Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
RBPK ITMKT
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 09:50 • ยานยนต์
รถบ้านพลอยขวัญ
รีวิวเจาะลึก Toyota Alphard vs Vellfire คันไหนที่ใช่สำหรับคุณ?
หลายคนมักจะมีคำถามในใจว่า “สองรุ่นนี้มันต่างกันยังไง?”, “สเปคแบบไหนที่เหมาะกับเรา?” และ “ซื้อมือสองจะคุ้มค่าไหม?” วันนี้รถบ้านพลอยขวัญรวบรวมคำตอบ สเปคเจาะลึก และรีวิวจากผู้ใช้งานจริงมาให้คุณแบบครบจบในบทความเดียวครับ!
——————————————————————————–
1. Alphard และ Vellfire ต่างกันอย่างไร? เลือกคันไหนดี?
รู้หรือไม่ครับว่า แท้จริงแล้ว Alphard และ Vellfire คือ “รถฝาแฝด” ที่ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มเดียวกัน โครงสร้างตัวถัง เครื่องยนต์ ช่วงล่าง และเทคโนโลยีต่างๆ นั้นแทบจะเหมือนกันทุกประการ,, แต่สิ่งที่ทาง Toyota ตั้งใจออกแบบให้แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือ “ดีไซน์ภายนอกและภาพลักษณ์” เพื่อตอบสนองรสนิยมของลูกค้าที่ต่างกันครับ,,
Toyota Alphard (ความหรูหรา ภูมิฐาน): ถูกออกแบบมาในสไตล์ “Executive Limousine” โดดเด่นด้วยกระจังหน้าโครเมียมขนาดใหญ่ที่ลากยาวจรดกันชนด้านล่าง ให้ความรู้สึกสง่างาม เป็นทางการ และดูมีอำนาจ ภายในห้องโดยสารมักจะเน้นการตกแต่งด้วยโทนสีสว่าง เช่น สีเบจ สีครีม หรือสีน้ำตาล พร้อมลายไม้ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและหรูหรา,
Toyota Vellfire (ความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว): ถูกออกแบบมาเพื่อเอาใจคนรุ่นใหม่ หรือครอบครัวที่ชอบความไดนามิก โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบแยกสองชั้น และกระจังหน้าโครเมียมแนวนอนที่ดูดุดันและสปอร์ตกว่า ส่วนภายในห้องโดยสารมักจะมาในโทนสีเข้ม เช่น สีดำ ตัดกับวัสดุเมทัลลิก ให้อารมณ์สปอร์ตและดูล้ำสมัย,
เลือกคันไหนดี? หากคุณต้องการรถที่ใช้รับรองแขกผู้ใหญ่ เน้นความเป็นทางการ หรือชอบความหรูหราขั้นสุด Alphard คือคำตอบครับ, แต่ถ้าคุณเป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ เป็นครอบครัวที่ชอบขับรถเองบ้าง และหลงใหลในความสปอร์ตเท่ไม่ซ้ำใคร Vellfire จะตอบโจทย์คุณได้อย่างลงตัวครับ,
เปรียบเทียบความคุ้มค่าระหว่าง Toyota Alphard และ Toyota Vellfire ในตลาดรถยนต์มือสองนั้น จะขึ้นอยู่กับว่าคุณให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าในแง่ของเม็ดเงินที่ประหยัดได้จากป้ายแดง” หรือ “ความคุ้มค่าในแง่ของค่าใช้จ่ายระยะยาว” โดยสามารถแยกพิจารณาได้ใน 4 มิติหลัก ดังนี้ครับ
TOYOTA VELLFIRE 2.5 V และ Alphard 3.5 V6 (Executive Lounge)
1. ความคุ้มค่าด้านราคาซื้อและอัตราเสื่อมราคา (Depreciation)
Alphard 3.5 V6 (Executive Lounge)
Alphard 3.5 V6 (Executive Lounge) : คุ้มค่าที่สุดในแง่การได้รถสเปกท็อปในราคาถูกลงเกินครึ่ง รถรุ่นนี้ตอนเป็นรถใหม่ป้ายแดงมีราคาสูงถึงประมาณ 5.4 – 5.5 ล้านบาท แต่ในตลาดมือสอง (ปี 2016-2021) ราคาจะตกลงมาเหลือเพียง 1.4 – 2.1 ล้านบาท เท่ากับว่าผู้ซื้อประหยัดเงินไปได้กว่า 3 ล้านบาท หรือได้ส่วนลดไปถึง 60-65% จากราคาป้ายแดง ทำให้เป็นตัวเลือกที่ชาญฉลาดมากสำหรับคนที่ต้องการความหรูหราขั้นสุด
Vellfire 2.5 : คุ้มค่าในแง่ราคาขายต่อที่แข็งแกร่ง (Resale Value) ราคารถใหม่ของ Vellfire 2.5 จะถูกกว่าอยู่ที่ประมาณ 3.3 – 3.8 ล้านบาท ด้วยความที่เป็นรุ่นยอดนิยมและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาต่ำ ทำให้ราคามือสองค่อนข้าง “แข็ง” และตกลงช้ากว่ารุ่น 3.5 อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจพบว่าในภาพรวมระยะยาว รถตระกูล Alphard จะมีราคาขายต่อ (Resale Value) ที่ดีกว่า Vellfire เล็กน้อย
Vellfire 2.5 V
2. ความคุ้มค่าด้านอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันและภาษีประจำปี
Vellfire 2.5 (เครื่องยนต์ 4 สูบ): ชนะขาดด้านความประหยัด
ค่าน้ำมัน: ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยเดินทางไกลได้ประมาณ 11.5 – 12.3 กม./ลิตร (ผลทดสอบจริงวิ่งทางไกลได้ 12.27 กม./ลิตร) และในเมืองทำได้ประมาณ 7 – 9.5 กม./ลิตร
ภาษีประจำปี: คำนวณตามความจุเครื่องยนต์ (2,494 ซีซี) จะเสียภาษีปีละประมาณ 4,876 บาท (สำหรับรถอายุ 1-5 ปี)
Alphard 3.5 V6: แลกความสิ้นเปลืองกับพละกำลัง
ค่าน้ำมัน: ในสภาวะรถติดอาจเห็นตัวเลข 4 – 6 กม./ลิตร ส่วนเดินทางไกลทำได้ 9 – 10.8 กม./ลิตร (ผลทดสอบจริงได้ 10.45 กม./ลิตร) หากวิ่งปีละ 20,000 กม. จะมีค่าใช้จ่ายน้ำมันแพงกว่ารุ่น 2.5 ประมาณ 20,000 – 30,000 บาทต่อปี
ภาษีประจำปี: เครื่องยนต์ 3,456 ซีซี จะเสียภาษีปีละประมาณ 8,724 บาท แต่หากเป็นรถมือสองที่มีอายุเกิน 6 ปีขึ้นไป กรมการขนส่งทางบกจะมีส่วนลดภาษีให้ 10-50% ทำให้ภาษีของรุ่น 3.5 อาจลดลงมาเหลือเพียงสี่พันกว่าบาทต่อปี ซึ่งถือว่ารับได้สบายๆ
3. ความคุ้มค่าด้านการซ่อมบำรุงดูแลรักษา
รุ่น 2.5 ลิตร ได้เปรียบด้านความง่ายและราคาอะไหล่: เครื่องยนต์รหัส 2AR-FE เป็นบล็อกเดียวกับที่ใช้ใน Toyota Camry ทำให้หาอะไหล่แท้ อะไหล่เทียบ หรืออะไหล่เซียงกงได้ง่ายมาก ช่างอู่นอกทั่วไปสามารถซ่อมได้สบายๆ
โรคประจำตัวที่ต้องเตรียมงบไว้: ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใด ในตลาดมือสองมักจะมีอาการที่ต้องเช็ก เช่น
แร็คพวงมาลัยไฟฟ้า: มักมีเสียงกุกกัก ปัจจุบันอู่นอกรับซ่อมจบในราคาประมาณ 9,000 – 25,000 บาท
เพลาบาลานซ์ (เฉพาะรุ่น 2.5): เฟืองพลาสติกอาจเสื่อมสภาพตามอายุ ค่าซ่อมอยู่ที่ 10,000 – 15,000 บาท
ยางแท่นเครื่อง: ชุดละประมาณ 12,890 – 14,890 บาท
โดยรวมถือว่าคุ้มค่ากว่ารถยุโรปมาก เพราะซ่อมแล้วจบ อะไหล่ไม่จุกจิก (หมายเหตุ: หากเป็นรุ่น 2.5 Hybrid แม้จะประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 14-17.9 กม./ลิตร แต่ผู้ใช้มือสองหลายท่านอาจกังวลเรื่องค่าเปลี่ยนแบตเตอรี่ไฮบริดในระยะยาว ซึ่งมีราคาประมาณ 65,000 – 80,000 บาท)
4. ความคุ้มค่าด้านออปชันและภาพลักษณ์
Vellfire 2.5 สไตล์สปอร์ต
Vellfire 2.5 : ได้เบาะกัปตันซีท (มิกกี้เมาส์) ปรับไฟฟ้าเช่นกัน แต่จะไม่มีระบบนวดและแท็บเล็ตแยก ภายในมักเป็นโทนสีเข้มหรือดำ สไตล์สปอร์ต แม้ออปชันจะน้อยกว่าเล็กน้อย แต่ให้ความสมดุลที่ยอดเยี่ยมในการใช้งานเป็นรถครอบครัวในชีวิตประจำวัน
Alphard 3.5 Executive Lounge: จัดเต็มออปชันระดับ First Class เบาะนั่งแถวสองเป็นเบาะหนัง Nappa นุ่มพิเศษ ปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง, มีโต๊ะทำงานพับเก็บได้, แท็บเล็ตควบคุม, ระบบนวดไฟฟ้า, ระบบเป่าลมเย็น/อุ่น และเครื่องเสียง JBL พรีเมียม 17 ตำแหน่ง ถือว่าคุ้มค่าที่สุดสำหรับผู้บริหารที่ต้องการรถรับรองแขก VIP
Alphard 3.5 Executive Lounge: จัดเต็มออปชันระดับ First Clas
——————————————————————————–
2. สเปครถ Alphard และ Vellfire ต่างกันอย่างไร?
แม้หน้าตาจะต่างกัน แต่สเปคเครื่องยนต์และออปชันส่วนใหญ่จะแชร์ร่วมกันครับ (อ้างอิงโฉมเจเนอเรชันที่ 3 หรือรหัสตัวถัง AH30 ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตลาดมือสอง) โดยจะมีความแตกต่างหลักๆ ที่ขนาดเครื่องยนต์ ดังนี้ครับ,
1. ขุมพลังเบนซิน 2.5 ลิตร (Vellfire )
เครื่องยนต์ 4 สูบ (รหัส 2AR-FE) ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า
สเปค: เครื่องยนต์ 4 สูบ (รหัส 2AR-FE) ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i,,
จุดเด่น: เน้นความนุ่มนวลในการขับขี่ รอยต่อเกียร์สมูท ประหยัดน้ำมันได้ดี (วิ่งทางไกลเฉลี่ย 11-12 กม./ลิตร), ที่สำคัญคือดูแลรักษาง่ายมาก เพราะใช้อะไหล่เครื่องยนต์ร่วมกับ Toyota Camry ได้เลยครับ
V6 3.5 ลิตร (Alphard Executive Lounge)
2. ขุมพลังเบนซิน V6 3.5 ลิตร (Alphard Executive Lounge)
สเปค: เครื่องยนต์ V6 3.5 ลิตร (รหัส 2GR-FKS) ให้พละกำลังเหลือล้นถึง 296 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด,,
จุดเด่น: อัตราเร่งดีเยี่ยม เหยียบเป็นมา แซงขาดกระจุย มอบความนิ่งและความเงียบในรอบเดินทางไกลได้ดีมาก แต่จะแลกมาด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่สูงกว่า และค่าภาษีประจำปีที่แพงกว่ารุ่น 2.5 ลิตรครับ,,
——————————————————————————–
3. คุ้มค่าไหม ถ้าซื้อมือสอง?
เต้นท์รถบ้านพลอยขวัญขอยืนยันเลยครับว่า “คุ้มค่าที่สุด”,
ประหยัดเงินมหาศาล: ราคารถใหม่ป้ายแดงของรุ่นท็อปทะลุ 4-5 ล้านบาท แต่ถ้าคุณซื้อในตลาดมือสอง ราคาจะตกลงมาเหลือเพียง 1 ล้านกลางๆ ถึง 2 ล้านต้นๆ (ประหยัดเงินไปได้กว่า 60% หรือเกือบ 3 ล้านบาท!) คุณสามารถกำเงินส่วนต่างนี้ไปเติมน้ำมันหรือบำรุงรักษาได้ตลอดอายุการใช้งานสบายๆ
ค่าบำรุงรักษาไม่แพงอย่างที่คิด: รถรุ่นนี้ใช้โครงสร้างและเครื่องยนต์ร่วมกับ Toyota ในไทยหลายรุ่น อะไหล่แท้ อะไหล่เทียบเพียบ อู่นอกที่เชี่ยวชาญมีเยอะมาก ดูแลง่ายไม่จุกจิกเหมือนรถยุโรปครับ,
ราคาแข็ง ขายต่อไม่เจ็บตัว: ความนิยมของรถรุ่นนี้สูงมาก ไม่ว่าจะซื้อมาใช้งานครอบครัวหรือรับรองลูกค้า เมื่อถึงเวลาอยากขายต่อ ราคาก็ไม่ร่วงแรงเหมือนรถรุ่นอื่นๆ ครับ,
——————————————————————————–
4. รีวิวจากผู้ใช้จริง
Toyota Vellfire 2.5 (เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ จับคู่เกียร์ CVT)
รีวิวจากผู้ใช้จริง Toyota Vellfire 2.5
1. สมรรถนะและอัตราเร่ง: “อืดไหม รถคันเบ้อเริ่ม?” หลายคนมักกังวลว่ารถน้ำหนัก 2.5 – 2.6 ตัน ใช้เครื่องยนต์แค่ 2.5 ลิตร จะอืดหรือเปล่า แต่ผู้ใช้งานจริงและนักทดสอบต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “แรงกว่าที่คิดมาก”
การเร่งแซง: จังหวะเร่งแซงในช่วง 80-120 กม./ชม. ทำได้อย่างรวดเร็วทันใจ สามารถแซงรถบรรทุกสิบล้อได้แบบสบายๆ ไม่ต้องรอลุ้นจนเหนื่อย
ความเร็วเดินทาง: การไต่ความเร็วทำได้ราบรื่นต่อเนื่อง ผู้ใช้จริงระบุว่าสามารถเหยียบถึง 170 กม./ชม. ได้ไม่ยากเย็น ทว่าระบบกล่อง ECU ของรถจะตัดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 180 กม./ชม.
การขับขี่ในเมือง: เกียร์ CVT ทำงานได้นุ่มนวล ลื่นไหล เหมาะกับการขับแบบค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามสภาพการจราจรแบบไม่กระโชกโฮกฮาก
2. อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน: “ประหยัดกว่า V6 ชัดเจน”
วิ่งทางไกล (ข้ามจังหวัด): ทำได้ประมาณ 10 – 12 กม./ลิตร (ผลทดสอบจริงที่ความเร็วนิ่งๆ 110 กม./ชม. เปิดแอร์ นั่ง 2 คน ทำตัวเลขได้ 12.27 กม./ลิตร)
วิ่งในเมืองรถติด: ผู้ใช้จริงส่วนใหญ่จะทำตัวเลขได้ราวๆ 8.5 – 9.5 กม./ลิตร ซึ่งถือว่าประหยัดและรับได้สบายๆ สำหรับรถยนต์อเนกประสงค์คันใหญ่ขนาดนี้
3. ความนุ่มนวลและบรรยากาศในห้องโดยสาร
ความสบายยืนหนึ่ง: ผู้ใช้หลายท่านเคยเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง Honda Odyssey และตัดสินใจเลือก Vellfire เพราะห้องโดยสารและหลังคาที่สูงโปร่งกว่า เบาะนั่งแถวสองกว้างและปรับนั่งได้สบายกว่าชัดเจน เด็กๆ และผู้สูงอายุขึ้น-ลงง่าย
ช่วงล่างสไตล์ผู้บริหาร: เซ็ตมาให้นุ่มนวล ซับแรงกระแทกในเมืองได้ดีเยี่ยม นั่งหลับสบาย แต่มีข้อควรระวังคือ หากขับเร็วเกิน 120-130 กม./ชม. ขึ้นไป หน้ารถจะเริ่มมีอาการลอย และช่วงล่างจะรู้สึกย้วยโยนตามสไตล์รถตู้ ไม่ได้หนึบแน่นเหมือนรถยุโรป
การเก็บเสียง: ในช่วงความเร็วต่ำห้องโดยสารเงียบมาก แต่เมื่อใช้ความเร็วเกิน 120 กม./ชม. ขึ้นไป จะเริ่มมีเสียงลมปะทะดังเข้ามาตามขอบประตูหน้าและหลังพอสมควร
4. ปัญหาประจำรุ่น (โรคประจำตัว) และการซ่อมบำรุง ผู้ใช้จริงสรุปตรงกันว่าเครื่อง 2.5 ดูแลรักษาง่ายมาก อะไหล่แชร์กับ Toyota Camry ทำให้ซ่อมถูกกว่ารถยุโรปหลายเท่าตัว แต่เมื่อซื้อรถมือสอง ควรเผื่อใจเตรียมงบซ่อมแซมจุดเหล่านี้ครับ:
แร็คพวงมาลัยไฟฟ้า: มีความอ่อนแอ มักมีเสียงดังกุกกักเมื่อใช้ไปสักระยะ ปัจจุบันอู่นอกที่เชี่ยวชาญสามารถรับซ่อมให้จบได้ในงบประมาณ 9,000 – 10,000 บาท (พร้อมรับประกัน)
เพลาบาลานซ์: เป็นอาการประจำของเครื่อง 2.5 (2AR-FE) เฟืองพลาสติกมักจะเสื่อมสภาพ อะไหล่ใช้ร่วมกับแคมรี่ ราคาเปลี่ยนไม่แพง ข้อควรระวังเดียวคืออย่าปล่อยให้มีเสียงดังทิ้งไว้นานจนเฟืองแตกไปทำลายชิ้นส่วนอื่นในเครื่องยนต์
เฟืองคอพวงมาลัย: เฟืองพลาสติกตรงคอมอเตอร์อาจจะแตกหักได้ อะไหล่ราคาเพียงหลักร้อย แต่ต้องอาศัยการรื้อคอพวงมาลัยออกมาเปลี่ยน
Toyota Vellfire 2.5 Toyota Alphard 3.5 V6 Executive Lounge
Toyota Alphard 3.5 V6 Executive Lounge (เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ 3.5 ลิตร (296 แรงม้า)
1. สมรรถนะและอัตราเร่ง: “แรงสั่งได้ เสียงเครื่องหวานระดับรถสปอร์ต”
หลายคนอาจจะคิดว่ารถตู้คันใหญ่โตน่าจะอุ้ยอ้าย แต่สำหรับขุมพลัง V6 3.5 ลิตร (296 แรงม้า) ผู้ใช้จริงต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “คนละเรื่องกับรุ่น 2.5”
อัตราเร่งสุดโหด: ผู้ใช้จริงยืนยันว่าการขับขี่ทางไกล หรือจังหวะเร่งแซงทำได้ดีเยี่ยม “เหยียบแซงขาดกระจุยไม่ต้องลุ้น” ให้ความรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจเมื่อต้องทำเวลา สื่อยานยนต์ชั้นนำยังระบุว่าอัตราเร่งของรุ่น V6 3.5 ลิตร จัดว่าดุดันที่สุดในบรรดารถตู้พิกัดเดียวกัน
เสียงเครื่องยนต์ที่ไพเราะ: เมื่อกดคันเร่งลึกๆ เสียงขุมพลัง V6 จะแผดคำรามขึ้นมาอย่างนุ่มนวลและหวานไพเราะ จนผู้ทดสอบถึงกับเอ่ยปากว่าให้ความรู้สึกคล้ายขับรถสปอร์ตขุมพลัง V6 เลยทีเดียว
2. ความสะดวกสบายขั้นสุด: “First Class บนล้อเลื่อน”
เหตุผลหลักที่คนยอมจ่ายแพงเพื่อซื้อรุ่น Executive Lounge คือสิ่งที่อยู่ภายในห้องโดยสารครับ
เบาะนั่งแถว 2 ที่ดีที่สุด: ผู้ทดสอบรถยนต์ยกย่องให้เบาะนั่ง Executive Lounge ของรุ่นนี้ นั่งสบายติดอันดับ 1 ใน 5 ของเบาะที่ดีที่สุดเท่าที่ Toyota เคยผลิตมา เพราะได้แรงบันดาลใจจากเบาะนั่งชั้น Business Class บนเครื่องบิน
ออปชันล้นเหลือ: มาพร้อมเบาะหนังแท้ Premium Nappa นุ่มพิเศษ, โต๊ะทำงานพับเก็บได้, แท็บเล็ตควบคุม, ฟังก์ชันนวดไฟฟ้า, ระบบเป่าลมเย็น/อุ่นเบาะ และชุดเครื่องเสียงพรีเมียม JBL ที่ให้ลำโพงมาถึง 17 ตำแหน่งรอบคัน
ช่วงล่างและการเก็บเสียง: ขับในเมืองให้ความรู้สึกขับง่ายเหมือนรถเก๋งนุ่มๆ หากวิ่งบนทางด่วนราดยางมะตอยเรียบๆ จะนุ่มนวลประเสริฐมาก แต่หากเจอถนนคอนกรีตที่มีรอยต่ออาจจะรู้สึกตึงตังบ้างเล็กน้อย และในช่วงความเร็วเกิน 120 กม./ชม. ขึ้นไป อาจจะเริ่มมีเสียงลมปะทะเข้ามาให้ได้ยินบ้าง
3. อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน: “ข้อแลกเปลี่ยนของความแรง”
นี่คือประเด็นที่ผู้ใช้งานจริงทุกคนฝากบอกให้ “เตรียมใจ” และต้องรับให้ได้ก่อนตัดสินใจซื้อครับ
การขับขี่ในเมือง (รถติดหนัก): ผู้ใช้จริงระบุว่าตัวเลขจะป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 4 – 7 กม./ลิตร ซึ่งผู้ใช้บางท่านถึงกับบอกว่า “ในเมืองอย่าเรียกว่ากินน้ำมัน เรียกว่าซดจะดีกว่า”
การขับขี่ทางไกล (วิ่งยาวๆ): หากขับเนียนๆ เดินทางข้ามจังหวัด จะทำตัวเลขได้ประมาณ 8 – 10.45 กม./ลิตร ซึ่งถือว่ารับได้สำหรับเครื่องยนต์บล็อกใหญ่และตัวรถที่หนักถึง 2.6-2.7 ตัน
ผู้ใช้งานจริงสรุปว่า หากเน้นวิ่งออกต่างจังหวัด รถคันนี้จะขับดีและขับสบายมาก ค่าน้ำมันเมื่อเทียบกับอัตราเร่งที่ได้ถือว่าคุ้มค่า
4. การดูแลรักษาและโรคประจำตัวฉบับมือสอง
แม้จะเป็นรถหรูนำเข้า แต่ยังคงจุดเด่นเรื่อง “ความทนทานสไตล์โตโยต้า”
ซ่อมง่าย อะไหล่เพียบ: ผู้ใช้ยืนยันว่าเครื่องยนต์ V6 ของโตโยต้า อู่นอกที่เชี่ยวชาญมีเยอะมาก อะไหล่เซียงกงจากญี่ปุ่นมีเข้ามาเรื่อยๆ ซ่อมแล้วจบ ไม่จุกจิกเหมือนรถยุโรป
ดีเฟกต์เล็กๆ น้อยๆ ที่แก้ได้: ผู้ใช้อาจพบปัญหา “ประตูสไลด์ไฟฟ้า หรือประตูท้ายมีเสียงลั่น” เมื่อใช้งานไปนานๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีแก้ง่ายๆ คือการใช้สเปรย์ซิลิโคนฉีดหล่อลื่นตรงกลอนประตู เสียงลั่นก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง
คอนโซลหน้าลอก/เหนียว: ในรุ่นปีเก่าบางคันอาจพบปัญหาวัสดุคอนโซลเหนียว ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสภาพอากาศเมืองไทย ปัจจุบันร้านหุ้มภายในสามารถจัดการหุ้มหนังใหม่ให้สวยงามได้ในราคาไม่แพง
——————————————————————————–
หากคุณอ่านจบแล้วรู้สึกว่า รถคันนี้แหละใช่เลย! ขอให้ รถบ้านพลอยขวัญ ได้ดูแลคุณครับ เพราะที่นี่เรายึดสโลแกน “ถ้าเราไม่กล้าใช้ เราไม่กล้าขาย”,
✅ รถทุกคันคัดเกรด A: เราตรวจสอบโครงสร้างตัวถังอย่างละเอียดถึง 344 จุด รับประกันไม่มีชนหนัก พลิกคว่ำ น้ำท่วม หรือกรอไมล์แน่นอน
✅ เตรียมความพร้อมก่อนส่งมอบ (Professional Reconditioning): รถทุกคันจะผ่านการทำ Deep Cleaning สปาภายใน อบโอโซนฆ่าเชื้อ ซ่อมแซมจุดที่สึกหรอ เปลี่ยนถ่ายของเหลวใหม่หมด ให้คุณขับออกจากเต็นท์ไปอย่างสง่างามและมั่นใจ,, ✅ รับประกันความพอใจ: หากตรวจสอบพบว่ารถโอนสิทธิ์ตามกฎหมายไม่ได้ หรือเคยมีอุบัติเหตุหนักตามเงื่อนไข เรารับประกันซื้อคืนเต็มจำนวน 100%!
✅ ดันทุกเคส สู้เพื่อลูกค้า: ทีมงานเรามีประสบการณ์กว่า 20 ปี พร้อมให้คำปรึกษาด้านไฟแนนซ์ ดันให้จบทุกเคส ฟรีดาวน์ได้เราจัดให้ ผ่อนสบายสูงสุด 84 เดือน
สนใจสัมผัสและทดลองขับ Toyota Alphard หรือ Vellfire สภาพสวยๆ แวะมาหาเราได้ที่: 📍 รถบ้านพลอยขวัญ: 310 ถนนพรานนก-พุทธมณฑล แขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ, 📞 โทร: 099-408-2222 (เปิดให้บริการทุกวัน 08.20 – 18.00 น.) ส่งมอบรถดี ราคาคุ้มค่า เท่ากับส่งมอบความสุขให้ลูกค้า ต้องที่รถบ้านพลอยขวัญครับ!
🔈 ช่องทางการติดต่อ
📖 สนใจโทร 📞 099-408-2222, ☎️ 021-006-756
👉 ดูรถทุกคันได้ที่
✅ Website :
www.rodbaanploykwan.com
✅ LINE OA : @rodbanploykwan
✅ YOUTUBE : รถบ้านพลอยขวัญ
✅ INSTAGRAM : rodbanploykwan
🟣 TIKTOK : @rodbaanploykwan
🌍 Google Maps :
https://maps.app.goo.gl/DKAcjeo7tFHwJE8a7
📍 เปิดตั้งแต่เวลา 08:20 - 18:00 น.
📍 รถบ้านพลอยขวัญ ตั้งอยู่บนถนนตัดใหม่ พรานนก - พุทธมณฑล ใกล้ตลาดดอกไม้ (ปากคลองตลาด2)
อ้างอิงบทความ :
https://bit.ly/4bcTWip
รถยนต์
ข่าวรอบโลก
เศรษฐกิจ
2 บันทึก
2
1
2
2
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย