เมื่อวาน เวลา 02:09 • ธุรกิจ

เลิกจ้างยกแผง? หายนะ 8.3 แสนล้าน! เมื่อ Claude “ฆ่า” ธุรกิจซอฟต์แวร์โลก

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หากจะมีอุตสาหกรรมไหนที่ถูกเปรียบเปรยว่าเป็นดั่ง “ห่านทองคำ” ที่ออกไข่ให้นักลงทุนกินได้ไม่รู้จบ อุตสาหกรรมนั้นคงหนีไม่พ้นธุรกิจซอฟต์แวร์
โมเดลธุรกิจที่เรียกว่า Software-as-a-Service หรือการเก็บค่าสมาชิกรายเดือน กลายเป็นสูตรสำเร็จที่ทำให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เติบโตอย่างก้าวกระโดด สร้างรายได้มหาศาลจากค่าลิขสิทธิ์ที่เก็บตามจำนวนหัวพนักงาน
เราต่างเชื่อกันว่า นี่คือปราการที่แข็งแกร่งที่สุด ธุรกิจที่มีรายได้แน่นอน มีลูกค้าที่ย้ายหนีได้ยาก และมีกำไรขั้นต้นที่สูงลิ่ว
แต่ความเชื่อที่สั่งสมมานับสิบปี เพิ่งจะพังทลายลงต่อหน้าต่อตาเราเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา…
ในเวลาเพียงแค่เจ็ดวัน มูลค่าตลาดกว่า 830,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ระเหยหายไปจากหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ทั่วโลก
ตัวเลขนี้อาจจะดูเป็นแค่นามธรรมสำหรับหลายคน แต่ถ้าลองเทียบให้เห็นภาพ มันคือมูลค่าที่เท่ากับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของ Switzerland ทั้งประเทศ หรือเท่ากับบริษัท Tesla ทั้งบริษัทที่หายวับไปในอากาศ
นักวิเคราะห์ตามหน้าสื่ออาจจะบอกคุณว่า นี่คือการปรับฐานของตลาด หรือเป็นเพียงภาวะฟองสบู่แตกตามวัฏจักรเศรษฐกิจ
แต่สำหรับคนที่อยู่ในวงในของวงการเทคโนโลยี พวกเขารู้ดีว่าฆาตกรตัวจริงในคดีนี้คือใคร
มันไม่ใช่ธนาคารกลาง ไม่ใช่กฎหมายใหม่ และไม่ใช่คู่แข่งหน้าเดิม
แต่เป็นบริษัทที่ชื่อว่า Anthropic
ในช่วงต้นปี 2026 Anthropic ผู้สร้าง AI ที่ชื่อว่า Claude ได้ทำการเดินหมากสำคัญสามตา ซึ่งเปรียบเสมือนการส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ที่สุดไปยัง Wall Street
นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มันคือการฆาตกรรมโหดที่ถูกวางแผนมาอย่างแยบยล เพื่อล้มล้างระบบนิเวศของซอฟต์แวร์แบบเก่าให้สิ้นซาก
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ เมื่อวันที่ 12 มกราคม ที่ผ่านมา
Anthropic เปิดตัวสิ่งที่เรียกว่า Claude Cowork
ในตอนแรกที่เห็น หลายคนมองข้ามมันไป เพราะหน้าตาของมันดูเหมือนแอปพลิเคชันบนเดสก์ท็อปทั่วไป คล้ายกับโปรแกรมแชทที่เราคุ้นเคย เพียงแต่เก่งขึ้นนิดหน่อย
ความสามารถพื้นฐานของมันคือการควบคุมเมาส์ เปิดแอปพลิเคชัน และนำทางบนหน้าจอคอมพิวเตอร์แทนมนุษย์
ปฏิกิริยาของตลาดในตอนนั้นค่อนข้างเฉยเมย นักลงทุนส่วนใหญ่มองว่ามันก็แค่ผู้ช่วยดิจิทัลอีกตัวหนึ่ง ซึ่งเราเห็นกันจนเกร่อแล้วในตลาด
แต่หารู้ไม่ว่า นั่นเป็นเพียงกลลวงเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ก่อนที่หมัดน็อคที่แท้จริงจะถูกปล่อยออกมา…
วันที่ 30 มกราคม คือจุดเปลี่ยนที่แท้จริง
Anthropic ปล่อยชุดเครื่องมือเสริมหรือ Plugins ออกมา 11 ตัวสำหรับ Claude Cowork โดยเจาะจงไปที่งานสำคัญขององค์กรอย่าง การขาย การเงิน กฎหมาย และทรัพยากรบุคคล
วินาทีนั้นเอง Claude ได้กลายร่างจากเด็กฝึกงานที่ทำได้แค่ถามตอบทั่วไป ให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านระดับมืออาชีพ
ลองจินตนาการถึงภาพของสำนักงานกฎหมายในโลกตะวันตก
โดยปกติแล้ว รูปแบบการทำงานจะเป็นสมการง่ายๆ คือ ทนายความผู้ช่วย บวกกับ ซอฟต์แวร์ราคาแพง
บริษัทต้องจ้างเด็กจบใหม่เข้ามา และจ่ายค่าสมาชิกรายปีแพงระยับให้กับฐานข้อมูลกฎหมายอย่าง Thomson Reuters Westlaw หรือ LexisNexis เพื่อให้ทนายคนนั้นนั่งคลิกหาข้อมูลทั้งวัน
หน้าที่ของมนุษย์คือการตรวจทานสัญญา ระบุความเสี่ยง และร่างรายงานออกมา ซึ่งกินเวลานานและมีต้นทุนแฝงมหาศาล
แต่เมื่อ Claude เข้ามาแทนที่ สมการนี้ก็เปลี่ยนไป
คุณเพียงแค่ติดตั้งมันลงไป มันจะล็อกอินเข้าสู่ฐานข้อมูล อ่านสัญญาที่ยาวเหยียด ไฮไลท์ข้อความที่มีความเสี่ยง และสร้างรายงานออกมาให้เสร็จสรรพ
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่มนุษย์ไม่ต้องขยับนิ้วคลิกเลยแม้แต่ครั้งเดียว
จากต้นทุนปีละ 50,000 ดอลลาร์ เหลือเพียงค่าสมาชิก AI เดือนละประมาณ 100 ดอลลาร์ และจากงานที่ใช้เวลาเป็นวัน เหลือเพียงไม่กี่วินาที
เมื่อภาพนี้ชัดเจนขึ้น Wall Street ก็เริ่มตระหนักถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา
เพราะถ้า AI สามารถแทนที่ซอฟต์แวร์กฎหมายที่มีความซับซ้อนสูงได้ มันก็ย่อมแทนที่เครื่องมือวิเคราะห์ทางการเงิน หรือระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์ได้เช่นกัน
และแล้วฟางเส้นสุดท้ายก็ขาดลง ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์
Anthropic ปล่อยโมเดลสมองกลรุ่นใหม่ล่าสุด Claude Opus 4.6 ออกมาตอกย้ำความกลัวนั้น
นี่ไม่ใช่แค่การอัปเดตเวอร์ชันธรรมดา แต่มันคือการอัปเกรดความฉลาดในระดับโครงสร้าง
ทำให้ AI สามารถทำงานซับซ้อนต่อเนื่องได้โดยไม่เกิดอาการหลอนหรือให้ข้อมูลมั่วๆ อีกต่อไป
คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมเทคโนโลยีเหล่านี้ถึงทำให้หุ้นซอฟต์แวร์มูลค่ามหาศาลร่วงหล่นลงมาได้?
คำตอบอยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจซอฟต์แวร์ยุคเก่า ที่ยืนอยู่บนเสาหลักสามต้นที่เราคุ้นเคยกันดี
เสาหลักต้นแรกคือ โมเดลการคิดเงินตามจำนวนผู้ใช้งาน หรือ Per-Seat Pricing
ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา บริษัทอย่าง Salesforce หรือ Microsoft ร่ำรวยจากการขยายตัวของพนักงานในบริษัทลูกค้า
ยิ่งลูกค้าจ้างคนเพิ่ม ก็ยิ่งต้องซื้อไลเซนส์ซอฟต์แวร์เพิ่ม เป็นสมการที่แปรผันตรงอย่างสวยงาม
แต่ในโลกยุคใหม่ Claude ไม่ต้องการเก้าอี้ให้นั่งทำงาน
AI หนึ่งตัวสามารถทำงานได้เท่ากับพนักงาน 50 คน แต่กลับถูกนับค่าใช้จ่ายเป็นเพียง API เดียว ตามปริมาณการใช้งานจริง ไม่ใช่ตามจำนวนหัว
เมื่อบริษัทต่างๆ เริ่มเปลี่ยนจากการจ้างคนมานั่งกดซอฟต์แวร์ เป็นการจ้าง AI มาทำงานให้เสร็จ รายได้มหาศาลที่เคยได้จากจำนวนพนักงานที่เป็นมนุษย์จึงหายวับไปทันที…
เสาหลักต้นที่สองคือ ความซับซ้อนของหน้าจอใช้งาน
เรื่องนี้อาจฟังดูย้อนแย้ง แต่ความยากในการใช้งานซอฟต์แวร์องค์กร คือเกราะป้องกันคู่แข่งที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด
หน้าจอที่เต็มไปด้วยเมนูซับซ้อน ทำให้พนักงานต้องใช้เวลาเรียนรู้นาน และเมื่อเรียนรู้จนชำนาญแล้ว บริษัทก็ไม่อยากเปลี่ยนไปใช้ของเจ้าอื่น เพราะไม่อยากเสียเวลาเริ่มนับหนึ่งใหม่
สิ่งนี้คือกำแพงที่เรียกว่า Vendor Lock-in ที่ขังลูกค้าให้อยู่กับผู้ให้บริการรายเดิมตลอดไป
แต่ Claude นำเสนอโลกใบใหม่ที่เรียกว่า “Zero UI”
เรากำลังเข้าสู่ยุคที่หน้าจออินเทอร์เฟซไม่มีความหมายอีกต่อไป
คุณไม่จำเป็นต้องรู้ว่าปุ่มสร้างรายงานอยู่ตรงไหน เมนูตั้งค่าซ่อนอยู่ที่ใด
คุณเพียงแค่สั่ง AI ด้วยภาษาพูดธรรมดาว่า “ช่วยตรวจสอบรายงานค่าใช้จ่ายเดือนนี้ให้หน่อย”
AI จะเป็นผู้เข้าไปใช้งานซอฟต์แวร์เหล่านั้นแทนคุณ ในเมื่อคนสั่งงานคือ AI ความยากง่ายของหน้าจอก็ไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป กำแพงที่เคยสูงตระหง่านจึงพังทลายลง
เสาหลักต้นสุดท้ายคือ สวนที่มีกำแพงล้อมรอบ หรือ Walled Garden
บริษัทเทคโนโลยีใหญ่มักจะพยายามล็อกข้อมูลของคุณไว้ในระบบนิเวศของตัวเอง เพื่อไม่ให้คุณย้ายข้อมูลไปใช้กับคู่แข่งได้ง่ายๆ
แต่การมาถึงของเทคโนโลยีที่เรียกว่า Model Context Protocol หรือ MCP ได้ทำลายกำแพงนี้ลงอย่างสิ้นเชิง
MCP เปรียบเสมือนกุญแจผีที่อนุญาตให้ AI เดินทะลุผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ ได้อย่างอิสระ
มันสามารถเข้าไปดึงข้อมูลจากซอฟต์แวร์บัญชี แล้วนำไปใส่ในซอฟต์แวร์จัดการโครงการ ก่อนจะส่งต่อไปยังแอปพลิเคชันสื่อสาร โดยไม่มีกำแพงใดขวางกั้นได้
เมื่อกำแพงล้อมรอบสวนพังทลาย ซอฟต์แวร์ที่มีราคาแพงระยับก็กลายเป็นเพียงสินค้าทั่ว (Commodity) ไปที่ใครๆ ก็เชื่อมต่อถึงกันได้
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมหายนะครั้งนี้ถึงมาเกิดขึ้นเอาตอนนี้?
ทำไมต้องเป็นปี 2026?
ในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ มีคำเปรียบเปรยถึงภัยคุกคามสองรูปแบบ คือ Black Swan หรือหงส์ดำ ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน และ Grey Rhino หรือแรดสีเทา
สิ่งที่เกิดขึ้นกับวงการซอฟต์แวร์ในขณะนี้ ไม่ใช่หงส์ดำที่ไม่มีใครคาดคิด
แต่มันคือแรดสีเทาตัวมหึมา ที่เราเห็นมันยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้ามานานแล้ว เห็นมันกำลังวิ่งพุ่งเข้ามาใส่ด้วยความเร็วสูง แต่เรากลับเลือกที่จะเพิกเฉยและหลอกตัวเองว่ามันคงไม่ชนเรา
ปัจจัยเร่งที่ทำให้แรดตัวนี้พุ่งชนเราในปี 2026 มีอยู่สามประการ
ประการแรกคือ วิกฤตการเผาเงินสดของบริษัท AI
บริษัทอย่าง OpenAI และ Anthropic ใช้เงินลงทุนไปมหาศาลในการพัฒนาโมเดล และถึงเวลาที่นักลงทุนเริ่มทวงถามผลกำไร
พวกเขาไม่สามารถเป็นเพียงห้องแล็บวิจัยได้อีกต่อไป ทางรอดเดียวคือต้องกลายเป็นบริษัทที่ขายผลิตภัณฑ์
และวิธีที่เร็วที่สุดในการทำเงิน คือการเข้าไปแย่งชิงเค้กก้อนใหญ่จากตลาดซอฟต์แวร์ที่มีอยู่เดิม
ประการที่สองคือ ความสำเร็จของ AI แบบ Local
เราสามารถย่อส่วนโมเดล AI ให้ทำงานบนคอมพิวเตอร์ส่วนตัวได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคลาวด์ตลอดเวลา ซึ่งแก้ปัญหาเรื่องความลับของข้อมูลองค์กรได้อย่างชะงัด ทำให้บริษัทต่างๆ กล้าที่จะนำ AI มาใช้กับข้อมูลสำคัญ
และประการสุดท้ายคือ การผงาดของ MCP ที่กลายเป็นภาษากลางให้ AI สื่อสารกับซอฟต์แวร์ทุกตัวบนโลกได้
เมื่อเรามองไปข้างหน้า ซากปรักหักพังของราคาหุ้นซอฟต์แวร์ในวันนี้ คือพิมพ์เขียวของโลกการทำงานในอนาคต
เรากำลังก้าวข้ามยุคที่ AI เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวก ไปสู่ยุคที่ AI มีสถานะเป็น “เพื่อนร่วมงาน”
โครงสร้างองค์กรกำลังจะถูกเขียนใหม่ ผู้จัดการในอนาคตจะไม่ใช่คนที่เก่งในการบริหารคนเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องเป็นคนที่สามารถบริหารกองทัพ AI หรือ Autonomous Agents ให้ทำงานประสานกันได้
ทักษะที่สำคัญที่สุดจะไม่ใช่การลงมือทำงานเอง แต่คือการออกแบบกระบวนการทำงาน หรือที่เรียกว่า Agentic Workflows
เราอาจจะได้เห็น “วันสิ้นโลกของซอฟต์แวร์” สำหรับบริษัทที่ไม่ยอมปรับตัว
หากซอฟต์แวร์ใดยังคงออกแบบมาเพื่อให้มนุษย์ต้องคลิกเมาส์ 50 ครั้งเพื่อทำงานหนึ่งชิ้น ซอฟต์แวร์นั้นคือนวัตกรรมที่ล้าสมัยและรอวันตาย
ผู้รอดชีวิตจะมีเพียงบริษัทที่สร้างระบบขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานของ AI เท่านั้น
เหตุการณ์มูลค่าหายวับ 830,000 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขในตลาดหุ้น
แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยที่ดังที่สุด เพื่อบอกเราว่าโลกใบเดิมได้จบลงแล้ว
สำหรับคนทำงานอย่างเรา คำถามสำคัญในวันนี้จึงไม่ใช่ เราจะใช้โปรแกรมนี้ยังไงอีกต่อไป
แต่คือเราจะสั่งการ AI ที่รู้วิธีใช้โปรแกรมนี้เก่งกว่าเรา ได้อย่างไร
อย่ารอให้บริษัทส่งคู่มือมาให้ เพราะถึงตอนนั้นคุณอาจจะกลายเป็นส่วนเกินขององค์กรไปแล้ว
จงเริ่มเรียนรู้ที่จะเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบระบบการทำงาน แทนที่จะเป็นเพียงฟันเฟืองตัวหนึ่งในเครื่องจักร
เพราะในโลกที่แรดสีเทากำลังวิ่งชนทุกอย่างที่ขวางหน้า
คนที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ คือคนที่จะเจ็บตัวที่สุด…
References : [medium, sequoiacap, substack, techcrunch]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา