่าสนใจมากๆเลยครับ
https://www.facebook.com/share/15iW3mWA2W/?mibextid=wwXIfr
ผมเองก็เคยโดยถามบ่อยถึงเคล็ดลับการทำงานในตอนที่ยังเป็นพนักงานระดับล่างๆ ว่าจะทำอย่างไรถึงจะมีโอกาสเติบโตขึ้นมา มีเงินเดือนหลักแสนได้บ้าง อาจจะเป็นเพราะผมมีหน้าที่การงานที่ก้าวหน้าได้เร็วในสายตาคนอื่นด้วยต้นทุนที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งพอมองย้อนกลับไปก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
เพราะผมก็เริ่มจากการจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยระดับกลางๆ ภาษาอังกฤษก็กลางๆ ทักษะอะไรก็ไม่มีอะไรเด่น เป็นเด็กต่างจังหวัด พ่อแม่ก็ไม่ได้มีเส้นสายอะไร สามสี่ปีแรกก็ทำงานหนักในสายงานวาณิชธนกิจแต่ก็ไม่ได้ก้าวหน้าเร็วกว่าใคร ก็อยู่ในระดับปานกลางอีก เงินเดือนเริ่มต้นหมื่นแปด
1
สามสี่ปีผ่านไปก็ยังสองหมื่นกว่าอยู่เลย ผมมาก้าวกระโดดเร็วๆ ก็เป็นช่วงย้ายงานครั้งแรกหลังจากทำงานสี่ปี
ในตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าย้ายงานเพราะอยากได้เงินเดือนเพิ่ม โชคก็มีส่วนเยอะเพราะพอดีพี่ที่เขารับคนมาทำงานกำลังท้องแปดเดือน ไม่มีทางเลือกมากนักทำให้ผมได้งานใหม่ที่เงินเดือนดีกว่าเดิมมาก
แต่มารู้ทีหลังว่านอกจากพี่เขาท้องแปดเดือนแล้ว ก็หาคนภายในทำยากเพราะเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำ ก็เลยต้องรีบจ้างคนนอก ซึ่งเป็นผมพอดี และก็เป็นบทเรียนแรก ๆที่พอมองย้อนกลับไปแล้วต้องตอบคำถามนี้ แล้วพอนึกต่อก็จะพอประมวลเพิ่มเติมได้ว่าทำไมผมถึงเติบโตเร็วมากๆ ในช่วงนั้น
1
ผมเคยเขียนเหตุปัจจัยของการได้เงินเดือนหลักแสนไว้ห้าประการ แต่เมื่อวันก่อนมีน้องทีมของ CK ถามผมอีกประเด็นหนึ่ง ก็เลยคิดว่าควรเขียนประการที่หกไว้ แม้ว่าน่าจะดราม่าอยู่บ้างก็ตาม…
1. ทำงานที่ไม่มีใครทำ
2
ในตอนที่ผมย้ายงานมาทำตำแหน่ง investor relation ที่ดีแทคด้วยเพราะเงินเดือนที่ดีขึ้นนั้น ไม่รู้เลยว่าเป็นงานที่หฤโหดสุดหินที่ต้องเจอ investor ฉลาดๆจากทั่วโลกมาถามคำถามยากๆ วันนึงเจอวันละห้าหกประชุมทุกวัน
1
ในตอนนั้นเป็นงานที่ใหม่ในประเทศมาก ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องบริหารจัดการกับ investor หรือนักวิเคราะห์อย่างไร
ดีแทคตอนนั้นจดทะเบียนที่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ที่มีแต่นักลงทุนต่างชาติ ผู้บริหารที่บริษัทก็ไม่ค่อยมีใครอยากเข้าประชุมเพราะไม่อยากถูกซักด้วยคำถามยากๆ ผมก็เลยหลงเข้ามารับงานที่ไม่มีใครอยากทำนี้ด้วยความบังเอิญ
ตอนแรกๆก็ทรมาน คิดว่าตัวเองซวยแต่ก็ไม่กล้าออกเพราะหางานที่เงินดีกว่านี้ไม่ได้ ก็ต้องพยายามหาข้อมูล พยายามพลิกแพลงดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดไห้ได้
แต่ปรากฏว่า พอไม่มีใครอยากทำงานที่ยาก ทำให้ผมกลายเป็นคนเดียวในบริษัทที่ได้เจอ ได้พูดคุยกับนักลงทุนและนักวิเคราะห์
ผมเป็นคนเดียวที่เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้ทุกส่วนเพราะทุกคนเต็มใจที่จะให้ข้อมูลผมไปตอบนักลงทุนเพราะตัวเองจะได้ไม่ต้องไปตอบ ได้เจอผู้บริหารระดับสูงโดยง่าย ทำให้พนักงานระดับกลางอย่างผมเริ่มอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ และผูกขาดองค์ความรู้ของบริษัทด้านนี้ไป
พอบริษัทมีเรื่องราวที่ต้องการการให้ข้อมูลสำคัญๆเช่นปรับโครงสร้างหนื้หรือต้องไปเจรจากับพันธมิตรเข้ามาถือหุ้น ผมก็เป็นคนเดียวที่ซีอีโอต้องพกติดตัวไปด้วยเพราะสามารถตอบคำถามเชิงลึกได้ ทำให้โอกาสหลั่งไหลเข้ามาให้ผมได้โชว์ฝีมือได้เร็วกว่าคนในรุ่นเดียวกัน
คนที่มีฝีมือปานกลาง ถ้าไปทำงานที่ใครๆ ก็อยากทำ โอกาสที่จะแสดงฝีมือเป็นที่ประจักษ์ก็ไม่ง่าย คู่แข่งก็จะเยอะ แต่ถ้าเราหลีกไปพื้นที่ที่ทุรกันดารหน่อยแล้วมีโอกาสทำงานได้อย่างเต็มที่
ก็เป็นเคล็ดลับหนึ่งของคนระดับปานกลางอย่างพวกเราเช่นกัน
2. ทำเกิน
ที่ทำงานแรกของผมคือบริษัทหลักทรัพย์เอกธำรง เป็นที่ที่บ้าพลังเป็นอย่างมากเพราะเต็มไปด้วยคนเก่งๆในยุคที่งานล้นมือ ผมเป็นพนักงานระดับล่างสุดก็คอยรับใช้พี่ๆ พี่ๆส่วนใหญ่ก็จะงานยุ่งมาก ทำไปสอนไป ให้เรียนจากประสบการณ์จริงอย่างเข้มข้น
ตอนหนุ่มๆ สมัยนั้นทำงานกันตีหนึ่งตีสองเป็นเรื่องปกติ มาตรฐานการทำงานก็สูงมากเพราะต้องแข่งกับเวลา เงินจำนวนมากและความถูกต้องของข้อมูล ทำให้เป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดในชีวิตของผมที่นอกจากจะได้วิชาความรู้แล้ว ยังได้มาตรฐานการทำงานที่สูงติดตัวมา
ฝีมือผมเมื่อเทียบกับพี่ๆก็ปานกลางค่อนข้างอ่อนด้อย เลยต้องย้ายงานเพราะเติบโตสู้คนเก่งๆในวงการนี้ไม่ไหว
พอมาที่บริษัทใหม่ มาตรฐานที่ถูกฝึกมาในระดับสูง ทำให้กลายเป็นการทำงานที่ “เกิน” ความคาดหวังของเจ้านายไปมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเสร็จก่อนเวลาที่เจ้านายอยากได้ การทำงานละเอียดพร้อมข้อมูลที่ครบถ้วน ฯลฯ ที่ถูกฝึกมา ความบ้าพลังจากที่ทำงานเก่าก็ติดตัวมาด้วย พอมาย้อนกลับไปและผมก็เคยเขียนถึงเรื่องนี้หลายครั้งว่า
เคล็ดวิชา “ทำเกิน” นั้นเป็นเคล็ดวิชาที่คนระดับปานกลางหรือด้อยโอกาสหลายคนประสบความสำเร็จมานักต่อนัก พี่สาธิตแห่ง propaganda ก็เคยใช้วิชานี้แจ้งเกิดจากการเป็น graphic design โนเนม พอได้งานแรกก็เล่นใหญ่ ขาดทุนไม่ว่าแต่ทำเกินจนได้รางวัลเอามาต่อยอดจนได้งานต่อๆไปได้
หรือพี่สุรชัยแห่ง Illusion CGI ที่ชนะฝรั่งมังค่าไปเป็นอันดับหนึ่งของโลกก็มาจากการทำงานละเอียดเกินความคาดหมายของผู้ว่าจ้างทุกครั้งจนลูกค้าติดใจและบอกต่อ
เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย หรือลูกค้านั้นจะมี “ภาพจำ” ก็ต่อเมื่อเขาได้รับสิ่งที่เกินความคาดหวัง หรือต่ำกว่าความคาดหวัง ถ้าได้เท่าที่คาดเขาก็จะไม่จำ ดังนั้นการที่คนระดับกลางๆจะทำให้เจ้านายจำได้ก็ต้องทำเกินเข้าว่า ของานวันอังคาร จันทร์ก็เสร็จแล้ว ให้ไปถามลูกค้า 10 คนก็ถามซักร้อย
ก็เป็นวิธีที่จะอยู่ในใจเจ้านายและสร้างความประทับใจได้อีกทางหนึ่ง
3. ทำให้นายเป็นง่อย
1
ตอนที่ผมทำงานเป็น investor relation นั้น ทุกๆสามเดือนก็จะต้องมี Roadshow ไปพูดคุยให้ข้อมูลกับนักลงทุนต่างประเทศ แถบเอเชียเราๆบ้าง บางทีก็ไปไกลถึงยุโรปหรืออเมริกา ไปทีก็หลายวัน
งานที่ไปพบนักลงทุนก็โหดตั้งแต่เช้าจนเย็นเพราะไปทั้งทีก็ต้องไปให้คุ้ม เรื่องเที่ยว ช้อปปิ้งนั้นแทบไม่มี แต่ตอนที่ผมไปกับเจ้านาย เจ้านายก็อยากจะมีเวลาไปชอปปิ้งบ้าง ผมก็รับอาสาดูแลนักลงทุนให้เพราะเป็นงานหลักของผมอยู่แล้ว หนักๆเข้าผมก็บอกนายเลยด้วยซ้ำว่ามาเข้าซักครั้งสองครั้งก็พอ ที่เหลือผมรับหน้าเสื่อให้หมด
2
นายผมในตอนนั้นก็ชอบที่จะไปกับผมมากเพราะมีเวลาไปเที่ยวเตร่ได้อย่างสบายใจ ไม่มีผมนี่ถึงกับต้องยกเลิกทริปเอาเลยด้วยซ้ำ
ไม่เฉพาะแค่เรื่องนี้ งานยากๆเหนื่อยๆทั้งหลายที่นายไม่ชอบทำ เจรจาปรับโครงสร้างกับเจ้าหนี้โหดๆ คุยให้ข้อมูลกับฝรั่ง ฯลฯ ความเคยชินกับความสบายทำให้เวลาจะประเมินปลายปีหรือปรับตำแหน่งอะไรก็ตาม น้ำหนักข้อนี้จะมีส่วนอย่างมากเช่นกัน
ลองนึกถึงแม่บ้านรู้ใจที่บ้านที่ทำทุกอย่างก็ได้นะครับ เวลาลาทีแทบจะกราบขอให้กลับมาไวๆ โบนัสก็ต้องให้ไว้ก่อนเพราะลาออกทีความยากลำบากทั้งหลายจะตามมาทันที
ฉันใดก็ฉันนั้นในมุมการบริหารเจ้านายไม่ว่าจะเจ้านายจะเป็นใคร
4. ทำสำเร็จไม่ใช่ทำเสร็จ
4
ผมพูดเรื่องนี้อยู่บ่อยครั้งและเป็นปรัชญาการทำงานที่คอยพยายามสอนน้องๆที่รู้จักกันเสมอ
ในฐานะที่เป็นเจ้านาย มีลูกน้องมาพอสมควร ลูกน้องที่เราไว้ใจและนึกถึงตลอด พร้อมที่จะสนับสนุนเชิดชูให้โอกาสก็คือลูกน้องที่ทำงานสำเร็จ ไม่ใช่แค่เสร็จ
เพราะในบริษัทโดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะทำงานแค่เสร็จคือทำแค่ในส่วนของตัวเองให้จบ งานจะสำเร็จหรือไม่ ลูกค้าจะพึงพอใจหรือไม่ไม่ใช่เรื่อง เพราะหน้าที่เรามีแค่นี้ ติ๊กถูกก็จบ ซึ่งคนเหล่านี้ต่อให้เก่งแค่ไหนก็แทบจะไม่มีประโยชน์ในการทำงานในปัจจุบัน
ผมอยากยกตัวอย่างวิธีคิดแบบทำสำเร็จไม่ใช่ทำเสร็จที่พอเห็นภาพก็คืองานเลขา ถ้านายให้นัดคุณธนาให้หน่อย ทำแค่เสร็จก็คือส่งเมล์ไปนัดให้แล้ว เขาตอบหรือไม่ตอบ ว่างหรือไม่ว่างก็ไม่รู้ถือว่าทำตามสั่งแล้ว แต่งานที่จะสำเร็จจริงๆก็คือ การที่ให้นัดคุณธนาเพราะนายอยากจะเจอคุณธนา ส่งเมล์ไปแล้วก็ต้องมั่นใจว่าอีกฝั่งได้อ่าน ถ้าไม่ได้อ่านก็ต้องหาทางติดต่อให้ได้คำตอบ ถ้าว่างไม่ตรงกันก็ต้องพยายามหาทางขยับวันของทั้งคู่จนตรง คอนเฟิมเสร็จก็เตือนเมื่อใกล้เวลา
1
งานจะสำเร็จก็ต่อเมื่อทั้งคู่ได้เจอกันเป็นต้น
ทัศนคติของคนที่ทำงานสำเร็จไม่ใช่เสร็จ เป็นทัศนคติที่คนระดับกลางๆได้งานที่ดีและชนะคนเก่งๆมากนักต่อนักแล้วนะครับ
1
5. ทำอะไรไม่รู้แต่ยกมือไว้ก่อน
คุณตัน ภาสกรนที เริ่มงานจากระดับต่ำสุดของห่วงโซ่อาหาร ก็คือเป็นจับกังแบกของ แต่ไม่นานคุณตันก็กลายเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์ เงินเดือนขึ้นมาหลายเท่า
คุณตันเล่าถึงเคล็ดลับของคนที่การศึกษาน้อย พูดก็ไม่ชัด หน้าตาก็ไม่ดีไว้ว่า มีอะไรใครไม่ทำ งานตรงไหนต้องการคนช่วย วันหยุดขาดแรงงาน แกยกมืออาสาไว้ก่อน หนักเอาเบาสู้ ไม่เกี่ยงงาน ทำให้นายก็จำนายตันได้แม่นกว่าจับกังคนอื่น
แล้วทำไมถึงได้เป็นซุปเปอร์ไวเซอร์ในระยะเวลาอันสั้น … ผมถามคุณตัน คุณตันเปิดแผลเป็นที่หลังให้ดู พร้อมเล่าว่า พอทำเป็นจับกังได้ซักพัก บริษัทมาถามหาคนในว่ามีใครขี่มอเตอร์ไซด์เป็นมั้ย คุณตันรีบยกมือก่อนใคร เลยได้งานเป็นซุปเปอร์ไวเซอร์ที่ต้องขี่มอเตอร์ไซด์ไปขายของเยี่ยมลูกค้า
แล้วทำไมถึงได้แผล..ผมถามต่อ คุณตันเลยเฉลยว่า ตอนที่แกยกมือนั้น แกขี่มอเตอร์ไซด์ไม่เป็น แต่เห็นโอกาสมาเลยคว้าไว้ก่อน แล้วต้องไปหัดขี่ในเวลาสั้นๆ ก็ล้มอยู่หลายครั้งจนได้แผลเป็นมา
1
ผมเองก็มีนิสัยที่ไม่ค่อยแน่ใจก็จะยกมือไปก่อน ทำให้โอกาสที่จะได้ทำอะไรใหม่ๆและหลากหลายมากขึ้นตาม ผลพลอยได้ก็คือได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆที่ทั้งสำเร็จและล้มเหลว และที่สำคัญคือทำให้ผู้ใหญ่จำเราแม่นว่าเป็นคนไม่เกี่ยงงาน
มีงานอะไรหลังๆก็จะมาให้โอกาสคนระดับกลางๆอย่างเราก่อนเสมอเพราะไม่อิดออด ไม่ชักสีหน้า แต่กระตือรือร้นที่จะลองด้วยความเต็มใจ
6. ย้ายงานเมื่อมีโอกาส
เขียนประเด็นนี้บริษัทส่วนใหญ่อ่านเข้าก็คงไม่ชอบใจ แต่ในชีวิตจริง การอยู่บริษัทเดียวยาวๆนั้น โอกาสขึ้นเงินเดือนแบบก้าวกระโดดนั้นยากมาก แม้เราจะมีผลงานโดดเด่นก็ตาม เพราะบริษัทจะขึ้นเงินเดือนทีก็อย่างมาก 4-5%
คิดในหัวก็เห็นเงินเดือนตัวเองสิบปีจากนี้โดยไม่ยาก แถมยุคนี้สมัยนี้มีปลดออก มีเออลี่ตั้งแต่ 45 ปีก็มี เป็นพนักงานอยู่ที่เดียวโอกาสไปไหนไกลก็ยาก แน่นอนว่าคงมีบริษัทที่มีระบบที่ดีในการดูแลคนเก่ง บางบริษัทโดยเฉพาะบริษัทแบบเถ้าแก่ก็มีตัวอย่างให้เห็น แต่ก็ไม่ได้เยอะเท่าไหร่
การย้ายงานแต่ละครั้ง ถ้าเขาต้องการเราจริง เงินเดือนก็มีโอกาสขึ้นหลายสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ผมก็ไม่ได้แนะนำให้ไปแนว job hopping ที่ไม่มีความรู้ความสามารถ หรือประสบการณ์ที่ดีพอที่จะยืนระยะได้ยาวๆ ไม่เช่นนั้นย้ายสองสามทีก็ไปต่อไม่ได้แล้ว
1
การสั่งสมประสบการณ์ที่ทำให้เราเก่งขึั้น เรียนรู้ทักษะใหม่ตลอดเวลา ฝึกนิสัยที่เป็นคุณแก่ตัวเอง ทำงานสำเร็จเยอะๆให้ทั้งเรซูเม่เราดูดีและเราตอบคำถามได้จริงๆเวลาจะย้ายงาน ทำให้เพื่อนร่วมงานรัก หัวหน้าชื่นชม พอที่ทำงานใหม่โทรมาถามก็ได้รับ feedback ที่ดี ฯลฯ ในระหว่างที่เราไม่ได้พร้อมย้ายงานถึงจำเป็นมากๆ
และเมื่อพร้อม การย้ายงานก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เงินเดือนก้าวกระโดดได้เช่นกัน
1
ผมอ่านในความเห็นของโพสต์ mission to the moon แล้ว ความเห็นส่วนใหญ่ก็อยู่ในแนวทางที่ผมเคยประสบมาแทบทั้งสิ้น
ถ้ายังจะรักการเป็นพนักงาน เป็นมืออาชีพอยู่ และตัวเองก็ไม่ได้มีทักษะอะไรโดดเด่นนัก เดินตามวิถีที่ผู้คนเคยทำมาในคอมเม้นก็ดูจะเป็นทางที่พิสูจน์แล้วอยู่ไม่มากก็น้อยนะครับ…
76 บันทึก
61
86
76
61
86
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย