7 มี.ค. เวลา 11:30 • หนังสือ

5 แนวคิดจากหนังสือ "อย่าถามว่า ‘ทำไม’ ถ้าอยากได้ความจริง"

✅ 1 ทำไมไม่ควรถามว่า ‘ทำไม’ ‘เพราะอะไร’ ‘ปัญหาคืออะไร’
เพราะมันไปกระตุ้นความเชื่อเดิม ออกมา ซึ่งมันไม่ใช่ข้อเท็จจริง
มันทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ 3 ประการ
1
1 ส่งผลให้รับรู้ปัญหาหรือวิเคราะห์ผิดพลาดไป
2 กระตุ้นให้อีกฝ่ายหาข้อแก้ตัว
3 บังคับให้อีกฝ่ายต้อง เดาใจผู้ถามเพื่อตอบให้ถูกใจ
ยิ่งมีความแตกต่างระหว่างลำดับขั้น ยิ่งมีผล เช่นหัวหน้ากับลูกน้อง
✅ 2 คนเราจะสื่อสารไม่เข้าใจเพราะการตั้งคำถามไม่ถูกต้อง
ซึ่งคำถามมีทั้งหมด 3 ประเภท
1 คำถามเชิงอารมณ์ คือ การถามอารมณ์หรือความรู้สึก
เช่น อาหารเช้าที่คุณชอบคืออะไร
2 คำถามอิงความเชื่อเดิม คือ การถามความคิดเห็น
เช่น ปกติแล้วคุณกินอะไรเป็นอาหารเช้า
3 คำถามหาข้อเท็จจริง คือ การถามข้อเท็จจริง
เช่น ตอนเช้าคุณกินอะไร
เราควรลดคำถามแบบที่ 2 ออกไปให้ได้มากที่สุด และเปลี่ยนเป็นแบบที่ 3 แทน เพราะ
1 เพื่อทำให้การสื่อสารไม่คลาดกเคลื่อน
2 เพื่อวิเคราะห์ปัญหาอย่างสุขุมและเป็นกลาง
✅ 3 วิธีตั้งคำถามหาความจริง
1 ถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตหรือปัจจุบัน
อย่าถามว่า จะทำไหม แต่เป็น ตอนนียังทำอยู่ไหม
2 กำหนดเวลาหรือประธาน
อย่าถามว่า ปกติแล้ว แต่ให้เปลี่ยนเป็น วันนี้ล่ะ หรือ ล่าสุดล่ะ
อย่าถามว่า ทุกคน แต่ให้เปลี่ยนเป็น คุณสบายดีไหม หรือ คุณ?? สบายดีไหม
✅ 4 เทคนิคที่จะช่วยเราในการตั้งคำถามหาข้อเท็จจริง
1 ตั้งคำถามที่ทำให้นึกออกโดยไม่ต้องคิด
2 เชื่อมคำถามด้วยคำตอบของอีกฝ่าย
3 ตั้งคำถามโดยนึกเสมอว่า อีกฝ่ายจะตอบง่ายหรือเปล่า
✅ 5 คำถามหาข้อเท็จจริงที่ใช้ได้ทุกสถานการณ์
โดยมีหลักสำคัญ คือ ปัญหาเป็นของใคร ต้องให้คนนั้นแก้เอง มีทั้งหมด 4 ขั้นตอน
📌 1 ระบุประเด็นปัญหา คือ การตรวจสอบระหว่างอุดมคติและความเป็นจริง
ซึ่งเราจะลดระยะห่างนี้ได้โดย
1 เปลี่ยนความจริงที่เป็นอยู่ให้เข้าใกล้ที่อยากให้เป็น
2 ลดเป้าหมายลง
สำหรับขั้นตอนนี้ ต้องแก้อีกปัญหา คือ การลดความคลุมเครือของปัญหาออกไป
เช่น ง่วงบ่อยเพราะนอนไม่พอ-> สภาพที่ตื่นตัวเสมอ
📌 2 ตรวจสอบว่าผู้เกี่ยวข้อง คือ ใคร
เมื่อรู้แล้วก็ควรถามเจ้าตัวตรงๆ ไม่ควรฝากถามผ่านผู้อื่น
เพราะอาจทำให้สื่อสารคลาดเคลื่อนไปได้
📌 3 วิเคราะห์ข้อเท็จจริงเพื่อให้เห็นความจริง
มี 8 เทคนิคด้วยกัน
1 เริ่มด้วยคำถามว่าเมื่อไหร่
ด้วยคำถาม ครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ หรือ ครั้งแรกเมื่อไหร่
ถ้าเราค่อยๆถามไปเรื่อยๆ จะทำให้อีกฝ่ายนึกคำตอบและตอบถูกต้องแม่นยำที่สุด
2 ถ้าสงสัยว่า ‘จริงจังแค่ไหน’
ให้ถามถึงการแก้ปัญหาที่ผ่านมา
ด้วยคำถาม ที่ผ่านมาได้ทำอะไรเพื่อแก้ปัญหานั้นไหม
3 ถ้าอีกฝ่ายดูจะแก้ปัญหาไม่ได้ ลองถามดูว่าได้ลองถามคนอื่นหรือยัง
ด้วยคำถาม ลองปรึกษาคนอื่นหรือยัง หรือ มีใครเคยมีปัญหาแบบนี้บ้างไหม
4 เมื่อสงสัยว่ามันเป็นปัญหาหรือเปล่า ให้ลองถามผลกระทบ
ด้วยคำถาม ปัญหาเป็นอย่างไรบ้าง มันส่งผลกระทบอย่างไร
เพราะบางครั้ง มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ต้องรีบแก้ไขก็ได้ ความกังวลเราอาจจะลดลงได้
5 ถ้าสงสัยในการตัดสินใจ ลองถามถึงการตัดสินใจในอดีต
ด้วยคำถาม ตอนนั้นมีทางเลือกไหนอีกบ้าง
6 ถ้าอีกฝ่ายบอกว่า ?? ไม่พอ ให้ถามว่า ขาดอีกเท่าไหร่
ด้วยคำถาม แล้วยังขาดอีกเท่าไหร่ถึงจะพอ หรือ
อะไรทำให้รู้ว่าไม่พอ หรือ ค่าประมาณการนั้นมาจากไหน
7 ถ้าอีกฝ่ายบอกว่าทำไม่ได้ ให้ถามว่า ใครเป็นคนกำหนด
8 ถ้าอยากรู้ว่าทำไมรู้แล้วแต่ทำไมยังไม่ทำ ก็แค่ยิ้มน้อยๆแล้วมองอีกฝ่ายก็พอ
เพราะเราสามารถพาม้าไปดื่มน้ำได้ แต่ไม่อาจบังคับม้าที่ไม่กระหายมากินน้ำได้
จนมาถึง phase สุดท้าย
📌 ขั้นตอนสุดท้าย 4 ‘เชื่อมั่นและรอคอย’ ว่าจะเกิดการแก้ไข
เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะเป็นคนจัดการปัญหาได้
เราทำได้เพียงให้คำแนะนำ เชื่อมั่นและรอคอยถึงการเปลี่ยนแปลง
สุดท้ายเล่มนี้จะสรุปกระบวนการหาข้อเท็จจริงได้จาก
กระตุ้นด้วยการตั้งคำถาม หาข้อเท็จจริง จากนั้นก็เชื่อมั่นและรอคอย
ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งชีวิตประจำวันและการทำงานเลยครับ
ความคิดเห็นหลังอ่าน
หนังสือเล่มนี้แนะนำครับ ผมมองว่าเป็นการลดความผิดพลาดในการสื่อสารออกไปและยังช่วยให้อีกฝ่ายมองเห็นและแก้ไขปัญหาด้วยตนเองได้
การถามว่าทำไมมันยังคงใช้ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นการคุยเล่นกัน หรือการพูดคุยกับตัวเอง
แต่บริบทของหนังสือเล่มนี้ เขาเน้นไปที่การสนทนาเพื่อค้นหาข้อเท็จจริง
ซึ่งบางครั้งการเปิดประโยคบทสนาด้วยคำถามอื่นมันอาจจะดีกว่า
ทั้งนี้เพื่อความสบายใจของอีกฝ่ายและความจริงที่ไม่ถูกบิดเบือนนั่นเอง
และสุดท้าย ผมก้ขอปิดด้วยประโยคจากชื่อหนังสือ
ถ้าอยากได้ความจริง อย่าถามว่า ‘ทำไม’ ครับ
ผู้เขียน โทโยคาซค นากาตะ
ผู้แปล ทิษรา รัตนาภิรัต คุโด
สำนักพิมพ์ How to
จำนวนหน้า 178 หน้า
โฆษณา