เมื่อวาน เวลา 09:01 • ประวัติศาสตร์

ม้าไม้มีจริงไหม? เฮเลนสวยแค่ไหน? เจาะลึก “สงครามกรุงทรอย (Trojan War)” ฉบับแยกแฟกต์จากฟิกชัน

ตามตำนานกล่าวว่า “สงครามกรุงทรอย (Trojan War)” คือมหากาพย์การสู้รบอันยาวนานถึง 10 ปีระหว่างชาวกรีกและชาวทรอย ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงยุค 1100-1200 ปีก่อนคริสตกาล
ทว่าในความเป็นจริงแล้ว เหตุการณ์ใดคือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์? และส่วนใดเป็นเพียงเรื่องราวที่แต่งเติมขึ้น?
วันนี้เราดูกันครับ
“สงครามกรุงทรอย (Trojan War)” ถือเป็นหนึ่งในการยุทธครั้งเลื่องชื่อที่สุดในโลกยุคโบราณ โดยมีบทบาทสำคัญในมหากาพย์ “อีเลียด (Iliad)” และ “โอดิสซีย์ (Odyssey)” ของ “โฮเมอร์ (Homer)” รวมถึงปรากฏอยู่ในมหากาพย์ “อีนีอิด (Aeneid)” ของ “เวอร์จิล (Virgil)” ด้วย
ตามคำบอกเล่าของโฮเมอร์ กวีชาวกรีกโบราณ ได้บอกเล่าว่า สงครามครั้งนี้มีชนวนเหตุมาจากการที่สามเทพีแห่งโอลิมปัส ได้แก่ “เฮรา (Hera)” “อาธีนา (Athena)” และ “อโฟรไดท์ (Aphrodite)” เข้ามาแทรกแซงเรื่องราวของมนุษย์ หลังจากพวกนางขอให้เจ้าชาย “ปารีส (Paris)” แห่งทรอย เป็นผู้ตัดสินความงามในหมู่พวกตน
เมื่อปารีสเลือกให้อโฟรไดท์เป็นเทพีที่ "งามล้ำเลิศที่สุด" นางจึงประทานรางวัลเป็นความรักจากสตรีที่สวยที่สุดในปฐพีอย่าง "เฮเลน (Helen)" ให้แก่เขา
ทว่าอุปสรรคสำคัญคือ เฮเลนได้อภิเษกสมรสอยู่ก่อนแล้วกับ “เมเนลอส (Menelaus)” กษัตริย์แห่งสปาร์ตา
เฮเลน (Helen)
ดังนั้น เมื่อมเหสีถูกชิงตัวไป พระเจ้าเมเนลอสจึงทรงระดมกองทัพจากทั่วอาณาจักรกรีกโบราณเพื่อยกพลไปปิดล้อมกรุงทรอยและทวงตัวเฮเลนกลับคืนมา กลายเป็นมหากาพย์ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของเหล่าวีรบุรุษ ทวยเทพ และโศกนาฏกรรมอันยิ่งใหญ่
อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยบันทึกของโฮเมอร์เป็นเวอร์ชันที่แพร่หลายที่สุด เต็มไปด้วยองค์ประกอบที่แต่งเติมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสงครามกรุงทรอยจึงเลือนหายไปตามกาลเวลานานนับศตวรรษ แต่ถึงอย่างนั้น การค้นพบใหม่ๆ ในยุคหลังก็อาจช่วยให้เรามองเห็นภาพความจริงที่ซ่อนอยู่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แล้วกรุงทรอยมีอยู่จริงหรือไม่?
คำตอบคือ "มีอยู่จริง" ครับ
การขุดค้นทางโบราณคดีที่เนินเขาฮิซาร์ลิก (Hisarlik) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศตุรกี ซึ่งเริ่มในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ได้เผยให้เห็นชั้นดินของนิคมโบราณหลายชั้นที่ทับซ้อนกันมานานนับพันปี
หลักฐานในพื้นที่บ่งชี้ว่าเคยมีเมืองสำคัญในยุคสัมฤทธิ์ตอนปลาย (Late Bronze Age) ตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาและสถานที่ที่ปรากฏในวรรณกรรมกรีกโบราณ อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเมืองจะมีอยู่จริง แต่รายละเอียดหลายอย่างในมหากาพย์ของโฮเมอร์ก็น่าจะเป็นการแต่งเติมเสริมแต่งทางปกรณัมมากกว่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์
แล้วกรุงทรอยตั้งอยู่ที่ไหน?
กรุงทรอยตั้งอยู่ที่ฮิซาร์ลิก ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี ใกล้กับช่องแคบดาร์ดาเนลส์ (Dardanelles) โดยตัวเมืองตั้งอยู่บนเนินเขาในจุดที่ได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ สามารถมองเห็นที่ราบระหว่างทะเลอีเจียนและปากทางเข้าช่องแคบเฮลเลสปอนต์หรือดาร์ดาเนลส์ในปัจจุบัน
ชัยภูมินี้ทำให้ทรอยสามารถควบคุมเส้นทางการค้าทางทะเลจำนวนมากที่เชื่อมต่อระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและทะเลดำ โดยปัจจุบัน พื้นที่นี้อยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณหกกิโลเมตร เนื่องจากลักษณะทางภูมิศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาหลายพันป
แล้วสงครามกรุงทรอยเกิดขึ้นจริงหรือไม่?
ต้องบอกว่า ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์และโบราณคดี โดยเมืองทรอยนั้นมีอยู่จริงและมีหลักฐานการถูกทำลายอย่างรุนแรงในช่วงประมาณ 1180 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาดั้งเดิมที่เชื่อกันว่าเป็นปีที่เกิดสงคราม แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีที่ชี้ชัดว่าความขัดแย้งตามรูปแบบที่โฮเมอร์พรรณนาไว้นั้นเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะในแง่ของสเกลสงครามที่ยิ่งใหญ่ตระการตาตามตำนาน
แม้ว่าอาจมีการสู้รบเกิดขึ้นจริง แต่การล่มสลายของเมืองก็อาจเกิดจากความขัดแย้งภายในหรือการรุกรานจากกลุ่มอื่นที่ไม่ได้ปรากฏในปกรณัม และนักวิชาการบางท่านก็เชื่อว่ามหากาพย์ของโฮเมอร์อาจเป็นการเก็บรักษาความทรงจำเกี่ยวกับความขัดแย้งในยุคสัมฤทธิ์ แล้วถูกนำมาแต่งเติมด้วยองค์ประกอบเหนือจริงผ่านการเล่าขานแบบมุขปาฐะนานนับศตวรรษ
ปารีส (Paris)
ถึงอย่างนั้น ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ นักโบราณคดีก็ได้ค้นพบร่องรอยของความรุนแรง การทำลายล้าง และการทำสงครามในทรอยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยหลักฐานเช่น ร่องรอยความเสียหายจากไฟไหม้ อาวุธ และโครงกระดูกที่ถูกฝังอย่างเร่งรีบ แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งครั้งใดที่เกิดขึ้น ณ ที่แห่งนั้น ก็เป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงมาก
โดยจากข้อมูลล่าสุดในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2025 (พ.ศ.2568) นักโบราณคดีได้ประกาศการค้นพบวัตถุโบราณยุคสัมฤทธิ์ตอนปลายจำนวนมาก รวมถึง "กระสุนสลิง (Sling stones)“ อายุ 3,500 ปี ซึ่งมีร่องรอยการใช้งานอย่างชัดเจนทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ และผู้เชี่ยวชาญบางท่านก็ระบุว่า นี่อาจเป็นหลักฐานที่โน้มน้าวใจได้มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาว่าสงครามกรุงทรอย หรือสงครามสำคัญที่มีลักษณะใกล้เคียงกันนั้น เคยเกิดขึ้นจริง
สำหรับชนวนเหตุของสงครามกรุงทรอย ตามตำนานเทพปกรณัมกรีกได้เล่าว่า สงครามกรุงทรอยเริ่มต้นขึ้นเมื่อ “เจ้าชายปารีส (Paris)” แห่งทรอย ได้ลักพาตัว “พระนางเฮเลน (Helen)” มเหสีของ “พระเจ้าเมเนลอส (Menelaus)” แห่งสปาร์ตา และการหยามเกียรติในครั้งนี้ทำให้พระเจ้าเมเนลอสและ ”พระเจ้าอากาเมมนอน (Agamemnon)” พระเชษฐาผู้เป็นกษัตริย์แห่งไมซีนี ได้ระดมพันธมิตรจากอาณาจักรกรีกต่างๆ เพื่อยกทัพไปชิงตัวพระนางเฮเลนกลับคืนและลงทัณฑ์กรุงทรอย
เบื้องหลังทางตำนานนั้นย้อนไปถึงเหตุการณ์ "การตัดสินของปาริส (Judgment of Paris)“ ซึ่งปารีสได้มอบแอปเปิลทองคำให้แก่เทวีอโฟรไดท์ เพื่อแลกกับคำสัญญาที่ว่าเขาจะได้ครอบครองสตรีที่สวยที่สุดในโลกอย่างพระนางเฮเลน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์ถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ สาเหตุที่แท้จริงน่าจะมาจากข้อพิพาทด้านการค้า การขยายดินแดน หรือการชิงอำนาจระหว่างภูมิภาคมากกว่าเรื่องส่วนตัว
แล้ว "พระนางเฮเลนแห่งทรอย" มีตัวตนจริงหรือไม่?
จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใดๆ ที่ยืนยันการมีตัวตนของพระนางเฮเลน โดยพระนางปรากฏอยู่ในเพียงตำนานและวรรณกรรมกรีกเท่านั้น โดยพระนางเฮเลนได้รับฉายาว่า "โฉมงามผู้ทำลายเรือนับพัน (The face that launched a thousand ships)“ เนื่องจากในตำนานนั้น การหายตัวไปของพระนางคือชนวนที่จุดชนวนสงครามครั้งใหญ่
อย่างไรก็ตาม พระนางเฮเลนอาจเป็นเพียงตัวละครในตำนานหรือสัญลักษณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมากกว่าจะเป็นสตรีที่มีตัวตนจริง และนักวิชาการบางท่านก็สันนิษฐานว่าพระนางอาจเป็นตัวละครผสมที่รวมลักษณะของบุคคลหลายคนเข้าด้วยกัน หรือเป็นร่างจำแลงของเทพีในคราบมนุษย์ หรือแม้แต่เป็นสิ่งที่กวีสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของรางวัลอันล้ำค่าที่คุ้มค่าแก่การหลั่งเลือดในฐานะตัวละครตัวหนึ่ง
พระนางเฮเลนคือสัญลักษณ์ของความงาม ความปรารถนา ความซื่อสัตย์ และราคาอันมหาศาลที่ต้องจ่ายให้กับสงคราม
สำหรับช่วงเวลาของสงครามนั้น เหล่านักประวัติศาสตร์กรีกโบราณมักระบุช่วงเวลาของสงครามกรุงทรอยไว้ที่ประมาณ 1100-1200 ปีก่อนคริสตกาล แต่การคาดคะเนอาจจะแตกต่างกันไปบ้างตามแต่ละแหล่งข้อมูล
ปัจจุบัน พบว่าหลักฐานจากชั้นดิน Troy VIIa ซึ่งเป็นนิคมโบราณที่เชื่อว่ามีความใกล้เคียงกับเมืองในมหากาพย์ของโฮเมอร์มากที่สุด ได้ถูกทำลายลงในช่วงประมาณ 1180 ปีก่อนคริสตกาล
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการยังคงให้ความเห็นว่า แม้การล่มสลายนี้จะเกิดจากสงคราม แต่เราก็ยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างเต็มปากว่ามันคือความขัดแย้งครั้งเดียวกับที่ปรากฏในมหากาพย์กรีกอันเลื่องชื่อหรือไม่
ตามตำนานเทพปกรณัมกรีก สงครามกรุงทรอยนั้นยืดเยื้อยาวนานถึง 10 ปี แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเลข "10 ปี" นี้ก็มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นการใช้เชิงสัญลักษณ์หรือการกล่าวเกินจริงเพื่อความสมจริงของมหากาพย์
ในมหากาพย์อีเลียด (Iliad) ของโฮเมอร์ เนื้อหาที่ปรากฎนั้นครอบคลุมเหตุการณ์เพียงไม่กี่สัปดาห์ในช่วงปีสุดท้ายของสงครามเท่านั้น โดยมุ่งเน้นไปที่ความโกรธเกรี้ยวของ “อคิลลีส (Achilles)” และผลกระทบที่ตามมา ซึ่งผู้ฟังในสมัยโบราณน่าจะรับรู้เรื่องราวฉบับเต็มของสงครามผ่านการบอกเล่าสืบต่อกันมาแบบมุขปาฐะอยู่แล้ว
ในขณะเดียวกัน นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยหลายท่านต่างตั้งข้อสงสัยว่า ในยุคสัมฤทธิ์นั้นจะมีสงครามความขัดแย้งใดที่สามารถดำเนินต่อเนื่องยาวนานได้ถึงหนึ่งทศวรรษจริงๆ หรือไม่ โดยในวรรณกรรมกรีกโบราณ ตัวเลข 10 มักถูกนำมาใช้เพื่อแสดงถึง "ความสมบูรณ์" หรือ "ความยาวนานอย่างที่สุด" เช่นเดียวกับที่โอดิสซูสต้องใช้เวลาเดินทางกลับบ้านอีก 10 ปีในมหากาพย์
โอดิสซีย์
สำหรับตัวสงครามนั้น สงครามครั้งนี้เป็นการขับเคี่ยวกันระหว่าง กองทัพพันธมิตรอาณาจักรกรีกโบราณ ซึ่งโฮเมอร์เรียกว่า “ชาวอาไคยัน (Achaeans)” กับกรุงทรอยและกลุ่มพันธมิตร
• ฝ่ายกรีก ประกอบด้วยเหล่านักรบจากนครรัฐต่างๆ เช่น ไมซีนี สปาร์ตา อิทากา พิลอส และภูมิภาคอื่นๆ อีกมากมาย
• ฝ่ายทรอย ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรในท้องถิ่น อาทิ ชาวลิเชียน ชาวดาร์ดาเนียน และกลุ่มชนรอบข้าง
ความขัดแย้งนี้ถือเป็นการปะทะกันครั้งใหญ่ระหว่างชาวกรีกจากแผ่นดินใหญ่กับผู้อยู่อาศัยในแถบอนาโตเลียตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งสะท้อนถึงความแตกแยกและการคานอำนาจที่เกิดขึ้นทั่วโลกแห่งทะเลอีเจียนในยุคสัมฤทธิ์
และเมื่อพูดถึงสงครามครั้งนี้ หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อ “ม้าไม้เมืองทรอย (The Trojan Horse)”
แล้วม้าไม้เมืองทรอยคืออะไร?
ม้าไม้เมืองทรอย (The Trojan Horse)
ม้าไม้เมืองทรอย คือม้าไม้จำลองขนาดมหึมาที่สร้างขึ้นอย่างกลวงภายใน โดยชาวกรีกลวงว่าเป็นของถวายแด่เทพีอาธีนา ก่อนจะแสร้งทำเป็นถอนทัพเรือกลับไปเพื่อตบตาว่าได้ยุติการปิดล้อมกรุงทรอยลงแล้ว
ฝ่ายชาวทรอยที่หลงเชื่อว่าสงครามสิ้นสุดลง จึงได้ลากม้าไม้ตัวนี้เข้าสู่ภายในกำแพงเมืองเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ ทว่าในคืนนั้นเอง เหล่านักรบกรีกที่ซ่อนตัวอยู่ภายในท้องม้าก็ได้ลอบออกมาเปิดประตูเมืองให้แก่กองทัพกรีกที่วนเรือกลับมา และสามารถบุกเข้าทำลายและยึดครองเมืองได้สำเร็จในที่สุด
แล้วม้าไม้เมืองทรอยมีอยู่จริงหรือไม่?
นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าม้าไม้เมืองทรอยเป็นเพียงเรื่องที่แต่งเติมขึ้นในเชิงปกรณัมมากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากไม่เคยมีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่ยืนยันการมีอยู่จริง และที่น่าสนใจก็คือ ม้าไม้นี้ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในมหากาพย์อีเลียดของโฮเมอร์เลย จะมีเพียงการเอ่ยถึงสั้นๆ ในมหากาพย์โอดิสซีย์โดยเมเนลาอุสเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้มีการเล่ารายละเอียดทั้งหมดเอาไว้
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของม้าไม้กลับไปปรากฏอย่างชัดเจนในมหากาพย์อีนีอิดของเวอร์จิล รวมถึงในชุดกวีนิพนธ์ Epic Cycle โดยนักวิชาการบางท่านสันนิษฐานว่า "ม้า" อาจเป็นเพียง สัญลักษณ์เปรียบเทียบถึงอะไรบางอย่าง เช่น
• เครื่องกระทุ้งกำแพงเมือง (Siege Engine) ที่มีรูปร่างคล้ายสัตว์
• แผ่นดินไหว เนื่องจากเทพโพไซดอนตามความเชื่อกรีก ทรงเป็นทั้งเทพแห่งมหาสมุทร ม้า และแผ่นดินไหว ซึ่งแผ่นดินไหวอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้กำแพงเมืองทรอยพังทลายลง
โดยสรุปแล้ว ม้าไม้เมืองทรอยน่าจะเป็นการรังสรรค์ทางวรรณกรรมเพื่อสื่อถึง "ความชาญฉลาดของชาวกรีก" ที่สามารถเอาชนะ "พละกำลังของชาวทรอย" ได้ ซึ่งสอดคล้องกับแก่นเรื่องที่ต้องการเชิดชูสติปัญญาว่าเหนือกว่าการใช้เพียงกำลังบังคับ
ในที่สุด ฝ่ายกรีกก็เป็นผู้ชนะในสงครามกรุงทรอยโดยสามารถบุกยึดและทำลายเมืองทรอยลงอย่างราบคาบ
หลังจากล้อมเมืองไว้อย่างยาวนานถึง 10 ปีตามตำนาน ชาวกรีกก็กำชัยชนะได้สำเร็จด้วยกลอุบายม้าไม้เมืองทรอยอันชาญฉลาด ฝ่ายทรอยพ่ายแพ้ เมืองทั้งเมืองถูกเผาวอดวาย พระเจ้าไพรอัมและเหล่านักรบเกือบทั้งหมดถูกสังหาร ส่วนเหล่าสตรีและเด็กๆ ต่างถูกจับเป็นทาสหรือถูกแบ่งปันในฐานะเชลยศึกให้แก่ผู้ชนะ
ท้ายที่สุดแล้ว สงครามกรุงทรอยอาจเป็นส่วนผสมระหว่างเศษเสี้ยวของเหตุการณ์จริงในหน้าประวัติศาสตร์กับจินตนาการอันล้ำเลิศของกวีโบราณ
แม้เราจะยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าม้าไม้มีจริง หรือพระนางเฮเลนคือโฉมงามผู้ล่มเมืองจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่สงครามครั้งนี้ทิ้งไว้ให้เราไม่ใช่เพียงซากปรักหักพังที่ฮิซาร์ลิก ทว่าคือบทเรียนอันเป็นอมตะเรื่องความรัก ความแค้น สติปัญญา และโศกนาฏกรรมของมนุษย์ที่ยังคงก้องกังวานผ่านกาลเวลามานานกว่า 3,000 ปี
โฆษณา