Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 12:00 • ธุรกิจ
arl Zeiss จากร้านซ่อมกล้องจุลทรรศน์ สู่ผู้กุมความลับชิป AI ของโลก
ในโลกของเทคโนโลยี เรามักจะได้ยินชื่อของยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตชิปอย่าง TSMC หรือ Samsung และ Intel กันจนคุ้นหู
เรารู้ว่าบริษัทเหล่านี้คือผู้กุมหัวใจสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก ตั้งแต่สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงระบบปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังมาแรง
แต่เบื้องหลังความสำเร็จของโรงงานผลิตชิปเหล่านี้ กลับมีผู้เล่นอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่หลังม่าน
ผู้เล่นคนนี้คือเจ้าของเทคโนโลยีเครื่องจักรที่ใช้ในการพิมพ์ลวดลายวงจรขนาดเล็กจิ๋วลงบนแผ่นซิลิคอน ซึ่งถ้าขาดเครื่องจักรนี้ไป โลกทั้งใบก็แทบจะหยุดหมุน
บริษัทที่ว่านี้คือ ASML จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้ผูกขาดการผลิตเครื่องจักรที่เรียกว่า EUV Lithography มูลค่าเครื่องละหลายพันล้านบาท…
แต่.. เรื่องราวมันไม่ได้จบแค่นั้น
เพราะแม้แต่ ASML เอง ก็ไม่สามารถสร้างเครื่องจักรสุดล้ำนี้ได้ หากขาดชิ้นส่วนที่เป็นเสมือน “ดวงตา” ของระบบ
ดวงตาคู่นั้นถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทสัญชาติเยอรมันที่มีอายุกว่า 178 ปี
บริษัทที่เริ่มต้นจากการเป็นเพียงร้านซ่อมเครื่องมือวิทยาศาสตร์เล็กๆ แต่กลับกลายมาเป็นผู้กุมความลับระดับอะตอมของโลกเทคโนโลยี
บริษัทนั้นคือ Carl Zeiss…
ย้อนกลับไปในปี 1846 ที่เมือง Weimar ประเทศ Germany ชายหนุ่มนามว่า Carl Zeiss ตัดสินใจเปิดเวิร์กชอปเล็กๆ เพื่อผลิตและซ่อมแซมกล้องจุลทรรศน์
ในยุคนั้น การทำเลนส์กล้องจุลทรรศน์ยังเป็นเรื่องของการลองผิดลองถูก ช่างฝีมือต้องขัดเลนส์และประกอบเข้าไป ถ้าภาพชัดก็ถือว่าโชคดี ถ้าไม่ชัดก็ต้องรื้อทำใหม่
แต่ Carl Zeiss ไม่ต้องการพึ่งพาแค่โชคชะตา
เขาต้องการความแม่นยำที่ทำซ้ำได้ เขาจึงตัดสินใจชักชวน Ernst Abbe นักฟิสิกส์หนุ่มอัจฉริยะจาก University of Jena ให้มาร่วมงานด้วย
การมาของ Ernst Abbe เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
เขาใช้คณิตศาสตร์และฟิสิกส์เข้ามาคำนวณการหักเหของแสง ทำให้ Carl Zeiss สามารถผลิตเลนส์ที่มีคุณภาพสูงกว่าคู่แข่งในตลาดแบบไม่เห็นฝุ่น
กิจการรุ่งเรืองจนขยายไปสู่การผลิตกล้องส่องทางไกล กล้องโทรทรรศน์ และอุปกรณ์ทางแสงอื่นๆ อีกมากมาย
แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่านวัตกรรม คือโครงสร้างองค์กรที่ Ernst Abbe วางรากฐานไว้หลังจากที่ Carl Zeiss เสียชีวิต
เขาไม่ได้ส่งต่อบริษัทให้ทายาท และไม่ได้นำบริษัทเข้าตลาดหุ้นเพื่อระดมทุน
แต่เขาโอนหุ้นทั้งหมดให้กับมูลนิธิที่ตั้งขึ้นใหม่ชื่อว่า Carl Zeiss Foundation
เป้าหมายของมูลนิธิไม่ใช่การทำกำไรสูงสุดเพื่อผู้ถือหุ้น แต่เป็นการการันตีว่าบริษัทจะอยู่รอดต่อไปได้อีกร้อยปี และพนักงานทุกคนต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี
มีการกำหนดสวัสดิการที่ล้ำหน้ามากในยุคนั้น ทั้งเงินบำนาญ การรักษาพยาบาล และการทำงานเพียง 9 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม…
แต่แล้ว ประวัติศาสตร์ก็เล่นตลกกับ Carl Zeiss เมื่อโลกเข้าสู่ช่วงสงคราม
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ความเชี่ยวชาญด้านเลนส์ของบริษัท ทำให้พวกเขาต้องกลายเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ทางทหารให้กองทัพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไม่ว่าจะเป็นศูนย์เล็งปืน กล้องส่องเรือดำน้ำ หรือกล้องส่องทางไกลสำหรับทหารราบ
จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ความโกลาหลที่แท้จริงจึงเริ่มต้นขึ้น
กองทัพสหรัฐฯ บุกเข้ายึดเมือง Jena ที่ตั้งโรงงานหลักของ Carl Zeiss แต่เมืองนี้ถูกกำหนดให้อยู่ในเขตยึดครองของสหภาพโซเวียตตามข้อตกลงหลังสงคราม
ก่อนที่กองทัพสหรัฐฯ จะถอนกำลังออกไป พวกเขาตัดสินใจทำปฏิบัติการลับ
นั่นคือการ “หิ้ว” ตัวผู้บริหารและนักวิทยาศาสตร์ระดับหัวกะทิกว่า 130 คน หนีข้ามฝั่งไปยังเยอรมนีตะวันตก เพื่อไม่ให้มันสมองเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของโซเวียต
เมื่อกองทัพโซเวียตเข้ามาถึงและพบว่าบุคลากรสำคัญหายไป พวกเขาจึงแก้เผ็ดด้วยการรื้อถอนโรงงาน ขนเครื่องจักร และอุปกรณ์กว่า 94% กลับไปยังสหภาพโซเวียต
พร้อมกับต้อนพนักงานที่เหลืออยู่อีก 300 คนขึ้นรถไฟไปด้วย เพื่อไปช่วยตั้งโรงงานผลิตกล้องในเมือง Kiev
เหตุการณ์นี้ทำให้ Carl Zeiss ถูกฉีกออกเป็นสองร่าง
ร่างหนึ่งคือ Carl Zeiss ในเยอรมนีตะวันตก ที่ต้องเริ่มสร้างโรงงานใหม่จากความทรงจำและมันสมองของนักวิทย์ที่หนีมาได้
อีกร่างหนึ่งคือ Carl Zeiss Jena ในเยอรมนีตะวันออก ที่กลายเป็นรัฐวิสาหกิจภายใต้ระบอบสังคมนิยม
ทั้งสองบริษัทผลิตสินค้าคล้ายกัน แย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกัน และที่สำคัญคือ “ใช้ชื่อเดียวกัน”
นำไปสู่การฟ้องร้องแย่งชิงสิทธิ์การใช้ชื่อเครื่องหมายการค้าที่ยาวนานที่สุดคดีหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกธุรกิจ กินเวลานานถึง 18 ปี
จนสุดท้ายต้องจบลงด้วยการแบ่งโลกกันดูแล
ฝั่งตะวันตกห้ามใช้ชื่อ Zeiss ขายของในประเทศคอมมิวนิสต์ และฝั่งตะวันออกก็ห้ามใช้ชื่อ Zeiss ขายของในประเทศทุนนิยม…
กาลเวลาล่วงเลยมาจนถึงวันที่กำแพงเบอร์ลินพังทลาย
การรวมชาติเยอรมันทำให้ Carl Zeiss ทั้งสองฝั่งกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฝั่งตะวันออกอยู่ในสภาพที่ล้าหลังและขาดทุนยับเยิน
ต้องใช้เวลาปรับโครงสร้างอยู่นานกว่าจะเข้าที่เข้าทาง แต่การรวมตัวครั้งนี้เองที่นำไปสู่ก้าวสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
นั่นคือการมุ่งหน้าเข้าสู่อุตสาหกรรม Semiconductor
เมื่อกฎของ Moore’s Law บอกว่าจำนวนทรานซิสเตอร์บนชิปต้องเพิ่มขึ้นสองเท่าทุกๆ สองปี ผู้ผลิตชิปจึงต้องการย่อขนาดลายวงจรให้เล็กลงเรื่อยๆ
กุญแจสำคัญอยู่ที่ “ความยาวคลื่นของแสง” ที่ใช้ในการวาดลายวงจร
ในยุคแรก Carl Zeiss พัฒนาระบบเลนส์สำหรับแสง DUV หรือ Deep Ultraviolet ซึ่งมีความซับซ้อนมหาศาล
ลองจินตนาการถึงเลนส์ขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยชิ้นเลนส์ย่อยๆ หลายสิบชิ้นเรียงต่อกันเป็นแท่งยาว น้ำหนักหลายตัน
เพื่อบีบอัดแสงให้มีความคมชัดที่สุด โดยไม่มีความผิดเพี้ยนแม้แต่นิดเดียว
พวกเขาสร้างเทคโนโลยีที่เรียกว่า Immersion Lithography หรือการฉายแสงผ่านน้ำ เพื่อหักเหแสงให้แม่นยำยิ่งขึ้น ช่วยให้โลกก้าวข้ามขีดจำกัดการผลิตชิปมาได้หลายรุ่น
แต่แล้วมนุษย์ก็ชนเข้ากับกำแพงทางฟิสิกส์
เมื่อเราต้องการชิปที่มีขนาดเล็กกว่า 10 นาโนเมตร แสง DUV แบบเดิมเริ่มจะใหญ่เกินไป
วงการชิปต้องการแสงชนิดใหม่ที่มีความยาวคลื่นสั้นกว่าเดิมมาก นั่นคือแสง EUV หรือ Extreme Ultraviolet
ปัญหาคือ แสง EUV นี้มีพลังงานสูงมากและ “เอาแต่ใจ” สุดๆ
มันจะถูกดูดซับโดยสสารทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นอากาศ หรือแม้แต่แก้วเลนส์ที่ใสที่สุด แสงนี้ก็ทะลุผ่านไม่ได้
นั่นหมายความว่า เทคนิคการใช้ “เลนส์แก้ว” ที่ Carl Zeiss สั่งสมมากว่าร้อยปี ใช้ไม่ได้ผลกับแสงชนิดนี้
วิศวกรของ Carl Zeiss ต้องโละกระดานออกแบบทิ้งทั้งหมด แล้วเปลี่ยนมาใช้วิธีการ “สะท้อน” แสงแทน
พวกเขาต้องสร้างระบบกระจกหลายชั้น หรือ Multi-layer mirrors เพื่อชิ่งแสง EUV ไปมาจนตกกระทบลงบนแผ่นเวเฟอร์
แต่กระจกนี้ไม่ใช่กระจกเงาธรรมดาที่เราใช้ส่องหน้า
ความเรียบของผิวกระจกที่ Carl Zeiss สร้างขึ้นนั้น ต้องมีความละเอียดในระดับที่มนุษย์ทั่วไปจินตนาการไม่ถึง
มีการเปรียบเทียบว่า หากขยายขนาดกระจกนี้ให้ใหญ่เท่ากับประเทศเยอรมนี ความขรุขระบนพื้นผิว หรือจุดที่นูนที่สุด จะต้องมีความสูงไม่เกิน 0.1 มิลลิเมตร
หรือถ้าเปรียบให้ใหญ่เท่าโลก ภูเขาที่สูงที่สุดบนโลกใบนั้น จะสูงได้ไม่เกินเส้นผมของคนเรา
นี่คือความแม่นยำระดับ “Picometer” ซึ่งเล็กกว่านาโนเมตรลงไปอีก
ความสามารถในการสร้างกระจกที่สมบูรณ์แบบนี้เอง คือสิ่งที่ทำให้ ASML ตัดสินใจจับมือกับ Carl Zeiss แบบแนบแน่น
ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Nikon หรือ Canon พยายามพัฒนาระบบนี้ด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้และถอยทัพไป เพราะไม่สามารถก้าวข้ามกำแพงเทคโนโลยีอันโหดหินนี้ได้
Carl Zeiss จึงกลายเป็นผู้เล่นเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่ทำสิ่งนี้ได้
ปัจจุบัน Carl Zeiss ไม่ได้เป็นแค่บริษัทผลิตเลนส์ แต่แบ่งโครงสร้างธุรกิจออกเป็น 4 ขาหลัก
ตั้งแต่เทคโนโลยีทางการแพทย์ กล้องจุลทรรศน์สำหรับงานวิจัย เลนส์แว่นตาและกล้องถ่ายรูปที่เราคุ้นเคย และส่วนที่สำคัญที่สุดคือ Semiconductor Manufacturing Technology
ซึ่งแผนกเซมิคอนดักเตอร์นี้เอง ที่สร้างรายได้มหาศาลและเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจโลก
ASML เองก็รู้ดีว่าตัวเองขาด Carl Zeiss ไม่ได้ ถึงขนาดยอมควักเงินลงทุนถือหุ้นในบริษัทลูกของ Carl Zeiss ถึง 24.9% เพื่อการันตีว่าเทคโนโลยีนี้จะอยู่กับพวกเขาตลอดไป
สิ่งที่น่าสนใจคือ Carl Zeiss ยังคงยึดมั่นในปรัชญาเดิมของผู้ก่อตั้ง
พวกเขาทุ่มงบประมาณมหาศาลกว่า 15% ของรายได้ กลับไปสู่การวิจัยและพัฒนา (R&D) ในทุกๆ ปี
ตัวเลขนี้สูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีทั่วไปมาก เพราะพวกเขารู้ดีว่า ในวงการนี้ ถ้าหยุดเดินเมื่อไหร่ ก็เท่ากับตายเมื่อนั้น
เรื่องราวของ Carl Zeiss สอนให้เราเห็นถึง “ความอดทน” ในการสร้างสิ่งที่ยากจะเลียนแบบ
จากร้านเล็กๆ ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ผ่านมรสุมสงครามที่เกือบทำให้บริษัทล่มสลาย สู่วันที่พวกเขากลายเป็นกระดูกสันหลังของโลกดิจิทัล
วันนี้ หากคุณหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาถ่ายรูป หรือใช้แอปพลิเคชันที่ประมวลผลด้วย AI
ขอให้รู้ว่าลึกลงไปในชิปเหล่านั้น มีแสงที่สะท้อนผ่านกระจกของ Carl Zeiss ซ่อนอยู่
และนั่นคือเหตุผลว่าทำไม บริษัทเยอรมันที่ชื่อคุ้นหูบริษัทนี้ ถึงเป็นผู้กุมความลับของโลกอนาคตไว้อย่างแท้จริง…
References : [zeiss, asml, wikipedia, bloomberg, reuters]
*** หมายเหตุ : บริษัท Carl Zeiss AG ได้เปลี่ยนชื่อแบรนด์อย่างเป็นทางการเป็นเพียงแค่ ZEISS ในวันที่ 28 มิถุนายน 2013 เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ระดับโลกที่สอดคล้องกันมากขึ้น แม้ว่าบริษัทจะใช้ชื่อ “ZEISS” ในการสร้างแบรนด์มานานหลายทศวรรษแล้ว แต่การเปลี่ยนแปลงในปี 2013 นี้ได้ปรับปรุงชื่อให้กระชับยิ่งขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ทั้งหมด โดยเลิกใช้ชื่อ “Carl Zeiss” ในการสื่อสารอย่างเป็นทางการ ***
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/carl-zeiss-story/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
คลิกเลย -->
https://www.blockdit.com/articles/5cda56f1e5eac0101e278c73
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
เทคโนโลยี
ธุรกิจ
การลงทุน
4 บันทึก
7
2
4
7
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย