เมื่อวาน เวลา 12:10 • ธุรกิจ

ทำไม “แฟกซ์” ถึงยังไม่ตาย? จากยุคโทรเลขสู่ยุคดิจิทัล นวัตกรรมที่เกิดก่อนโทรศัพท์ แต่รอดมาถึงยุค AI

ลองจินตนาการถึงโลกยุคปัจจุบันที่เรามีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงระดับ 5G มี AI ที่เขียนโค้ดและสร้างรูปภาพได้ในพริบตา
โลกที่แอปพลิเคชันส่งข้อความทำให้เราคุยกับคนอีกซีกโลกได้แบบเห็นหน้าจอคมชัด โลกที่ดูเหมือนจะก้าวไปไกลจนเทคโนโลยีเก่าถูกลืมไปหมดแล้ว
แต่ท่ามกลางความล้ำสมัยเหล่านี้ กลับมีเทคโนโลยีหนึ่งที่ปฏิเสธความตาย
มันคืออุปกรณ์หน้าตากล่องสี่เหลี่ยมเทอะทะ ที่มักส่งเสียงหวีดร้องแหลมคล้ายรหัสต่างดาวเวลามันทำงาน
อุปกรณ์ที่กระดาษมักจะเข้าไปติดขัดและต้องใช้หมึกพิมพ์ราคาแพง…
สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ มันเป็นอุปกรณ์ที่ถูกคิดค้นขึ้นมาก่อนที่เราจะมีโทรศัพท์ใช้เสียอีก
เทคโนโลยีที่ผมกำลังพูดถึงอยู่นี้คือ “Fax” เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ว่า ทำไมเทคโนโลยีที่ดูโบราณขนาดนี้ ถึงยังคงฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานของหลายอุตสาหกรรมระดับโลก
ไม่ว่าจะเป็นวงการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา สำนักงานกฎหมาย หรือแม้แต่ในประเทศที่เป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีอย่างญี่ปุ่น
เพื่อทำความเข้าใจความยิ่งใหญ่ของ Fax เราต้องย้อนเวลากลับไปไกลกว่าที่หลายคนคิด
บางคนอาจคิดว่ามันเป็นเทคโนโลยีของยุค 1980 หรือ 1990 แต่ความจริงแล้ว จุดเริ่มต้นของมันต้องย้อนกลับไปถึงช่วงต้นศตวรรษที่ 19 หรือเมื่อเกือบสองร้อยปีที่แล้ว
ในปี 1843 มีช่างทำนาฬิกาชาวสกอตแลนด์ชื่อ Alexander Bane เขาเป็นนักประดิษฐ์ที่หลงใหลในเรื่องกลไกและไฟฟ้า
ในยุคนั้นโทรเลขเพิ่งจะถูกคิดค้นขึ้นมา ผู้คนตื่นเต้นกับการส่งข้อความสั้นผ่านสายสัญญาณด้วยรหัส Morse…
แต่ Alexander Bane มองข้ามช็อตไปไกลกว่านั้น เขาสงสัยว่าจะเป็นไปได้ไหมถ้าเราจะไม่ส่งแค่ข้อความตัวอักษร แต่เปลี่ยนไปส่งภาพวาดหรือลวดลายผ่านสายไฟฟ้าแทน
ด้วยความที่เป็นช่างทำนาฬิกา เขาจึงนำหลักการของลูกตุ้มนาฬิกามาประยุกต์ใช้
ลองนึกภาพลูกตุ้มเหล็กสองอันที่แกว่งไปมาพร้อมกันในจังหวะที่เท่ากันเป๊ะ อันหนึ่งอยู่ต้นทาง อีกอันอยู่ปลายทาง
ที่ต้นทางเขาใช้แผ่นทองแดงที่แกะสลักเป็นภาพ เมื่อลูกตุ้มแกว่งไปสัมผัสส่วนที่เป็นโลหะนูน มันจะสร้างวงจรไฟฟ้าและส่งสัญญาณไปตามสาย
ที่ปลายทาง ลูกตุ้มที่แกว่งด้วยจังหวะเดียวกันจะมีเข็มสัมผัสลงบนกระดาษเคลือบสารเคมี
เมื่อได้รับกระแสไฟฟ้า สารเคมีบนกระดาษจะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนสี เกิดเป็นจุดเข้มขึ้นมา
เมื่อลูกตุ้มเลื่อนขยับไปทีละบรรทัด ภาพจากต้นทางก็จะปรากฏขึ้นที่ปลายทาง
นี่คือกลไกพื้นฐานของ Fax เครื่องแรกของโลก ซึ่ง Alexander Bane ได้จดสิทธิบัตรในชื่อ Electric Printing Telegraph
ถือเป็นการใช้สัญญาณไฟฟ้าเพื่อสแกนและทำซ้ำรูปภาพเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และมันเกิดขึ้นก่อนสิทธิบัตรโทรศัพท์ถึงสามสิบปี…
แต่ปัญหาของนวัตกรรมชิ้นนี้คือมันมาก่อนกาลเกินไป โครงสร้างพื้นฐานของสายโทรเลขในยุคนั้นยังไม่เสถียรพอ
การตั้งจังหวะลูกตุ้มให้ตรงกันเป๊ะในระยะทางไกลเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก ภาพที่ออกมาจึงมักจะเบลอและไม่ชัดเจน
เวลาผ่านไปจนถึงช่วงปี 1860s นักฟิสิกส์ชาวอิตาลีชื่อ Giovani Casselli ได้นำแนวคิดนี้มาพัฒนาต่อจนกลายเป็นเครื่อง Pantelegraph ซึ่งสามารถส่งลายมือและภาพวาดผ่านสายโทรเลขได้สำเร็จ และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์จริงๆ
บริการนี้เชื่อมต่อระหว่างเมือง Paris และเมือง Lion ในประเทศฝรั่งเศส
นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ว่าการส่งภาพทางไกลนั้นทำได้จริง แม้ว่าในตอนนั้นมันจะยังเป็นเพียงของเล่นสำหรับคนรวยและหน่วยงานรัฐก็ตาม
หลังจากนั้น นักประดิษฐ์อีกหลายคนก็เข้ามาสานต่อ ทั้ง Arthur Korn ที่สามารถส่งภาพถ่ายผ่านคลื่นวิทยุได้สำเร็จในช่วงต้นทศวรรษ 1900 เป็นการยกระดับคุณภาพของการส่งข้อมูลภาพไปอีกขั้น
และบริษัทใหญ่อย่าง AT&T ที่ส่งภาพถ่ายทางไกลจากเมือง Cleveland ไปยัง New York ได้ในปี 1924
ซึ่งเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของการส่งข้อมูลระดับความละเอียดสูงข้ามเมืองใหญ่ได้สำเร็จ…
แต่ถึงแม้จะมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีนี้ก็ยังคงเป็นของเฉพาะกลุ่ม ที่ใช้ในวงการหนังสือพิมพ์เพื่อส่งภาพข่าว หรือใช้ในกรมอุตุนิยมวิทยาเพื่อส่งแผนที่อากาศเป็นหลัก มันยังไม่ใช่สิ่งที่จะไปวางอยู่บนโต๊ะทำงานของทุกคน
จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในช่วงกลางศตวรรษที่ 20
จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของ Fax ในยุคแรกคือ มันต้องใช้สายส่งสัญญาณเฉพาะกิจของตัวเอง ซึ่งมีราคาแพงและยุ่งยากในการติดตั้ง
แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในปี 1964 เมื่อบริษัท Xerox ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องถ่ายเอกสารในขณะนั้น ได้เปิดตัวเครื่อง LDX และตามมาด้วยเครื่อง Magnafax Telecopier ในปี 1966
ความอัจฉริยะของ Xerox คือการทำให้เครื่องนี้สามารถส่งข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ทั่วไปได้สำเร็จ
นั่นหมายความว่าขอแค่มีเบอร์โทรศัพท์ ก็สามารถเชื่อมต่อและส่งเอกสารหากันได้ทันที
โครงสร้างพื้นฐานของโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้วกลายเป็นทางด่วนสำหรับข้อมูลในชั่วข้ามคืน…
แม้ว่าเครื่องในยุคแรกของ Xerox จะมีขนาดใหญ่เทอะทะและราคาแพงลิ่ว แต่มันคือต้นแบบที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรม
ตลอดช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 เทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูลถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
ความเร็วในการส่งข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากที่ต้องใช้เวลาหลายนาทีต่อหนึ่งหน้ากระดาษ ก็ลดลงเหลือเพียงไม่กี่วินาที
เมื่อต้นทุนลดลงและประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ความนิยมก็ระเบิดขึ้นราวกับพลุแตก
ในช่วงทศวรรษ 1980 ถึง 1990 มันกลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ต้องมีสำหรับทุกบริษัท
ทุกสำนักงานกฎหมาย ทุกคลินิกแพทย์ ลองคิดดูว่าในยุคที่ไม่มีอีเมล การส่งสัญญาธุรกิจข้ามประเทศต้องใช้เวลาส่งจดหมายทางอากาศเป็นสัปดาห์
แต่ด้วยเทคโนโลยีนี้ ธุรกิจสามารถส่งเอกสารยาวสิบหน้าจาก New York ไปยัง Tokyo ได้ในเวลาไม่กี่นาที ปิดดีลได้เร็วขึ้น การตัดสินใจทำได้ทันที นี่คือการปฏิวัติความเร็วในการทำธุรกิจอย่างแท้จริง
เครื่อง Fax กลายเป็นศูนย์กลางของออฟฟิศ พนักงานต้องมายืนเข้าคิวรอส่งเอกสาร
เสียงปุ่มกดเบอร์โทรศัพท์ ตามด้วยเสียงสัญญาณหอนแหลมเวลาระบบกำลังเชื่อมต่อ และเสียงลูกกลิ้งดึงกระดาษออกมา กลายเป็นจังหวะชีวิตของคนทำงานยุคนั้น…
ยิ่งไปกว่านั้น มันยังก่อให้เกิดวัฒนธรรมใหม่อย่าง Fax Art ที่ศิลปินระดับโลกอย่าง Andy Warhol ใช้ส่งภาพผลงานศิลปะข้ามทวีปเพื่อสร้างสรรค์งานร่วมกับศิลปินคนอื่น เป็นการทลายกำแพงพรมแดนทางศิลปะ
แต่สัจธรรมของโลกเทคโนโลยีคือ เมื่อมีจุดสูงสุด ก็ย่อมมีคลื่นลูกใหม่มาท้าทายเสมอ
เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 และต้นยุค 2000 อินเทอร์เน็ตเริ่มกลายเป็นของสามัญประจำบ้าน
อีเมลถูกใช้งานอย่างแพร่หลาย การสแกนเอกสารเป็นไฟล์ PDF แล้วแนบไปกับอีเมล กลายเป็นวิธีที่สะดวกกว่า รวดเร็วกว่า และที่สำคัญคือไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในแต่ละครั้งที่ส่ง
ในขณะที่การส่งกระดาษแบบเดิม คุณต้องเสียค่าโทรศัพท์ทางไกล ต้องเสียค่ากระดาษม้วนเคลือบสารเคมี หรือกระดาษธรรมดาพร้อมหมึกพิมพ์ที่ราคาแสนแพง
แถมบางทีกระดาษก็ติด หรือสัญญาณหลุด ต้องมานั่งส่งใหม่ตั้งแต่ต้น
เมื่อเปรียบเทียบในแง่ของต้นทุนและความสะดวกสบาย เทคโนโลยีเก่าดูเหมือนจะแพ้ราบคาบ
ธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มถอดปลั๊กเครื่องทิ้งไป บางแห่งเปลี่ยนไปใช้ระบบรับผ่านเซิร์ฟเวอร์แล้วแปลงเป็นไฟล์ดิจิทัลส่งเข้าอีเมลแทนเพื่อลดการใช้กระดาษ…
ผู้ผลิตเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันเริ่มเอาปุ่มส่งเอกสารไปซ่อนไว้ในเมนูลึกๆ หรือตัดฟังก์ชันนี้ทิ้งไปเลย
นักวิเคราะห์เทคโนโลยีในยุคนั้นต่างประสานเสียงกันว่าเทคโนโลยีนี้ตายแล้ว มันเป็นเพียงวัตถุโบราณที่รอวันสูญพันธุ์
แต่เรื่องราวกลับพลิกผัน เพราะถ้าเรามองไปรอบตัวในปัจจุบัน เครื่องจักรเสียงแหลมนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ และไม่ได้อยู่แค่ในพิพิธภัณฑ์
แต่มันยังทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในหลายอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ระดับโลก
คำถามที่น่าสนใจที่สุดคือ ทำไมเทคโนโลยีล้าหลังถึงยังรอดมาได้ในยุคที่ทุกอย่างเป็นดิจิทัลไปหมดแล้ว
คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในเรื่องของกฎหมาย วัฒนธรรม และโครงสร้างความปลอดภัยของแต่ละอุตสาหกรรม
เริ่มจากอุตสาหกรรมสาธารณสุขและกฎหมายในสหรัฐอเมริกา
ในวงการแพทย์มีกฎหมายความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวดมากชื่อว่า HIPAA กฎหมายนี้กำหนดเงื่อนไขการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วยที่ห้ามรั่วไหลเด็ดขาด
หลายคนอาจคิดว่าการส่งไฟล์ผ่านอีเมลปลอดภัยกว่า แต่ในมุมของความปลอดภัยทางไซเบอร์ อีเมลคือช่องโหว่ขนาดใหญ่
ข้อมูลจะถูกส่งไปเก็บไว้ที่เซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ ซึ่งอาจถูกแฮ็กหรือถูกดักจับได้ตลอดเวลา…
ในขณะที่เครื่องส่งเอกสารแบบดั้งเดิม ใช้การส่งข้อมูลผ่านสายทองแดงของเครือข่ายโทรศัพท์แบบอนาล็อก
เป็นการเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุดระหว่างเครื่องต้นทางและปลายทาง ทำให้การแทรกแซงจากระยะไกลทำได้ยากมาก
การจะดักจับข้อมูล คุณต้องไปปีนเสาไฟฟ้าและเจาะสายโทรศัพท์ทางกายภาพ ซึ่งทำได้ยากกว่าการแฮ็กระบบคอมพิวเตอร์ผ่านอินเทอร์เน็ต
ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายยังระบุชัดเจนว่านี่คือวิธีการสื่อสารที่ปลอดภัย
เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางกฎหมายและค่าปรับมหาศาล โรงพยาบาล คลินิก และบริษัทยา จึงเลือกที่จะใช้ระบบเดิมต่อไป
มันกลายเป็นข้อจำกัดทางกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก หรือที่เรียกว่า “Regulatory Inertia”
ในวงการกฎหมาย การเซ็นสัญญายังคงให้ความสำคัญกับลายเซ็นที่เซ็นด้วยหมึกจริงบนกระดาษ
การส่งเอกสารผ่านสายโทรศัพท์ทำให้ศาลและทนายความรู้สึกถึงความจับต้องได้ของเอกสาร มากกว่าไฟล์ดิจิทัลที่อาจถูกแก้ไขลบเลือนได้ง่าย
ข้ามฟากมาดูฝั่งเอเชีย ประเทศที่เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดคือญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มีหุ่นยนต์ มีรถไฟความเร็วสูง แต่ธุรกิจจำนวนมากยังคงพึ่งพาระบบเอกสารกระดาษอย่างเหนียวแน่น…
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Galapagos Syndrome” ซึ่งหมายถึงการที่เทคโนโลยีพัฒนาและถูกใช้งานเฉพาะในสภาพแวดล้อมแบบปิด โดยไม่สนใจมาตรฐานของโลกภายนอก สาเหตุหลักมาจากวัฒนธรรมองค์กรที่ฝังรากลึก
ธุรกิจญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความเป็นทางการ เอกสารสำคัญเกือบทุกอย่างต้องได้รับการประทับตรา “Hanko”
ซึ่งเป็นตรายางส่วนตัวหรือตรายางบริษัท แทนการเซ็นชื่อ เมื่อประทับตราแล้ว การส่งต่อให้คู่ค้าได้อย่างรวดเร็วก็ต้องพึ่งพาเครื่องจักรดั้งเดิมนี้
อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐานและผลตอบแทนจากการลงทุน
บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมของญี่ปุ่นมีระบบที่เชื่อมต่อกับคู่ค้ามานานหลายสิบปี ระบบนี้ทำงานได้สมบูรณ์แบบ ไม่เคยมีปัญหาให้ต้องปวดหัว
ปรัชญาที่ว่าถ้ามันยังไม่พังจะไปซ่อมมันทำไม กลายเป็นกำแพงขวางกั้นความเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนระบบทั้งบริษัทให้เป็นดิจิทัลร้อยเปอร์เซ็นต์ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลและต้องฝึกอบรมพนักงานใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่สูงมาก…
ในยุคที่สังคมผู้สูงอายุเป็นแรงงานหลัก พนักงานจำนวนมากคุ้นเคยกับการเขียนโน้ตด้วยลายมือและการกดปุ่มส่งกระดาษ ความเสี่ยงที่ระบบจะล่มระหว่างการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีนั้นสูงเกินกว่าที่หลายบริษัทจะยอมรับได้
เมื่อคู่ค้าของคุณยังใช้ระบบเก่า คุณก็ต้องมีเครื่องมือแบบเดียวกันไว้เพื่อติดต่อสื่อสาร
มันกลายเป็นวงจรที่แกะไม่ออก แม้รัฐบาลจะพยายามผลักดันนโยบายไร้กระดาษ แต่ก็ยังต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างหนัก
หน่วยงานด้านความมั่นคงให้เหตุผลว่าระบบอินเทอร์เน็ตอาจถูกโจมตีทางไซเบอร์ได้ง่ายกว่า
การยกเลิกเทคโนโลยีเก่าทันทีจะทำให้เกิดความสับสนในการส่งข้อมูลลับ สุดท้ายการเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้า
เมื่อมองย้อนกลับไปพิจารณาเรื่องราวทั้งหมด มันให้อะไรมากกว่าแค่ประวัติศาสตร์ของอุปกรณ์สำนักงานชิ้นหนึ่ง
แต่มันให้บทเรียนที่สำคัญมาก นั่นคือเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดเสมอไป
นวัตกรรมจะอยู่รอดได้นานแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความล้ำหน้าทางวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว
แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยีนั้นตอบโจทย์ข้อจำกัดของมนุษย์ได้ดีแค่ไหน ทั้งด้านกฎหมาย ความปลอดภัย และวัฒนธรรมองค์กร…
เครื่องจักรเก่าแก่นี้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างยุคอนาล็อกที่จับต้องได้กับยุคดิจิทัลที่รวดเร็ว
มันเป็นตัวแทนของความน่าเชื่อถือ แม้จะมีเสียงดังน่ารำคาญ มีความเชื่องช้า และกินพื้นที่บนโต๊ะทำงาน
แต่ในวินาทีที่สำคัญที่สุด เมื่อต้องการส่งเอกสารลับทางกฎหมายหรือข้อมูลทางการแพทย์ที่ห้ามผิดพลาด
มันกลับกลายเป็นพันธมิตรที่ไว้ใจได้มากที่สุดในสายตาของผู้ใช้งานระดับองค์กร
เรื่องราวของเทคโนโลยีแห่งยุคอดีตที่ยังคงมีชีวิตอยู่นี้ สอนให้รู้ว่าการทำความเข้าใจโครงสร้างสังคมและจิตวิทยาของมนุษย์ มีความสำคัญไม่แพ้การพัฒนาซอฟต์แวร์สุดล้ำ หรือการสร้างฮาร์ดแวร์ที่ทรงพลัง
ตราบใดที่โลกยังมีกฎหมายที่ซับซ้อน มีวัฒนธรรมที่ให้คุณค่ากับกระดาษและร่องรอยของน้ำหมึก และมีความหวาดระแวงต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มองไม่เห็นในโลกอินเทอร์เน็ต
เทคโนโลยีที่หลายคนตราหน้าว่าตายไปแล้ว ก็จะยังคงซ่อนตัวอยู่ตามมุมใดมุมหนึ่งของออฟฟิศ พร้อมที่จะส่งเสียงหวีดร้องและทำหน้าที่ของมันต่อไปอย่างซื่อสัตย์ ท้าทายกระแสเวลาและการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล…
References : [howstuffworks, unseenjapan, theguardian, documo, bbc]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา