26 ก.พ. เวลา 11:54 • นิยาย เรื่องสั้น

คนจับตุ๊กแก (ตอนเดียวจบ)

ช่วงบ่ายแก่ๆของวันธรรมดาวันนึงในช่วงหน้าร้อนเดือนเมษา ผมจำมันได้ดี มันเป็นช่วงที่ผู้คนว่างเว้นจากการทำนา ซึ่งเป็นอาชีพหลักเพียงอย่างเดียวที่มีในตอนนั้น การเลี้ยงหม่อนเลี้ยงไหม จับปูหาปลา ของชาวบ้าน ก็เป็นภาพที่พบเห็นได้ทั่วไปตามวิถีชีวิตในชนบท
ซาเล้งพ่วงหน้าคันเก่าของผม ขี่ผ่านถนนดินลูกรังฝุ่นคลุ้งไปอย่างช้าๆ ด้านหลังมีเมียนั่งซ้อนท้าย พ่วงหน้าของซาเล้งมีไม้ยูคาลิปตัสถูกตีขึ้นมาเป็นคอดกั้นอย่างง่ายๆ ลูกสาวตัวน้อยของผม นั่งหลบแดดอยู่ใต้ร่มสีดำที่มัดติดกับคอกไม้นั้น
หน้าแล้งของภาคอีสานสมัยนั้น มันแล้งมาก เกินกว่าจะเพาะปลูกอะไรได้ ผมเลือกอาชีพจับตุ๊กแกขาย เป็นรายได้เสริมให้พอมีเงินมาจุนเจือครอบครัว ตัวละห้าบาทสิบบาท วันไหนโชคดีได้เจ้าตัวใหญ่หางยาวก็ยิ่งขายได้เงินดี
ผมแน่ใจนะว่าเค้าเอามันไปทำอะไร แต่ผมไม่ค่อยสนใจหรอก ขายตุ๊กแกได้ครั้งละร้อยสองร้อย ก็มากพอที่จะจุนเจือครอบครัวเล็กๆของผม ในยุคสมัยที่ปลาทูเข่งละห้าบาท
เราสามคนพ่อแม่ลูก นั่งซาเล้งฝ่าไอแดดหน้าแล้งไปอย่างช้าๆ มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งคนที่เคยผ่านไปผ่านมาแถวนั้นเขาว่า
ตุ๊กแกชุมเลยทีเดียว โดยเฉพาะในโรงเรียนของหมู่บ้านซึ่งรายล้อมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่
แค่นึกภาพตุ๊กแกตัวโตหางยาว หัวสมองผมมันก็จินตนาการไปต่างๆนานา อาหารดีๆ ผ้าไหมดีๆสักผืนให้เมีย
และของเล่นสักอันให้เจ้าตัวน้อย แก้วตาดวงใจของผม…
พวกเขาคงจะมีความสุขไม่ใช่น้อย
“ผีดุนา ไอ้ทิด”
ลุงป่องแกว่า
 
ตรงโรงเรียนนั่น เมื่อก่อนมันเคยเป็นป่าช้าเก่า พอหมู่บ้านขยายตัวขึ้นเขาก็ย้ายป่าช้าไปไว้ที่อื่น แล้วสร้างเป็นโรงเรียน ข้อมูลที่ลุงป่องและหลายๆคนเล่าต่อกันมา
“ผีหลอกมาหัวโกร๋น มันไม่คุ้มนะมึง”
แกกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ในวงเหล้าหัวค่ำวันนึงที่เราล้อมวงกั
”กลัวอะไรลุงกะอีแค่ผี โถ่ ถ้าเจอนะ ผมจะจับมันมาขายให้ดู เผลอๆเอามาล้อมผ้า เก็บค่าเข้าดูผีได้เยอะกว่าขายตุ๊กแกอีก“
ผมตอบแกไปหัวเราะไป วงเหล้าหัวค่ำวันนั้นก็ฮาครืน
“ไอ้นี่มันกลัวที่ใหนเล่า ผีโพงที่ห้วยกกเกต ไล่คนแตกจับกบจับเขียดกระเจิงมานักต่อนักแล้ว ไอ้นี่ มันพากูวิ่งไล่แสงไฟเฉยเลย ฮ่าๆๆๆ”
ลุงอัมกล่าวเสริม
บทสนทนาในวงเหล้ายิ่งครึกครื้นไปอีก
ผมเป็นคนแบบนั้นแหละ อะไรมันจะน่ากลัวไปกว่าความยากจนแร้นแค้นอีกหละ
”เขาว่ามันมีตัวใหญ่ตัวนึงยาวเป็นศอกเลยนะเว้ย ร้องทีนี่ดังสนั่นป่า มีแต่คนเคยเห็น ไม่มีใครได้เข้าใกล้มันหรอก ตุ๊กแกเจ้าที่เขา“
ลุงอัมให้ข้อมูลเพิ่มอีก
“เขาว่ามันอยู่บนอาคารเรียนไม้นั่นนะลุง มันร้องดังกว่าตัวอื่นเขา แต่ให้มันใหญ่เท่าไอ้เข้เถอะ ผมไม่เอาด้วยหรอก
บรืออออ”
ไอ้พงษ์เพื่อนรุ่นๆกันว่า พร้อมท่ากลัวแบบเกินจิง
”มึงก็ระวังน่า เดี๋ยวได้จับไข้หัวโกร๋น หัวโล้นเป็นเซียงใหม่นะมึง“
“โถ่ไอ้ห่า”
ผมด่ามันเป็นเชิงหยอกล้อซะมากกว่า แล้วปามะยมดองใส่มัน
ไอ้นี่กลัวผีขี้ขึ้นสมอง ตรงไหนเขาว่าผีดุ มันไม่ไปด้วยเด็ดขาดเลย
“มึงดูกูนะเสี่ยว กูจะจับไอ้ตัวใหญ่นั่นให้ดู มาพนันกันได้เลย คนอย่างกูถ้าวิ่งหนีมาไม่เป็นท่า มึงเอาไอ้โอก กับเหล้ากูไหเลย กูจัดให้ แต่ถ้ากูได้ไอ้ตุ๊กแกยักษ์นั้นมา…”
“เอาวะเสี่ยว.. มึงไม่ต้องจับมันมาก็ได้ แค่มึงกลับมาแบบไม่บ้าไม่ป่วง ไก่ในเล้ากูมึงชี้เอาเลย เหล้าโทมึงจะเอาไหใหนกะยกไป“
ไอ้พงษ์มันสวนผมทันที
“เดียวกูลาบงัวให้กินเลยเอา”
ลุงอัมแกผสมโรง
แต่ลุงป่องแกนั่งนิ่ง..
จากบทสนทนาของขี้เมาในวันนั้น ทำให้ผมตัดสินใจเดินทางมายังหมู่บ้านแห่งนี้
เจ้าซาเล้งคู่ชีพ พาผมเคลื่อนผ่านถนนลูกรังสีแดงปนทรายในบางช่วง ที่ตัดผ่านกลางหมู่บ้าน เด็กหลายคนรวมกลุ่มกันออกมาดู หลายคนวิ่งตาม เพราะคงคิดว่าเป็นรถขายขนม เสียงเครื่องยนต์ก็ยังคงเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเด็กๆในยุคนั้น
ผมขี่ซาเล้งไปจนถึงท้ายหมู่บ้าน มีโรงเรียนเล็กๆที่ชาวบ้านร่วมกันสร้างขึ้น พื้นที่ด้านข้างและด้านหลัง เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ปกคลุมสลับกับทุ่งโล่งๆ ก่อนถึงทางเข้าโรงเรียนด้านขวามือ มีบ้านไม้หลังใหญ่ยกสูง ระเบียงบ้านกว้างขวาง ปลูกอยู่หลังเดียวห่างจากเขตชุมชนพอสมควร บ้านหลังนี้ดูโอ่อ่า น่าจะเป็นคนมีฐานะที่สุดแล้วในหมู่บ้านนี้
ชายสูงวัยนุ่งกางเกงขาก๊วยไม่สวมเสื้อ กำลังเช็ดรถมอเตอร์ไซต์สองจังหวะ แบบมีถังน้ำมันด้านหน้าอย่างทะนุถนอม ตัวถังเงาแว๊ป จนเห็นภาพสะท้อนของพวกเราบนซาเล้ง แกยืนขึ้นหันมาถามพวกเรา เช็ดมือกับผ้าขาวมาที่พาดบนบ่า
“ไปใหนกันน้อ”
แกลองทักขณะที่พวกเรากำลังขี่ซาเล้งตรงเข้าไปทางเข้าโรงเรียน ผมชิดรถเข้าข้างทางแล้วจอดทันที
“มากินน้ำกินท่ากันก่อน”
แกกวักมือเรียกพวกเราด้วยท่าทางเป็นมิตร เป็นน้ำใจที่พบเห็นได้ทั่วในชนบทภาคอีสานสมัยก่อน
ผมพาเมียและลูกลงจากรถซาเล้ง แล้วเดินเข้าไปในบ้าน ตามคำเชิญของแก
แดดร่มลมตกแล้ว น้ำฝนในขันสแตนเลสใบใหญ่ ถูกเตรียมอย่างง่ายๆมีขันใบเล็กหนึ่งใบลอยอยู่ในนั้น ผมยกมือไหว้ท่วมหัว รับขันน้ำมาตักกินไปครึ่ง ก่อนส่งให้ลูกสาวดื่ม
เราสามคนพ่อแม่ลูกดื่มน้ำกันเสร็จก็พูดคุยกับแกต่ออีกครู่นึง ก็เลยรู้ว่าแกเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนนี้ และดูแลที่นี่มานานแล้ว
“เห็นมีคนมาจับตุ๊กแก ที่นี่บ่อยๆ แต่ก็ได้กันไม่ค่อยเยอะหรอก”
แกกล่าวอย่างเรียบๆ
“ตุ๊กแกที่นี่มันแคะ เห็นไฟส่องก็วิ่งหนีกันแล้ว กลัวจะเสียเวลากันเปล่าๆ กินน้ำกินท่ากันเสร็จ ลองไปดูตรงศาลากลางบ้าน น่าจะพอมีให้จับอยู่นะ”
แกว่าต่อ
“ ผมอยากจะลองดูครับครูใหญ่มาถึงนี่แล้ว ผมไม่อยากกลับไปแบบเสียเที่ยว”
ผมบอกแก
แกยิ้มเล็กน้อยสายตามองไปที่ลูกสาวผมด้วยความเอ็นดู
“ กลัวผีไหมล่ะ”
แกถาม
“ฮ่าๆๆๆ ไม่กลัวหรอกครับ เกิดมายังไม่เคยเห็นเลยสักตัว”
ผมตอบแกด้วยท่าทีอ่อนน้อม แต่ก็แฝงแววเอาจริงไว้ในที
“ ไม่เห็นก็ใช่ว่ามันจะไม่มี เขาอาจจะอยู่อีกฝั่งนึง มีแค่เส้นอะไรบางบางกั้นอยู่ก็ได้”
แกพูดด้วยสายตาเหม่อลอย
“ พาลูกพาเมียมานอนที่บ้านผมก็ได้นะ แกยังเด็กอยู่เลยผมสงสาร ถ้าเกรงใจก็เอาเต็นท์มากางที่ใต้ถุนนี่แหละ”
ผมหันหน้าไปมองลูกสาวตัวน้อยของผม โถ่เอ้ย ยังเด็กอยู่เลย ต้องโดนหิ้วปุเลงๆไปกับพ่อแม่ทุกที่
ทำไงได้ล่ะ
“ไม่เป็นไรครับครูใหญ่ แค่นี้ก็รบกวนมากแล้วครับ”
“ ถ้าจับแล้วมันไม่มีก็รีบกลับออกมานะ วันนี้วันพระ ยังไงก็อย่าขึ้นไปบนอาคารไม้ล่ะ” แกว่า
ผมพยักหน้ารับคำเตือนนั้น แต่ในใจกลับคิดไปว่า คนแก่นี่ชอบหวงของจริงๆ จะมีอะไรให้ขโมยว่ะอาคารไม้เก่าๆ
ผมพาเมียกับลูกขึ้นซาเล้งเพื่อขับตรงเข้าไปในโรงเรียน
“ มีอะไรก็วิ่งออกมาหาผมนะ”
เสียงแกตะโกนไล่หลัง
พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว แมลงกลางคืนเริ่มร้อง ผีตากผ้าอ้อมที่ชายทุ่ง ยังมองเห็น ลางๆ ในความสลัวของช่วงสุดท้ายของวัน เสียงนกส่งเสียงเรียกกันกลับรังดังระงม เราจอดซาเล้งข้างเพิงที่มุง ด้วยหญ้าคา ด้านในมีโต๊ะจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ห่างไปเป็นห้องน้ำที่สร้างแบบง่ายๆสามสี่ห้อง
ผ้าใบเก่าๆถูกปูลงที่พื้นเรียบๆ ปลากระป๋องถูกแกะเทใส่ชาม มีปิ้งปลาแดดที่ห่อมาจากบ้าน พริกปนละลายน้ำปลาแบบง่ายๆ ผมถือปั้นใหญ่กับปลาแห้ง ยืนกินแบบรีบๆ ปล่อยให้ลูกและเมียนั่งกินข้าวต่อไป ผมผูกผ้าใบอีกผืนเข้ากับคอกไม้ของซาเล้ง ตอกเสาอีกสองเสาฝั่งตรงข้าม มัดเป็นหลังคาพอให้กันน้ำค้าง ผูกมุ้งเข้ากับเสาทั้งสี่ เตรียมที่นอนให้พร้อมไว้ กลับมาจากจับตุ๊กแก ลูกกับเมียจะได้เข้านอนเลย
ผมเร่งทำทุกอย่างแบบเร่งรีบแข่งกับเวลา ฟ้ามืดแล้ว ทุกอย่างก็จัดเตรียมอย่างเรียบร้อย
ผมและเมีย เอาหม้อแบตขึ้นสะพายข้าง เอาไฟคาดหัว ถือไม้ไผ่ลำยาวตรงปายผูกไว้ด้วยห่วงสำหรับคล้องคอตุ๊กแก อีกมือผมหิ้วถังสำหรับใส่ตุ๊กแก เมียผมถือไม้ตล้องตุ๊กแกมือหนึ่ง อีกมือจูงลูกสาว อย่างเช่นทุกครั้ง
พระจันทร์เต็มดวงขึ้นพ้นชายป่าแล้ว เสียงตุ๊กแกเริ่มร้องระงม แสงจากพระจันทร์ทำให้คืนนี้ไม่มืดสนิทนัก เสียงตุ๊กแกมันร้องดังกว่าทุกที่ที่ผมเคยไป ดังจนแทบจะกลบทุกเสียงในคืนนี้
ผมส่องไฟดูตรงเพิงใกล้กลับจุดที่เรากลางผ้าใบ ซักครู่นึง ตุ๊กแกตัวเล็กๆสองสามตัว วิ่งหลบเข้ามุมขื่อ ทันทีที่แสงไฟจากแบตเตอรี่ส่องไป เราเดินห่างกันเล็กน้อย ลัดเลาะไปตามต้นไม้น้อยใหญ่ที่สลับกันเป็นเหมือนแนวรั้วของโรงเรียน
เสียงเขียดน้อยร้องมาจากชายทุ่ง แทรกกับเสียงตุ๊กแกร้อง
แปลกจัง เราได้ยินเสียงมันอยู่ตรงนี้แท้ๆ แต่พอเดินไป เสียงมันก็ย้ายไปอยู่ที่อื่นในบริเวณของโรงเรียน เดินนานเข้าๆ ผมก็ชักร้อน เหงื่อเริ่มซึม
มีจังหวะนึงเสียงเหมือนตุ๊กแกตัวใหญ่ มันร้องเสียงดังบนต้นไม้ด้านหลังที่เราเพิ่งเดินผ่านมา แต่พอผมส่งกลับไปเสียงมันกลับเงียบเรากลับไม่เคยมีอะไรอยู่ตรงนั้น
เดินเข้าๆ ไม่ได้ตุ๊กแกสักตัวมันก็ชักจะเริ่มหงุดหงิด
เราสามคนเดินวนกลับมาจุดที่ซาเล้งจอด นั่งลงดื่มน้ำพักเหนื่อย
“ยังไม่ได้สักตัวเลยพ่อ”
เสียงลูกสาวผมพูดเสียงใส
เมียผมเอามือลูบหัวแกอย่างเอ็นดู
เด็กน้อยยังมองผมตาใสแป๋ว
”ดูอีกสักรอบ ถ้าไม่มี ก็พอ ไม่หาแล้ว“
ผมพูดกับเมีย
เราออกเดินส่องไฟอีกครั้งท่ามกลางเสียงตุ๊กแกที่ร้อง เดินตามแนวป่าอีกฝั่งหนึ่ง เราเดินมาได้สักครู่นึง คราวนี้เสียงตุ๊กแกดันเงียบพร้อมกันหมด
เวลาผ่านไปเท่าไหร่ไม่รู้ พระจันทร์พ้นแนวยอดไม้ขึ้นมาสูงแล้ว
เสียงตุ๊กแกมันร้องดังขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่ได้กระจายอยู่ตามแนวป่า เสียงเหมือนตุ๊กแกนับร้อยรวมตัวกันบนอาคารเรียน
เสียงหมาในหมู่บ้านเริ่มเห่าหอน ปนกับเสียงตุ๊กแก อากาศมันเย็นลงกว่าช่วงหัวค่ำมาก เย็นเหมือนอยู่กันคนละฤดู
เมียของผมจับแขนผมเบาๆ สายตาของเธอเหมือนอ้อนวอนว่าเรากลับกันเถอะ บรรยากาศมันเริ่มจะแปลกแล้ว
ลูกสาวผมกอดแขนแม่ไว้แน่น
”พี่กลับเถอะ มันแปลกๆยังไงไม่รู้“
เมียผมพูด
ผมนิ่ง
”ไปดูบนอาคารกัน“
ผมตอบ
เธอส่ายหัว
“อย่าเลยพี่ ครูใหญ่ก็เตือนเราแล้ว ฉันสังหรณ์ใจไม่ดี ลูกก็กลัว เรากลับกันเถอะ”
”ถ้ากลัวก็พาลูกไปรอที่รถ“
ผมตอบเธอเสียงแข็ง
ทั้งที่ผมรักเมียมากกว่าใคร เถียงสักคำก็ไม่เคย วันนี้ไม่รู้เพราะศักดิ์ศรีหรือความโลภมันบังตา ผมกลับไม่รับฟังคำขอของเธอเลย
ผมสาดไฟตรงไปที่อาคารใหม่ใต้ถุนสูงเดินมุ่งไปแบบไม่สนอะไร เมียกับลูกก็เดินตามมาอย่างไม่มีทางเลือก
ผมมาถึงอาคารก่อน เริ่มส่องไฟไปตามเสาทีละต้นๆ บริเวณใต้ถุนอาคาร เมียผมมาถึงก็ทำแบบนั้นเช่นกัน
แปลก
เสียงตุ๊กแกมันดังชัด แต่ส่องยังไงก็หาตัวไม่เจอ ผมตัดสินใจจะเดินขึ้นบนอาคารเรียน
“พี่อย่าเลย เรากลับกันเถอะ”
เธอขอร้องผมอีกครั้ง
“ พี่ขอดูข้างบนรอบเดียว ถ้าไม่มีพี่จะพากลับเลย”
โถ่เมียจ๋า
ความคิดผมมันดังแบบนั้น สายตาที่อ้อนวอนปนกับความหวาดกลัวนั่น ทำเอาน้ำตาผมคลอได้เหมือนกัน
ผมแข็งใจเดินขึ้นชั้นบนของอาคาร เสียงหมาหอนยังคงได้ยินมาแต่ไกล
เสียงตุ๊กแก
เหมือนเดิม
ไม่เห็นมีตัวซักตัว
“แม่งเอ้ย มึงไปมุดหัวอยู่ตรงไหนกันหมดวะ ” ผมตะโกนด้วยความโมโห
ตุ๊กแกมันหยุดร้อง ไปสักพัก แล้วก็ร้องอีก
ผมเดินส่องไฟตรงระเบียงวนไปวนมาสองรอบ
เมียผมไม่ส่องแล้ว เธอจูงมือลูกเดินก้มหน้าส่องไฟลงพื้น
และแล้ว เหมือนโชคจะเข้าข้าง
ไฟหม้อแบตของผม ส่องไปเจอตุ๊กแกตัวเขื่อง ตัวมันยาวเกือบศอกจริงๆ นี่ยังไม่รวมหางที่พาดยาวจนหายไปตรงขอบผนัง มันเกาะผนังหน้าประตูห้องเรียน จ้องหน้ามาทางผม ตาเป็นสีแดงเข้ม
ใจผมเต้นตุ๊บๆ ด้วยความตื่นเต้น
เอาแล้ว
มันผงกหัว เอาคางฟาดกับผนังห้องเรียน
ตุ๊บ ตุ๊บ ตุ๊บ
อ้าปากที่ข้างในเป็นสีแดงสด ราวกับจะขู่ผม
ผมไม่รอให้มันได้อ้าปากอีก
ไม้คล้องตุ๊กแกอันยาวค่อยๆเลื่อนไปหาหัวมันอย่างช้าๆ มันเงยคอขึ้นเหมือนกับว่าจะท้าทาย
ฮิๆๆๆ
เสียงหัวเราะเบาๆในลำคอดังมาจากด้านหลัง
ก่อนที่บ่วงจะถึงคอมัน
มันพลิกตัวกลับแล้ววิ่งเข้าไปในช่องว่างระหว่างผนังห้องเรียนกับหลังคาทันที
ผมหันไปมองหน้าเมียกับลูกที่ยืนอยู่ด้านหลัง เป็นเชิงปรามว่าอย่าส่งเสียงนะ เดี๋ยวตุ๊กแกมันหนีหมด
ผมค่อยค่อยเดินช้าๆ เสียงพื้นไม้ดังเอียดอาด ลดไฟลงจากผนังเผื่อมันจะวนออกมาอีกรอบ
ถ้าจับไอ้ตัวนี้ได้ล่ะก็ ที่มาวันนี้ก็คุ้มค่าเลย
ผมส่องไฟขึ้นไปบนผนังอาคารแล้วสลับมาส่องตรงขื่ออีกครั้ง
เอาอีกแล้ว
ไอ้ยักษ์ตัวเดิมจับอยู่บนขื่อ เงยคอมองมาที่ผม
เอาสิมึงกับกู
ไม้คล้องตุ๊กแกถูกส่งขึ้นไปอย่างช้าๆ
ฮิๆๆๆๆ
คราวนี้เสียงแหลมเล็กกว่าเดิม เหมือนเสียงหัวเราะของเด็ก
สิ้นเสียงหัวเราะ ไอ้ยักษ์นันท์ก็พลิกตัวหลบบ่วงคล้องทันที
ผมหันกลับไปมองหน้าเมียกับลูก
นิวชี้จรดริมฝีปาก
จุ๊ๆๆๆๆๆ
เป็นสัญญาณบอกว่าอย่าหัวเราะ
”อย่าเสียงดัง“ ผมพูดเสียงเบาเหมือนกระซิบ
เมียผมยืนตัวแข็งเหมือนต้นไม้โอบลูกไว้ข้างลำตัวแน่น
ผมหันกลับมาส่องไฟตรงขื่ออีกครั้ง
มันหายไปแล้วเมื่อกี้ยังเห็นหางอยู่เลย
ผมพยายามส่องไฟหามันตรงผนัง ท่ามกลางเสียงร้องของฝูงตุ๊กแก
ฮึๆๆๆ
เสียงหัวเราะเบาเบาดังขึ้นอีกครั้งมาจากทางด้านหลัง คราวนี้ผมไม่ทนแล้วผมหันขวับกลับไปทันที
”กูบอกว่าอย่าเสียงดัง“
ผมตะโกนลั่น
ฟาดไม้ของตุ๊กแกที่ถืออยู่ในมือลงบนพื้นระเบียงข้างๆที่เมียและลูกผมยืนอยู่
เปรี๊ยง
เสียวไม่ไผ่แตกเป็นเสี่ยง
เมียผมกอดลูกไว้แน่น
สิ้นเสียงไม้ไผ่ฟาดพื้น
เสียงดังเหมือนของหนักตกลงไปกระแทกพื้นก็ดังขึ้น
ตุ๊บ
พร้อมกันกับภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
ร่างของผู้หญิงคนหนึ่ง ห้อยหัวลง ในขณะที่เท้ายังเกาะไว้ที่ขื่อ หผมยาวสลวยปูเต็มพื้น ลายเขียวปนแดง ดวงตาสะท้อนกับไฟ หางยาวพันกับขื่อไม่ไว้หลายรอบ
ผมทิ้งไม้คล้องตุ๊กแกในมือ คว้าเอาตัวลูกสาว อุ้มพาดไว้บนบ่า มืออีกข้างกำข้อมือเมียไว้แน่น
หนี
ผมตะโกนสุดเสียง
พาเมียและลูกวิ่งลงจากอาคาร
เสียงหัวเราะสนั่นปนกับเสียงตุ๊กแกลอยตามมา มันหัวเราะราวกับจะเยาะเย้ยเรา
ผมพาเมียและลูกวิ่งตรงไปยังทางที่เราจอดรถไว้ มันจะเป็นตัวอะไรก็ช่าง ยังไงก็ต้องให้พ้นจากตรงนี้ไปก่อน
ผมวิ่งตรงมายังทางที่เชื่อว่าเราจอดรถไว้ใกล้กับทางออก
แต่แปลก วิ่งมาสักพักนึงแล้ว ก็ยังไม่เห็นรถซาเล้งของเราเลย
“พ่อจ๋าๆ พี่เขาคลานตามมา”
ลูกสาวผมที่อยู่บนบ่า พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นพลางชี้นิ้วไปทางด้านหลัง
ผมหยุดหันกลับไปมอง
เด็กหนอเด็ก..
อีผีบ้านั่น มันไม่ได้คลาน มันวิ่งสี่ขาเหมือนตุ๊กแกเลย
ผมปล่อยมือเมีย แล้วคว้าเอาไม้คล้องตุ๊กแกที่เธอถือไว้ในมือ นึกถึงคุณพ่อคุณแม่ แล้วฟาดใส่มันสุดแรง
มันเสียงเอี้ยวตัวหลบ
เปิดโอกาสให้พวกเราได้วิ่งหนีอีกครั้ง
เสียงหมาหอนดังมาจากในหมู่บ้านและบริเวณหน้าโรงเรียนไม่หยุด
ผมอุ้มลูกวิ่งเหยาะๆโดยมีเมียผมวิ่งตามมาติดๆ ไม่เจอ
วิ่งไปทางไหนก็มีแต่ป่า
ผมกลับหลังวิ่งอีกรอบ
มันดันวนไปที่ใต้ถุนอาคาร
เสียงหัวเราะยังคงดังสนั่นปนกับเสียงตุ๊กแก
ผมวิ่งไปในที่ที่ผมเชื่อว่าเป็นทางออกอีกครั้ง
ผมหอบ
วิ่งวนจนเริ่มหมดแรง
เมียผมก้มลงอ้วกลมหลายครั้ง
แต่ยังไงซะผมก็ต้องวิ่งต่อ
คราวนี้ไม่วิ่งเฉยๆแล้ว ผมวิ่งไปเรียกครูใหญ่ไป
“ครูใหญ่ครับบ ช่วยด้วยครับ”
”ครูใหญ่“
เสียงหมาหอนเกรียวกราวดังอยู่ด้านหน้า
ผมยังเห็นอีผีบ้านั่นวิ่งสี่ขาตามพวกเรามา ผมทั้งวิ่งทั้งต้องคอยพะวงข้างหลัง ลูกสาวผมชี้มือไปทางนั้นไม่หยุด
ดวงไฟดวงหนึ่งปรากฏขึ้น เหมือนดวงไฟจากตะเกียงเจ้าพายุ น้ำเสียงอบอุ่นที่เคยได้ยิน
“ทางนี้ครับ ทางนี้”
ครูใหญ่โบกมือเรียกผม มือหนึ่งแกถือเทียนจุดไฟ ไม่ใช่ตะเกียงอย่างที่ผมเข้าใจ
ผมวิ่งไปหาครูใหญ่ทันที แกรับเอาลูกสาวผมไปจากบ่า
“ผมว่าแล้ว มันต้องมีเรื่อง เสียงหมาหอนดังทั้งหมู่บ้านเลย ”
แกบอก
“ผมร้องเรียกพวกคุณอยู่นานแต่ไม่มีใครได้ยิน ตุ๊กแกมันร้องดังกว่าทุกวัน ผมอดเป็นห่วงไม่ได้”
แกพาเราสามคนพ่อแม่ลูกเดินมาที่บ้านของแกซึ่งไม่ได้ห่างจากโรงเรียนมากนัก
พักผ่อนก่อนครับ
แกกล่าวอย่างสุภาพตามประสาคนมีการศึกษา
เรานั่งที่แคร่ใต้ถุนบ้านของแก แกส่งน้ำขันใหญ่ให้ผมและเมียดื่มเช่นเคย
นอนนี่ก่อนนะครับ พรุ่งนี้ตื่นมาค่อยว่ากัน แกส่งลูกสาวของผมให้กับเมียผมอุ้มไว้ ลูกสาวผมตอนนี้หลับสนิทแล้ว
“เสียดายผมมาช้าไปนิดเดียว นิดเดียวเอง”
แกบ่นกับตัวเองแล้วส่ายหัว
”รอซักพักนะครับเดี๋ยวผมไปเอาหมอนกับมุ้งมาให้“
แกพูดจบก็เดินขึ้นบ้านไป
ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ ผมตื่นขึ้นเพราะเสียงเอะอะ
“ผมได้ยินเสียงหมามันหอนทั้งคืน แต่ไม่กล้าออกมาดู” ชายคนที่ดูอาวุโสสุดกล่าวขึ้น
“หนีอะไรมาน้อถึงได้มาหลบตรงนี้”
เสียงใครสักคนในกลุ่มชาวบ้านพูดขึ้นได้ยินแว่วๆ
ผมไม่ทันตอบอะไร มองไปข้างๆ เมียผมยังกอดลูกไว้ในอ้อมอกแน่น เธอร้องไห้สะอื้น
ผมดึงเอาลูกสาวออกมาจากอ้อมกอดของเธอ มากอดไหม
เมียผมร้องไห้ ชักดิ้นชักงอลงกับพื้น
ลูกสาวผมตัวเย็นเฉียบ นอนนิ่งในอ้อมแขนของผม
ตามตัวและใบหน้ามีลายเขียวสลับแดงเต็มไปหมด
บ้านไม้หลังใหญ่ไม่อยู่แล้ว มีเพียงศาลไม้เก่า เต็มไปด้วยดอกไม้และธูปเทียนของเซ่นไหว้..
 
ชาวบ้านที่นั่นพาพวกเราสามคนกลับมาส่ง
ไอ้พงษ์เป็นคนแรกที่วิ่งเข้าหา
 
ลุงป่อง ลุงอัม
ไม่มีใครทวงของที่พนันกันไว้
ไอ้พงษ์กอดผมแน่นแล้วตบไหล่
”ไม่เป็นไรเสี่ยว ไม่เป็นไร“
เมียผมไม่คุยกับผมเลยตั้งแต่กลับมา เสร็จฝังงานศพของลูกสาว เธอก็เก็บเสื้อผ้าหนีกลับไปอยู่บ้านแม่ อีกหมู่บ้านหนึ่ง ไม่เคยกลับมาอีกเลย เธอบอกว่าทำใจไม่ได้
ใช่
ผมเข้าใจ
ใครล่ะจะไปทำใจได้
ผมอาศัยศาลาพักศพของวัด เป็นที่หลบหนอนแทนบ้าน
อาศัยข้าววัดแทนยุ้ง
มีแต่เพื่อนที่เคยร่วมวงเหล้าด้วยกันคอยแวะเวียนมาหาบ้าง
ทุกครั้งที่เสียงตุ๊กแกมันร้อง
ผมยกไหเหล้าขึ้นมากระดกอึกใหญ่
น้ำตาผมมันก็ไหลออกมาเอง..
โฆษณา