22 ก.พ. เวลา 02:12 • ธุรกิจ

สินค้าจีนทะลัก ทำลายเศรษฐกิจจริงเหรอ ?

ตอนนี้ผมเห็นกองเชียร์จีนหาสารพัดเหตุผล
มาแก้ตัว กับการเตือนของ IMF เรื่องนี้นะครับ
แต่เพราะนี่วันอาทิตย์ ผมจะไม่เขียนให้โทนมันการเมืองจ๋า
มากจนเกินไปนะครับ
…เอาว่าจะเล่าให้ฟัง ในฐานะคนมีกิจการคนนึง
ที่ได้รับผลกระทบจริงๆ ให้ฟังแล้วกันนะครับ ….
ถ้าให้ตอบคำถามว่าเรื่องนี้จริงไหม
หรือเป็นการใส่ร้ายของชาติตะวันตก
อันนี้ตอบแบบไม่ต้องอคติเลย คือ “จริง” 100% ครับ
จริงๆก็ไม่ต้องหาเหตุผลอะไรมานั่งเถียงกันเลย
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับไทยเราเอง ที่เราทุกคนเจอกันอยู่นี่แหละ
คือคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว
และที่อื่นก็มีสภาพไม่ต่างกันเลย โดยเฉพาะในยุโรปยิ่งหนัก
ปัญหาของฝรั่งจริงๆ เขาไม่ใช่กลัวเรื่องขายสู้ไม่ได้นะครับ
อันนี้ปกติ ที่ยอดขายของสินค้ายุโรปมันจะแพ้ เพราะเงื่อนไข
ทางราคานั้น กำหนดทิศทางให้เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว
แต่ปัญหาจริงๆ ที่ทั้งโลกต้องเจอจากสินค้าจีน
คือมันไปบิดเบือนกลไกทางราคาและค่าแรงนี่ล่ะครับ
และยิ่งกับประเทศที่ค่าแรงสูงก็จะยิ่งกระทบแรง
…โดยคอนเซ็ปท์ปัญหาที่สินค้าจีนสร้าง ก็คือมันไปกดราคา
และต้นทุน ในชาติอื่นนั่นแหละครับ….
ถ้ามองมุมผู้บริโภคปกติ ก็อาจบอกว่า ก็ดีสิ ของถูก
ใครๆก็ซื้อได้ ซึ่งก็ไม่ผิดครับ
แต่ปัญหาคือ เมื่อคุณมองภาพรวมของสังคม
คุณจะพบเลยว่า ของที่ถูก “เกินไป” มันสร้างปัญหามากกว่า
คือ เราต้องเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจโลก
ก่อนจีนเข้ามามีบทบาทมากอย่างปัจจุบันก่อนนะครับ
ก่อนยุคสินค้าจีนครองโลกเนี่ย
แต่ละประเทศก็เศรษฐกิจโตมาตลอด
และส่วนมาก ทั้งค่าครองชีพและค่าแรง
มันก็สูงกว่าจีนมากแทบทุกที่อยู่แล้ว
เมื่อสินค้าจีนมีราคาต่ำกว่าค่าครองชีพนั้นมากเกินไป
มันก็ไปสร้างปัญหา ให้ประเทศที่สินค้าทะลักเข้าไปอย่างมาก
มันไม่ใช่ว่า คนได้ประโยชน์เพราะมีของถูกใช้อีกแล้ว
เพราะสินค้าที่ถูกไปนั้น มันไปกระทบกับการสะท้อนรายได้
และต้นทุนของธุรกิจมากจนเกินไป
ง่ายๆแบบชาวบ้าน คือมันไปกดมาตรฐานราคาครับ
จนคนในประเทศปลายทางสินค้าจีนเค้าอยู่ไม่ได้นั่นแหละ
เช่น ในงานก่อสร้างนี่แหละ ชัดมากเลย
เพราะสินค้าจีนนั้นไม่ได้มีแต่สินค้าสำเร็จรูปนี่แหละ
การที่สินค้าต้นทุน เครื่องจักร มันก็เยอะ อันนี้เลยยิ่งมีปัญหา
ผมยกตัวอย่างง่ายๆนะ ไม่เอาสินค้าสำเร็จรูปเลย
เราจะพูดถึง ต้นทุนผู้ประกอบการเก่า ใหม่ล้วนๆเลย
สมมุติว่าบริษัทนึง สั่งเครื่องจักรมาสักสิบห้าปีก่อน
จากผู้ผลิตตั้งเดิม อย่างญี่ปุ่นหรือฝรั่ง
ก็คือ มันจะแพงกว่าเจ้าใหม่ที่ลงทุนด้วยสินค้าต้นทุนจีน
ค่อนข้างมาก ถูกไหมล่ะครับ
ยิ่งถ้ามองถึงสินค้าวัตถุดิบด้วย เพื่อรวมออกมาเป็นต้นทุน
บวกกำไรของผู้ประกอบการท้องถิ่นด้วย ก็จะยิ่งหนัก
อย่างในไทยเราเนี่ย เราสร้างมาตรฐานราคามาด้วย
เครื่องจักรญี่ปุ่น ผสมกับค่าวัตถุดิบพื้นฐานของเราเอง
ซึ่งถ้าคุณจะทำตู้บิ้วอินหนึ่งใบ มันจะอยู่ที่ 15,000 บาท
รวมค่าแรง กำไร ถึงจะคุ้มค่าได้
อันนี้คือกรณี ใช้วัสดุพื้นฐาน เช่น ไม้ ลามิเนตต่างๆ
ที่ผลิตในบ้านเรานะครับ
แต่หากคุณเปลี่ยนสัสดุพื้นฐานจากจีนเลย
ราคามันจะลดลงได้มากกว่า 30% ทีเดียว
มองเผินๆ เหมือนดีใช่ไหมล่ะครับ ของถูกลง
คนน่าจะซื้อมากขึ้น
มันควรจะเป็นงั้นครับ ถ้าคนมีเงิน ที่จะซื้อ
แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่
เพราะเมื่อราคาต่อหน่วยมันถูกกว่าที่เคยเป็นมา
สิ่งที่ตามมา คือการลดลงของกำไร ของผู้ผลิตไทยครับ
และถ้ามันลดลงแค่กำไร มันก็คงไม่ใช่ปัญหานัก
ปัญหาที่หนักกว่า คือกระแสเงินสดที่เข้ามาของธุรกิจ
มันไปลดลงด้วยน่ะสิครับ แต่ในอีกทางคือรายจ่ายมันเท่าเดิม
หรือเพิ่มขึ้นจากเงินเฟ้อ และค่าแรงด้วยนี่สิ
คือ ต่อให้กำไรผู้ผลิตไทยมากขึ้น จากวัสดุราคาถูก
แต่เพราะกระแสเงินสดที่ใช้กับรายจ่ายมันน้อยลง
มันก็จะเลี่ยงไม่ได้ ที่จะต้องไปลงกับแรงงาน
คือ เราอาจจ้างน้อยลง หรือเลือกใช้เครื่องจักรจีนมากขึ้น
และแน่นอน ไม่สามารถขึ้นค่าแรงได้ ตามอัตราเงินเฟ้อ
เมื่อเป็นแบบนั้น ผู้ใช้แรงงาน ที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่สุด
ในสังคม ก็เลยถูกจำกัดค่าแรงไปด้วยโดยปริยาย …
…แน่นอน เมื่อคนจำนวนมาก กลุ่มใหญ่ที่สุด ไม่มีความ
เติบโตของรายได้เลย สังคมโดยรวม จึงมีเงินในระบบน้อยลง
ซึ่งก็จะทำให้เศรษฐกิจของท้องถิ่น ไม่โตไปด้วยนั่นเอง….
…และเราต้องไม่ลืมนะครับ สินค้าจำเป็นในชีวิตเรา
มันไม่ได้ถูก เหมือนของที่มาจากจีนทั้งหมด พอเป็นงั้น
สินค้าบางรายการมันจึงแพงกว่าค่าแรงไปด้วย
…มันทำให้เงินภาวะ “ไม่โต” กันไปทั้งระบบ…
…และไม่ใช่แค่กับคนจนเอง คนรวยที่ขายของ ก็ได้รับผล
ที่รุนแรงมากตามไปด้วย เพราะคนจนไม่มีเงินมาซื้อของ….
ครับ แล้วนึกดู นี่ผมพูดเฉพาะในไทยที่ค่าแรงมันไม่สูงมากนะ
แล้วคิดสิ ทางยุโรป ที่มาตรฐานค่าแรงเขาสูงกว่าเรา
หลายเท่า จะโดนหนักแค่ไหน
…มันจึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่ IMF เตือนมาแบบนั้น….
แล้วในความเป็นจริง มันก็ไม่ใช่แค่คู่ค้าจีนที่มีปัญหา
จีนเองก็เจอปัญหานี้ จนการเติบโตต่ำลงเรื่อยๆ
อย่างที่เราเห็นกันนี่ล่ะครับ
ซึ่งพวกเขาเอง ก็รับรู้ดีถึงปัญหา แต่ก็แก้ไม่ได้
เพราะการสร้างมาตรฐานราคาไว้ต่ำมาก
จึงเกิดการตัดตอนในสิ่งต่างๆ ไม่ต่างกับที่อื่น
คนจีนน่ะลงทุนไปแล้ว แต่เมื่อราคาไม่วิ่งตามการเติบโต
มันจึงยิ่งกลายเป็นปัญหา
และยิ่งกำลังการผลิตล้น คนจีนก็ซับกำลังผลิตไม่ไหว
ต้องส่งออกมาเพื่อกระแสเงินสดของผู้ผลิต มันก็ยิ่งแย่
เพราะมันจะเหมือนโลก ต้องเจอกับการลดล้างสต๊อก
อยู่ตลอดเวลา จนเศรษฐกิจโลกมันไม่โต ….
…อย่างที่ควร และเป็นมาตลอดนั่นเอง….
การบิดเบือนกลไกทางราคาของผู้ผลิตจีนนั้น
ส่งผลมากกว่าครั้งไหนในประวัติศาสตร์โลกครับ
ถ้าเราย้อนเวลาไป ในสมัยที่กำลังการผลิตโลก
อยู่ในมือฝรั่ง ญี่ปุ่น พวกเขาจะควบคุมกำลังผลิตไว้
ในจุดที่มีกำไรได้
การจ้างประเทศแรงงานราคาถูก อาจทำให้ราคาลดลง
มากกว่าประเทศเจ้าของผลิตเองก็จริง แต่กำลังผลิต
ที่มันไม่มากล้นเกินไปนั่นเอง ทำไห้ผลมันต่างกับที่จีนทำ
จีนเองก็อยากแก้ไขปัญหานี้เหมือนกัน
เราจะเห็นว่า พวกเขาเริ่มแบ่งเกรดสินค้า ถูก แพง
ให้ชัดเจน และสอดคล้องกับตลาดโลกมากขึ้น
แต่มันสายเกินไป เพราะระบบของจีนนั้น พลาดแต่แรก
มันแก้อะไรไม่ได้อีกแล้ว เพราะหากจีนไปสั่งลดกำลังการผลิต
ให้เหมาะสม สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือการตกงานของคนจีนเอง
จีนและโลก จึงอันตราย
และอยู่บนปากเหวของเศรษฐกิจกันทั้งหมด
อย่างทีี IMF เตือนมานั่นเอง….
มันไม่ใช่การใส่ร้ายหรอกครับ
และมันเป็นปัญหาที่เผชิญด้วยกันทั้งโลก
แม้แต่กับจีนเอง พวกเขาก็ไม่ต้องการแบบนี้
ปัจจุบัน จีนมีปัญหามากนะครับ ดีไม่ดีหนักกว่า
ที่ประเทศปลายทางสินค้าโดนอีก
ไม่รู้นะ ผมว่าการแก้ปัญหามันต้องทำกันทั้งโลก
มากกว่าที่จะไปมองว่าเป็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์
แล้วไม่แก้ไขร่วมกัน
ปัจจุบัน จีนเป็นมหาอำนาจครับ
ดังนั้น พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อชาวโลก
ให้มากขึ้นกว่าที่เป็น
ด้วยสถานะชาติใหญ่ของจีน พวกเขาต้องยอมรับ
และแก้ไขครับ
….ไม่งั้น ก็ลากกันพังหมดแหละครับ….
…แม้แต่จีนเอง พวกเขาก็ไม่ใช่ว่ารอดนะ …
โฆษณา