1 มี.ค. เวลา 12:00 • ประวัติศาสตร์

สังเขปนครลำพูน

จากตำนานพระนางจามเทวีสู่จังหวัดเล็กที่เปล่งประกายของภาคเหนือ
ความเจริญของจังหวัดลำพูน นับว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่กลายเป็นกระแสและประเด็นที่ถูกพูดถึงในสื่อโซเชียลมีเดียช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบรรยากาศการเมืองการเลือกตั้งแบบนี้ ซึ่งผู้คนจำนวนไม่น้อยก็กล่าวว่าลำพูนเจริญขึ้นมากขึ้นนี้ก็เพราะว่ามีนักการเมืองส่วนท้องถิ่นที่ดี
ซึ่งถ้าว่ากันตามข้อมูลเชิงประจักษ์แล้วก็พบว่าลำพูนนั้นเจริญขึ้นจริงในปัจจุบันในระดับที่เป็นจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวสูงสุดในภาคเหนือเลยทีเดียว GDP สูงกว่าเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของภาคเหนือเสียด้วย ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากคุณภาพของประชากรตลอดจนความสามารถในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างมากมาย ทั้ง ๆ ที่ในอดีตนั้นผู้คนมองว่าลำพูนเป็นจังหวัดทางผ่านเสียด้วยซ้ำไป
ถึงแม้ว่าช่วงหนึ่งผู้คนมองลำพูนในฐานะของจังหวัดทางผ่าน ทว่าในอดีตกาลอันไกลโพ้นนั้น ลำพูนก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งเมืองสำคัญที่มีประวัติศาสตร์และเรื่องราวเก่าแก่มากเป็นอันดับต้น ๆ ของภาคเหนือเลยด้วย ซึ่งเราจะมีเล่ากันให้อ่านแบบสังเขปกัน
แรมมีบรรพชนลุ่มน้ำปิง
ก่อนที่จะมีอาณาจักรใด ๆ บนผืนดินแห่งนี้ ดินแดนลุ่มแม่น้ำปิงและแม่น้ำกวงเคยมีชื่อเรียกว่า "สมันตรประเทศ" และมีผู้คนอาศัยอยู่มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์แล้ว ดังที่มีการขุดพบโครงกระดูกที่บ้านวังไฮ ตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง ระบุอายุไว้ระหว่าง 2,800–3,000 ปีมาแล้ว จัดเป็นมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายที่มีพัฒนาการทางสังคมค่อนข้างสูง รู้จักประเพณีฝังศพด้วยการอุทิศสิ่งของให้ผู้ตาย รู้จักทำเกษตรกรรม และตั้งหลักแหล่งถาวรไม่เร่ร่อน
ชนกลุ่มนี้มีการติดต่อกับโลกภายนอกอย่างกว้างขวาง ทั้งกับกลุ่มพ่อค้าอินโด-โรมันจากตะวันตก ซึ่งพบหลักฐานเป็นลูกปัดและกำไลหินควอตซ์ในหลุมศพ และกับอารยธรรมดงเซินจากแถบเวียดนามเหนือและจีนใต้ ซึ่งนำเครื่องประดับสำริดมาแลกเปลี่ยน ภาพรวมเช่นนี้บ่งชี้ว่าลำพูนในยุคก่อนประวัติศาสตร์มิใช่ดินแดนที่โดดเดี่ยว หากแต่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตกมาแต่โบราณกาลแล้ว
นอกจากนี้ยังพบหลักฐานของมนุษย์ยุคหินกลางถึงยุคหินใหม่ อายุราว 1,000–4,000 ปี ในพื้นที่ภูเขาของอำเภอบ้านโฮ่งและอำเภอลี้ด้วย
กำเนิดหริภุญชัย
ราวปี พ.ศ. 1204 กลุ่มนักพรตฤาษีนำโดยฤาษีวาสุเทพได้รวบรวมชาวมอญหรือที่เรียกว่า "เม็งคบุตร" มาสร้างเมืองใหม่บนพื้นที่ระหว่างแม่น้ำกวงและแม่น้ำปิง แล้วตั้งชื่อว่า "หริภุญไชยนคร" จากนั้นได้ส่งทูตไปอัญเชิญพระนางจามเทวี ราชธิดากษัตริย์เมืองละโว้ มาเป็นปฐมกษัตริย์ในปี พ.ศ. 1206
พระนางจามเทวีทรงเป็นมากกว่ากษัตริย์ผู้ปกครอง พระองค์ทรงนำอารยธรรมทวารวดีชั้นสูงขึ้นมาสู่ภาคเหนือเป็นครั้งแรก ทั้งด้านพระพุทธศาสนา ศิลปกรรม การปกครอง และวัฒนธรรม ทรงรวบรวมชนพื้นเมืองกลุ่มต่าง ๆ ไว้ภายใต้ทศพิธราชธรรม สร้างวัดวาอารามกระจายทั่วดินแดน และขยายอาณาเขตไปยังเมืองเขลางคนคร (ลำปาง) และเมืองอื่น ๆ อีกหลายแห่ง คุณงามความดีอันยิ่งใหญ่ทำให้พระองค์ได้รับการขนานนามว่า "พระแม่เมือง–พระมิ่งเมือง" และยังคงเป็นที่เคารพบูชาของชาวลำพูนมาจนถึงทุกวันนี้
ราชวงศ์จามเทวีครองราชสมบัติสืบต่อกันยาวนานกว่า 620 ปี โดยยุครุ่งเรืองสูงสุดอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 16–17 ซึ่งเป็นช่วงที่หลักฐานทางประวัติศาสตร์มีความชัดเจนมากที่สุด ความยิ่งใหญ่ของหริภุญไชยไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในภูมิภาค หากเป็นที่เลื่องลือไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรต่าง ๆ และส่งอิทธิพลต่อกันและกันในหลายทาง ตลอดจนในด้านศาสนาเองก็เจริญถึงขีดสุด ดังที่ปรากฏเป็นการสร้างวัดพระธาตุหริภุญชัยขึ้นมานั่นเอง
จากอดีตเมืองที่ยิ่งใหญ่ สู่จังหวัดเล็ก ๆ ที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์
ความรุ่งเรืองและความมั่งคั่งของหริภุญไชยนครเองที่ดึงดูดสายตาของพญามังราย เจ้าผู้ครองแคว้นหิรัญนครเงินยางแถบเชียงราย ในปี พ.ศ. 1824 พระองค์ทรงยกกองทัพเข้าตีหริภุญไชยในสมัยพระยายีบาจนแตกพ่าย ในช่วงก่อนสถาปนาเวียงกุมกาม ที่ซึ่งจะกลายเป็นรากฐานของ "นพบุรีนครพิงค์เชียงใหม่"
ในกาลต่อมาแม้จะสิ้นอำนาจทางการเมือง แต่หริภุญไชยยังคงได้รับการทำนุบำรุงอย่างต่อเนื่องจากกษัตริย์ล้านนาในฐานะของเมืองสำคัญทางศาสนา กษัตริย์ล้านนาหลายพระองค์ก็ต่างเสด็จมาทำบุญ ไปจนถึงบูรณะวัดแห่งนี้เรื่อยมา
กาลเวลาล่วงเลยผ่านจากยุคล้านนาสู่ยุคกรุงศรีอยุธยา ก่อนที่จะเข้ามาถึงช่วงเสียกรุง ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมืองลำพูนได้เข้ารวมอยู่ในราชอาณาจักรไทย แต่ยุคนั้นบ้านเมืองอยู่ท่ามกลางสงครามไม่หยุดหย่อน ทำให้ผู้คนพากันหลบหนีเข้าป่าจนเมืองร้างไป กระทั่งพระยาบุรีรัตน์ (คำฝั้น) ได้อพยพชาวยองจากฝั่งพม่ามาตั้งรกรากริมแม่น้ำกวง น้ำปิง และน้ำทา พร้อมนำวัฒนธรรม ศิลปกรรม และงานช่างฝีมืออันประณีตมาด้วย
จึงทำให้บ้านเมืองกลับมาคึกคักและสงบสุขอีกครั้งต่อมาในยุครัตนโกสินทร์ ความขัดแย้งระหว่างเจ้าผู้ครองนครกับบริษัทสัมปทานไม้อังกฤษ ภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 นำไปสู่การปฏิรูปการปกครองครั้งสำคัญ รัฐบาลส่วนกลางค่อย ๆ ลดบทบาทของเจ้าผู้ครองนคร เปลี่ยนระบบหัวเมืองประเทศราช
เป็น "มณฑล" และส่งข้าราชการจากกรุงเทพฯ มาดูแลแทน กระทั่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เมื่อพลตรีเจ้าจักรคำ ขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้ายถึงแก่พิราลัย ลำพูนจึงเปลี่ยนสถานะเป็น "จังหวัด" มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ปกครองสืบมาจนถึงปัจจุบัน
จากประวัติศาสตร์ในฐานะของเมืองที่ยิ่งใหญ่ ในปัจจุบันนี้ลำพูนได้กลายมาเป็นจังหวัดเล็ก ๆ แต่ก็เต็มไปด้วยเรื่องราว และมีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมที่เจริญไปในทิศทางที่ดีมากขึ้น แน่นอนว่าในตอนนี้ลำพูนอาจจะมิใช่จังหวัดที่ใหญ่ที่สุดหรือหรูหราที่สุด แต่หากวัดด้วยความลึกของรากฐานอารยธรรม ไม่มีดินแดนใดในภาคเหนือที่จะเทียบเคียงได้ เพราะทุกวัด ทุกถนน และทุกประเพณีในเมืองนี้ล้วนสะท้อนเรื่องราวอันยาวนานกว่าสามพันปี ที่หล่อหลอมให้ลำพูนกลายเป็น "ต้นธารแห่งล้านนา" อีกแห่งหนึ่ง
#สุดโปรด #ประวัติศาสตร์ #เศรษฐกิจ #เมือง #สังคม #ลำพูน #BBL #BangkokBank
โฆษณา