23 ก.พ. เวลา 11:45 • ประวัติศาสตร์
Heldenplatz

มายากลลวงโลกแห่งศตวรรษที่ 20

เมื่อออสเตรียเปลี่ยน ‘ฮิตเลอร์’ ให้เป็นคนเยอรมัน และปั้น ‘เบโธเฟน’ ให้เป็นคนออสเตรีย
ปี 1945 หลังม่านควันแห่งสงครามโลกครั้งที่สองรูดปิด ยุโรปที่เหลือเพียงซากปรักหักพังถูกบีบให้ต้องตอบคำถามแห่งยุคสมัย
คุณคือผู้แพ้ หรือผู้ชนะ? คุณคืออาชญากร หรือเหยื่อผู้บริสุทธิ์?
ในขณะที่เยอรมนีต้องก้มหน้ายอมรับตราบาป จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามมหาศาล และแบกรับความเกลียดชังจากคนทั้งโลก
ออสเตรียกลับทำสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เธอ "เปลี่ยนบทบาท" กลางอากาศ จากผู้สมรู้ร่วมคิดระดับแกนนำ กลายเป็นเหยื่อผู้บอบช้ำ
และที่น่าทึ่งที่สุดคือ... โลกทั้งใบยอมเชื่อมายากลฉากนี้
พวกเขาทำได้ยังไง? ทำไมเพื่อนบ้านที่เคยแนบชิดสนิทเชื้ออย่างแยกไม่ออก ถึงลอยตัวเหนือความผิดบาป และชุบตัวใหม่ในฐานะ "ดินแดนแสนสวยแห่งเสียงดนตรี" ได้อย่างหน้าตาเฉย?
คำตอบทั้งหมดไม่ได้ซ่อนอยู่ในสมรภูมิรบ... แต่ซ่อนอยู่ใน "ศิลปะแห่งการเลือกจำ" และ "กระดาษเพียงแผ่นเดียว"
  • เมื่อปีศาจไม่ได้มาเยือน... แต่ฮิตเลอร์แค่ "กลับบ้าน"
ประวัติศาสตร์ฉบับฟอกขาวมักท่องจำกันว่า ออสเตรียถูกกองทัพของอาณาจักรไรช์ที่ 3 (Third Reich) บุกยึดครองอย่างโหดร้าย ทว่าภาพถ่ายและฟุตเทจทางประวัติศาสตร์ที่จัตุรัส Heldenplatz หน้าพระราชวัง Hofburg กลับเล่าความจริงที่น่ากระอักกระอ่วน
วันที่ 15 มีนาคม 1938 ที่แห่งนี้ไม่ได้เงียบสงบเหมือนที่จอดรถม้าให้นักท่องเที่ยวในปัจจุบัน แต่มันคือเวทีแห่งความคลุ้มคลั่ง ชาวเวียนนากว่า 200,000 คน ยืนเบียดเสียดโห่ร้องต้อนรับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เสียงตะโกนสดุดีดังกึกก้อง ธงสวัสดิกะถูกประดับประดาโบกสะบัดทั่วทุกมุมเมือง
เหตุการณ์การผนวกดินแดน (Anschluss) ในวันนั้นถูกขนานนามว่า 'Blumenkrieg' หรือ สงครามดอกไม้ เพราะกองทัพเยอรมันที่เคลื่อนพลเข้ามาถูกต้อนรับด้วยช่อดอกไม้และรอยยิ้ม
ไม่มีกระสุนถูกยิงแม้แต่นัดเดียว
ตัวเลขทางสถิติยิ่งตอกย้ำความจริงที่ถูกลืม ผลประชามติในเดือนเมษายนปีเดียวกัน ออกมาว่า 99.7% "เห็นด้วย" กับการรวมดินแดน และมีชาวออสเตรียถึง 700,000 คน สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคนาซีด้วยความเต็มใจ ซึ่งเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนต่อประชากรแล้ว สูงกว่าตัวเลขในเยอรมนีเสียอีก
สำหรับชาวเวียนนาในวันนั้น นี่ไม่ใช่การบุกยึด แต่คือการหวนคืนสู่มาตุภูมิ
ฮิตเลอร์ไม่ใช่ศัตรูผู้รุกราน แต่คือลูกหลานที่ "กลับบ้าน" เพื่อนำพาดินแดนแห่งนี้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง
คลื่นมหาชนชาวเวียนนาเรือนแสนที่หลั่งไหลมายืนเบียดเสียดกันจนเต็มลานประวัติศาสตร์ Heldenplatz ในวันที่ 15 มีนาคม 1938 ภาพมุมกว้างนี้สะท้อนอารมณ์ความคลั่งไคล้ของมวลชนได้อย่างทรงพลัง และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นสำคัญที่สวนทางกับวาทกรรม "ประเทศที่ตกเป็นเหยื่อ" ในเวลาต่อมา (ภาพ: Albert Hilscher, 1938 / Public Domain) แหล่งข้อมูลอ้างอิง: หอสมุดแห่งชาติออสเตรีย (ÖNB)
  • กระดาษแผ่นเดียว กับคาถาฟอกขาวระดับชาติ
มายากลบทต่อมาเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 1943 ณ กรุงมอสโก
เมื่อกงล้อแห่งสงครามเริ่มเปลี่ยนทิศ ฝ่ายสัมพันธมิตรตระหนักดีว่า การจะบดขยี้เยอรมนีให้ราบคาบ จำเป็นต้องตัดทอนอำนาจและแยกออสเตรียออกมา เป้าหมายเชิงลึกคือการร่างเอกสารเพื่อ "ยุยงและปลุกปั่น" ให้ชาวออสเตรียลุกฮือขึ้นต่อต้านการปกครองของพรรคนาซี
นั่นคือจุดกำเนิดของ "Moscow Declaration" (ปฏิญญามอสโก) ในกระดาษประวัติศาสตร์แผ่นนั้น ฝ่ายสัมพันธมิตรได้บัญญัติ "ประโยคทองคำ" ที่กลายมาเป็นเครื่องรางคุ้มภัยของออสเตรียในเวลาต่อมา
ออสเตรียคือ ประเทศเสรีแห่งแรกที่ตกเป็นเหยื่อของการรุกรานจากเยอรมนี (The first free country to fall a victim to Hitlerite aggression)
แม้ โจเซฟ สตาลิน จะมองเห็นถึงความย้อนแย้งและยืนกรานให้เติมย่อหน้าติ่งท้ายไว้ว่า "ออสเตรียยังคงมีความรับผิดชอบที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ในการเข้าร่วมสงคราม"
แต่เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ออสเตรียเลือกที่จะอ่านเสียงดังๆ แค่บรรทัดแรก และจงใจลืมบรรทัดสุดท้ายไปอย่างถาวร
บรรยากาศอันตึงเครียดบนโต๊ะเจรจาทรงกลม ณ การประชุมมอสโก ปี 1943 (Third Moscow Conference) นี่คือวงประชุมประวัติศาสตร์ที่ให้กำเนิด "ปฏิญญามอสโก" และเป็นสถานที่ร่างประโยคทองคำที่พลิกชะตากรรมของออสเตรีย จาก "ผู้สมรู้ร่วมคิด" ให้กลายเป็น "เหยื่อรายแรก" ของนาซีได้อย่างแยบคาย (ภาพ: Mikhail M. Kalashnikov, 1943 / Public Domain) แหล่งข้อมูลต้นฉบับ: หอจดหมายเหตุดิจิทัล pobeda.elar.ru)
  • The Victim Myth: ปฏิบัติการล้างไพ่ประวัติศาสตร์
ทันทีที่เสียงปืนนัดสุดท้ายสงบลงในปี 1945 รัฐบาลออสเตรียชุดใหม่ได้หยิบยกข้อความจากปฏิญญามอสโก มาบัญญัติไว้ในคำประกาศเอกราชของตนเองแบบคำต่อคำ
นี่คือจุดกำเนิดของวาทกรรมระดับชาติ ว่า ออสเตรียคือเหยื่อของสงคราม
ผลประโยชน์ทางการเมืองจากการสวมบทบาทเหยื่อนั้นมหาศาล ออสเตรียหลุดพ้นจากการต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามก้อนโต กระบวนการล้างบางนาซีถูกดำเนินการอย่างหละหลวม ชะตากรรมของชาวยิวในออสเตรียกว่า 65,000 ชีวิตที่ถูกสังหารในค่ายกักกัน ถูกฝังกลบไว้ใต้พรมแห่งความเงียบงันไปอีกหลายทศวรรษ
ในขณะที่เยอรมนีถูกชำแหละออกเป็นสองฝั่ง ออสเตรียกลับได้รับสถานะ "ประเทศที่ถูกปลดปล่อย" ไม่ใช่ผู้แพ้สงคราม ความตลกร้ายขั้นสุดคือ อดีตสมาชิกพรรคนาซีและนายทหารระดับสูงชาวออสเตรีย สามารถชุบตัวใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างหน้าตาเฉย โดยโยนตราบาปทั้งหมดข้ามพรมแดนไปให้คนเยอรมันแบกรับแต่เพียงผู้เดียว
นี่คือการเอาตัวรอดทางการทูตที่ชาญฉลาด ทรงประสิทธิภาพ และเลือดเย็นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ยุโรปยุคใหม่
จารึกภาษาละตินสีทองบนซุ้มประตู Äußeres Burgtor ประกาศก้องว่า "ความยุติธรรมคือรากฐานของอาณาจักร" (IUSTITIA REGNORUM FUNDAMENTUM) ทว่าในปี 1986 เมื่อเคิร์ต วัลด์ไฮม์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีทั้งที่มีอดีตมัวหมองในกองทัพนาซี ซุ้มประตูแห่งนี้กลับยืนตระหง่านเป็นพยานเงียบให้กับประเทศที่เลือก "การลืม" มากกว่า "ความยุติธรรม" (ภาพ: Nookpixel)
  • วันที่หน้ากากเริ่มหลุดออกสู่สายตาชาวโลก
ออสเตรียสวมกอดสถานะ "เหยื่อ" นี้เป็นเกราะคุ้มกันทางศีลธรรมมานานกว่า 40 ปี จนคนออสเตรียเจเนอเรชันใหม่แทบจะเชื่ออย่างหมดใจว่านั่นคือความจริง
ปี 1986 Kurt Waldheim อดีตเลขาธิการสหประชาชาติลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และนักสืบประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันขุดพบว่า Waldheim เคยเป็นนายทหารในกองทัพเวร์มัคท์ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการนาซีในบอลข่านที่ส่งผลให้พลเรือนถูกสังหาร
โลกประณาม สหรัฐอเมริกาขึ้นบัญชีดำ Waldheim ห้ามเข้าประเทศ
ออสเตรียถกเถียงกันดุเดือด
สุดท้าย Waldheim ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียง 53.9%
เหตุการณ์นี้เป็นตัวฉายภาพว่าทฤษฎีเหยื่อฝังรากลึกในจิตสำนึกชาติออสเตรียไปมากขนาดไหน การเลือก Waldheim ของชาวออสเตรียในตอนนั้นไม่ได้แสดงว่าพวกเขาสนับสนุนนาซี แต่แสดงให้เห็นว่าพวกเขายังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอดีตของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา
  • บทสรุป: รากฐานที่แท้จริงของ "ความเป็นกลาง"
มายากลที่แนบเนียนระดับชาติ ไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์ความบริสุทธิ์
ประเทศที่บอกตัวเองว่าไม่เคยเป็นผู้ร้าย ย่อมง่ายกว่ามากในการประกาศว่าจะไม่เลือกข้าง
ความเป็นกลางของออสเตรียที่โลกยกย่องมาตลอด 70 ปีไม่ได้เริ่มต้นจากอุดมการณ์สันติภาพอันบริสุทธิ์ แต่เริ่มต้นจากกระดาษแผ่นหนึ่งในมอสโก ศิลปะแห่งการเลือกจำ และการสร้างเรื่องเล่าชาติที่แนบเนียนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การทูตโลก
นี่คือรากฐานของทุกอย่างที่จะตามมา ทั้งการถูกหั่นเป็น 4 ชิ้น ทั้งการกลายเป็นเมืองหลวงสายลับ และการแปลงร่างเป็นดินแดนแห่งสันติภาพและดนตรี
รอติดตาม EP.2 นะคะ
มาดูกันว่าหลังจากสวมบท "เหยื่อ" ได้สำเร็จ เวียนนาต้องจ่ายราคาอะไรเป็นการแลกเปลี่ยน เมื่อมหาอำนาจผู้ชนะสงครามทั้ง 4 ชาติ หยิบมีดขึ้นมาหั่นเค้ก Sachertorte แบ่งเมืองหลวงแห่งนี้ออกเป็น 4 ส่วน... บอกเลยว่าเกมการเมืองในยุคสงครามเย็นของเวียนนานั้น พีคกว่าเดิมค่ะ
#VonWien #วนเวียนนา #VonWienSeries #Austria #ViennaHistory #ประวัติศาสตร์ยุโรป #Geopolitics
References / ข้อมูลอ้างอิง
  • Moscow Declaration (1943), The National Archives.
  • The Anschluss and its Aftermath, Austrian State Archives.
  • The Waldheim Affair and Austria's "Victim Myth", Institute for Contemporary History.
หากคุณชื่นชอบการเดินทางที่ผสมผสานประวัติศาสตร์ ศิลปะ และเรื่องเล่าจากเวียนนาแบบสนุกสนาน สามารถติดตามเรื่องราวที่ไกด์บุ๊กไม่เคยบอกคุณได้ที่ Facebook Page: วนเวียนนา - Von Wien
โฆษณา