25 ก.พ. เวลา 05:45 • หุ้น & เศรษฐกิจ

"กอบศักดิ์" จี้ แก้ "หนี้นอกระบบ" รากเหง้าปัญหาเศรษฐกิจ ฉุดสินเชื่อแบงก์

"กอบศักดิ์" จี้ แก้ "หนี้นอกระบบ" รากเหง้าปัญหาเศรษฐกิจ ชี้ สินเชื่อแบงก์หดตัวลงต่อเนื่อง จากความกังวล NPL พุ่ง
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะตัวแทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวในหัวข้อ “The Great Reset: ผ่าทางตันหนี้ครัวเรือนไทย วางรากฐาน การเงินใหม่” ในงาน POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 ว่า ภาพรวมของสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบันอยู่ในระดับที่สูงและน่ากังวลอย่างยิ่ง โดยโครงสร้างหนี้ประมาณ 1 ใน 3 มาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อส่วนบุคคล และอื่นๆ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการพิจารณาปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ
สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติคือภาพรวมของสินเชื่อธนาคารที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในอดีต ภาวะสินเชื่อติดลบมักจะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจอย่างปี 2540 หรือ 2551 เท่านั้น แต่ในปัจจุบันที่ถือเป็นสภาวะปกติกลับพบว่าสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ติดลบถึง 10% สินเชื่อที่อยู่อาศัยติดลบเล็กน้อย และภาพรวมสินเชื่อติดลบติดต่อกันยาวนานถึง 6 ไตรมาส รวมถึงสินเชื่อกลุ่ม SME ที่หดตัวลงเช่นกัน
“เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสภาวะเศรษฐกิจปกติที่สินเชื่อธนาคารจะหดตัวติดต่อกันถึง 6 ไตรมาส การที่สินเชื่อเช่าซื้อและ SME ติดลบอย่างหนัก สะท้อนให้เห็นถึงความน่ากังวลของสถานการณ์หนี้ที่ซ่อนอยู่ในระบบ”
นายกอบศักดิ์ ชี้ว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธนาคารต้องชะลอการปล่อยสินเชื่อมาจากแนวโน้มของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในกลุ่มสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่กำลังปรับตัวสูงขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือหนี้ที่เริ่มค้างชำระหรือกลุ่ม Stage 2 โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ที่พุ่งสูงถึงประมาณ 15% ซึ่งธนาคารต้องพยายามประคองลูกหนี้กลุ่มนี้ไว้เพราะการยึดรถกลับมาตรึงไว้ในเต็นท์รถมือสองก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีในสภาวะปัจจุบัน
ปัจจัยเหล่านี้ผนวกกับการกระตุ้นการเติบโตของสินเชื่อ ในช่วงที่ผ่านมาจนเต็มเพดาน ทำให้สถาบันการเงินเกิดความกังวลและระมัดระวังในการปล่อยกู้ใหม่
“สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลขหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น แต่คือหนี้ที่เริ่มค้างชำระในกลุ่ม Stage 2 ซึ่งสินเชื่อรถยนต์มีสัดส่วนสูงถึง 15% ธนาคารต้องพยายามประคองไว้เพราะยึดมาก็เป็นปัญหา นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อใหม่เพราะมองเห็นความเสี่ยง”
นอกจากนี้ การแบกรับความเสี่ยงของธนาคารยังมีต้นทุนที่สูงมาก หากธนาคารปล่อยสินเชื่อไป 100 ล้านบาทแล้วกลายเป็นหนี้เสีย ภายใต้ส่วนต่างกำไรที่ประมาณ 3% ธนาคารจะต้องปล่อยสินเชื่อที่มีคุณภาพดีเยี่ยมและไม่เกิดความเสียหายเลยอีกถึง 30 เท่า หรือต้องปล่อยกู้ลูกค้าชั้นดีคนเดิมยาวนานถึง 30 ปี จึงจะสามารถเรียกคืนเงินต้น 100 ล้านบาทนั้นกลับมาได้ ด้วยเหตุนี้ธนาคารจึงมีความจำเป็นต้องเข้มงวดและต้องการกลไกค้ำประกันสินเชื่อจากภาครัฐ เช่น บสย. เข้ามาช่วยลดความเสี่ยง
อีกหนึ่งปัจจัยกดดันคือภาพรวมเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและชะลอตัว หากเศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ในระดับ 5-6% การปล่อยสินเชื่อจะมีความเสี่ยงต่ำและมีโอกาสได้รับเงินคืนสูง แต่วันนี้เศรษฐกิจโตเพียงระดับ 2% ทำให้การปล่อยกู้มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้เสียสูงขึ้นตามไปด้วย
แม้ในปัจจุบันจะมีมาตรการช่วยเหลือจากหลายภาคส่วน ทั้งการลดดอกเบี้ย ลดภาระหนี้ หรือมาตรการ SME Credit Boost เพื่อช่วยให้ลูกหนี้ไปต่อได้ แต่มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงการทำความสะอาด โครงสร้างหนี้บางส่วนเพื่อให้ระบบสามารถเดินหน้าต่อไปได้เท่านั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่เบ็ดเสร็จ
“ในยุคที่เศรษฐกิจมีลมใต้ปีกเติบโต 5-6% ปล่อยสินเชื่ออย่างไรก็ได้เงินคืน แต่วันนี้เศรษฐกิจโตเพียง 2% ความเสี่ยงจึงสูงขึ้นมาก แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ออกมา แต่นั่นเป็นเพียงการคลีนอัพและประคองระบบบางส่วนเท่านั้น”
ขณะเดียวกัน นายกอบศักดิ์ ได้เน้นย้ำถึงปัญหาที่เป็น "รากเหง้า" และน่ากังวลที่สุด ซึ่งมักถูกมองข้ามในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน นั่นคือ "หนี้นอกระบบ" จากข้อมูลการศึกษาของสถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งได้ทำการสำรวจประชาชน 4,800 คนทั่วประเทศในปี 2565 พบว่า คนไทยถึง 42.3% มีภาระหนี้นอกระบบที่ไม่ใช่การกู้ยืมจากญาติหรือธนาคาร และมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่สูงมาก
ปัญหานี้อธิบายได้ชัดเจนว่าเหตุใดลูกหนี้จึงเลือกที่จะผิดนัดชำระหนี้ในระบบธนาคาร เพราะลูกหนี้ถูกกดดันและข่มขู่จากเจ้าหนี้นอกระบบด้วยวิธีการที่รุนแรงถึงขั้นคุกคามครอบครัว ทำให้ลูกหนี้ต้องนำเงินไปจ่ายหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยพุ่งสูงถึง 10-30% ต่อเดือนก่อนเสมอ
วิกฤตหนี้นอกระบบนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าแทรกซึมไปในทุกสายอาชีพ บางอาชีพมีสัดส่วนคนเป็นหนี้นอกระบบสูงถึง 52% หรือแม้แต่กลุ่มข้าราชการก็มีสัดส่วนถึง 29% ปัญหานี้ฝังรากลึกมานานและรุนแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ประชาชนและภาคธุรกิจโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวขาดรายได้จนต้องหันไปพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบ ซึ่งดอกเบี้ยที่สูงลิ่วกำลังกัดกินเงินได้ของประชาชนในระยะยาว
“วิกฤตหนี้นอกระบบแทรกซึมไปในทุกสายอาชีพ บางกลุ่มสูงถึง 52% ปัญหานี้รุนแรงขึ้นตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ที่คนขาดรายได้ ดอกเบี้ยมหาศาลกำลังกัดกินสภาพคล่องของทุกคน”
ทั้งนี้ สำหรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอาจช่วยบรรเทาปัญหาได้เพียงเล็กน้อย แต่ทางออกที่ยั่งยืนคือการต้องกลับมาสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ เพื่อผลักดันให้จีดีพีเติบโตในระดับ 3.0-4.5% ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและสามารถบริหารจัดการหนี้ได้ด้วยตนเอง ควบคู่ไปกับการจัดระเบียบการก่อหนี้ในระบบ
เช่น การควบคุมการถือครองบัตรเครดิตที่มากเกินความจำเป็น และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีมาตรการจัดการกับหนี้นอกระบบอย่างเด็ดขาด เพราะหากละเลยประเด็นนี้ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลย
“การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นช่วยได้เพียงเล็กน้อย ทางออกที่แท้จริงคือต้องสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้ 3-4.5% เพื่อให้รายได้ฟื้นตัว และที่สำคัญที่สุด หากไม่จัดระเบียบหนี้นอกระบบ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยก็ไม่มีวันสำเร็จ”
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ :
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา