25 ก.พ. เวลา 12:40 • ข่าว

ตั้งเป้าเพิ่มแจ้งบริจาคอวัยวะ-ดวงตา 9.3 แสนราย

จับมือขนส่งพิมพ์ลงใน "ใบขับขี่"
เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดการแถลงข่าว “กิจกรรมแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะและดวงตา ถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ผ่านระบบทางไกล ว่า
การปลูกถ่ายอวัยวะเป็นวิธีรักษาสุดท้ายที่ช่วยให้ผู้ป่วยระยะท้ายกลับมามีชีวิตปกติและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ ซึ่งปัจจุบัน โรงพยาบาลหลายแห่งสามารถผ่าตัดปลูกถ่ายอวัยวะและเนื้อเยื่อได้ภายใต้ระบบการรับบริจาคและการจัดสรรอย่างเป็นธรรม สามารถเบิกจ่ายค่ารักษาได้ทั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม และสิทธิเบิกจ่ายตรงกรมบัญชีกลาง
กระทรวงสาธารณสุขจึงมีนโยบายส่งเสริมการรับบริจาคอวัยวะและพัฒนาศักยภาพการปลูกถ่ายอวัยวะให้ครอบคลุมทุกเขตสุขภาพ โดยเฉพาะการปลูกถ่ายไต กระจกตา และไขกระดูก รวมถึงการปลูกถ่ายตับและหัวใจในระยะต่อไป
แต่สิ่งที่ยังขาดแคลน คือ “อวัยวะบริจาค” เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้แสดงความจำนงไว้ล่วงหน้า ทำให้หลายรายเมื่อเสียชีวิตจากภาวะสมองตาย ญาติมักตัดสินใจไม่บริจาค การจัดกิจกรรมครั้งนี้ จึงเป็นการสร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ สร้างชีวิตใหม่ให้แก่ผู้ป่วยอวัยวะวายระยะสุดท้ายทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมาย 930,000 ราย ภายในปี 2569 นี้
ด้านนายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย กล่าวว่า ข้อมูลล่าสุด 31 มกราคม 2569 มีผู้ป่วยรอปลูกถ่ายกระจกตา 13,834 ราย รอปลูกถ่ายอวัยวะ 7,743 ราย ซึ่งแม้จะมีผู้แสดงความจำนงบริจาคอวัยวะและดวงตาสะสมประมาณ 2 ล้านราย แต่เมื่อเทียบกับประชากรไทยกว่า 65 ล้านคน ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าน้อยและไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การจัดกิจกรรมครั้งนี้ จึงเป็นการรณรงค์การให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นการเปลี่ยนความสูญเสียให้กลายเป็นชีวิตใหม่ ซึ่งหนึ่งผู้บริจาคสามารถช่วยต่อชีวิตผู้ป่วยได้หลายคนและช่วยคืนแสงสว่างให้ผู้ที่รอคอยโอกาสอีกจำนวนมาก
นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีขีดความสามารถและศักยภาพในการปลูกถ่ายอวัยวะที่สูงมาก แต่ปัญหาหลักคือการขาดแคลนอวัยวะที่จะนำมาปลูกถ่าย ปัจจุบันอัตราความสำเร็จในการเจรจาขอบริจาคอวัยวะจากผู้ป่วยที่มีภาวะสมองตายในโรงพยาบาลมีเพียงประมาณ 20% เท่านั้น
กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสภากาชาดไทย มุ่งเน้นสร้างความเข้าใจและรณรงค์ให้คนไทยแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะไว้ตั้งแต่ตอนที่มีชีวิตอยู่ เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการปลูกถ่าย โดยตั้งเป้าให้ประชากรไทยแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะอย่างน้อย 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมด
ทั้งนี้ มีผู้ป่วยรอปลูกถ่ายอวัยวะหลัก (เช่น ไต, ตับ, หัวใจ) ประมาณ 8,000 รายต่อปี แต่สามารถทำได้จริงเพียง 1,000 รายต่อปี มีผู้ป่วยรอปลูกถ่ายกระจกตาประมาณ 12,000 รายต่อปี แต่ทำได้จริงเพียง 2,500 รายต่อปี
"เชื่อว่าหากบรรลุเป้าหมาย 10% จะช่วยลดช่องว่างและช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยได้มากขึ้นและบรรลุเป้าหมายของการปลูกถ่ายได้" นพ.สมฤกษ์กล่าว
นพ.สมฤกษ์กล่าวว่า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกันรณรงค์และเปิดรับการแสดงความจำนงฯ ในสถานบริการสาธารณสุขทุกระดับ โดยมีศูนย์รับบริจาคอวัยวะในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ครอบคลุมทั่วประเทศ 134 แห่ง
รวมทั้งรับบริจาคผ่านแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” และขับเคลื่อนการเพิ่มการผ่าตัดปลูกถ่ายไตและปลูกถ่ายกระจกตา โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ โดยพัฒนาศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะและกระจกตา ทีมผ่าตัดนำอวัยวะออกจากร่างผู้บริจาค เพื่อขยายบริการรองรับผู้ป่วยที่รอคอยอวัยวะปลูกถ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง
นอกจากนี้ ยังมีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ให้บริการลงทะเบียนบริจาคอวัยวะและดวงตา โดยประชาชนสามารถแสดงความจำนงได้ในระหว่างการทำบัตรประจำตัวประชาชนที่จุดบริการประชาชน ณ ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเขต หรือสำนักงานเทศบาลทั่วประเทศ  กว่า 2,535 จุดบริการ
นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกได้ร่วมประชาสัมพันธ์กิจกรรมฯ ผ่านทุกช่องทางประชาสัมพันธ์ของกรมฯ ตลอดจนจัดพิมพ์ใบอนุญาตขับรถที่มีเครื่องหมายกาชาดและข้อความบริจาคอวัยวะให้กับประชาชนที่แสดงความจำนงบริจาคแล้วกว่า 160,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน
ผู้บริจาคสามารถแสดงความจำนงผ่านช่องทางออนไลน์ QR Code ของสภากาชาดไทย หรือผู้ที่เคยแสดงความจำนงบริจาคไว้แล้วสามารถแสดงบัตรประจำตัวเป็นผู้บริจาคกับเจ้าหน้าที่เพื่อดำเนินการจัดพิมพ์ใบอนุญาตขับรถ ที่มีเครื่องหมายกาชาดและข้อความ “บริจาคอวัยวะ” ณ จุดบริการงานด้านใบอนุญาตขับรถและใบอนุญาตผู้ประจำรถ กว่า 195 แห่งทั่วประเทศได้
พ.ว.สุภาภรณ์ ศรีตั้งศิริกุล ประธานชมรมพยาบาลประสานงานการปลูกถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในการรับบริจาคอวัยวะที่ผ่านมา พบว่าหลายครั้งที่ญาติผู้ป่วยสมองตายไม่กล้าตัดสินใจบริจาคอวัยวะ เพราะไม่แน่ใจว่าตัวผู้ป่วยต้องการบริจาคอวัยวะหรือไม่ ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้จะเกิดประโยชน์อย่างมาก
เพราะการมีผู้แสดงความจำนงจำนวนมาก จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการตัดสินใจบริจาคอวัยวะของญาติ ทำให้ได้รับอวัยวะบริจาคไปทำการปลูกถ่ายให้กับผู้ป่วยอวัยวะสำคัญวายได้มากขึ้น
รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ คณะกรรมการบริหาร ฝ่ายประชาสัมพันธ์และรณรงค์การปลูกถ่ายอวัยวะ กล่าวว่า การปลูกถ่ายไตเป็นทางเลือกสำคัญที่ช่วยยืดอายุและเพิ่มความแข็งแรงให้ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งข้อมูลปี 2568 มีผู้ป่วยต้องรับการฟอกเลือดหรือล้างไตทางช่องท้องสะสมทั่วประเทศมากกว่า 150,000 ราย มีการผ่าตัดปลูกถ่ายไต 1,160 ราย โดยมาจากผู้บริจาคสมองตาย 967 ราย และผู้บริจาคที่มีชีวิต 193 ราย
สมาคมฯ และภาคีเครือข่ายได้ตั้งเป้าหมายขยายการปลูกถ่ายไตให้ได้ 1,500 รายต่อปี พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนการปลูกถ่ายจากผู้บริจาคมีชีวิตให้มากขึ้น เนื่องจากมีคุณภาพการรักษาที่ดีกว่า ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า และผู้บริจาคเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในอนาคตน้อยมาก ขณะที่การรอไตจากผู้บริจาคสมองตายต้องใช้เวลานานเฉลี่ยมากกว่า 5 ปี
นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สช.พัฒนาระบบ e-Living Will อำนวยความสะดวกให้ประชาชนจัดทำและจัดเก็บหนังสือแสดงเจตนาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และจะเพิ่มการบันทึกรายการการบริจาคอวัยวะของผู้ป่วยที่ทำ Living Will เชื่อมโยงช่องทางเข้าถึงเว็บไซต์การรับบริจาคอวัยวะของสภากาชาดไทย
เพื่อให้ประชาชนแสดงความจำนงได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งสนับสนุนให้ภาคีเครือข่ายสมัชชาสุขภาพจังหวัด และคณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชนทั่วประเทศ ช่วยสื่อสารกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง
โฆษณา