28 ก.พ. เวลา 01:00 • ข่าวรอบโลก

คาร์บอนโบราณพวยพุ่ง จากป่าพรุใหญ่ในคองโก สาเหตุเกิดจากอะไรไม่มีใครรู้ คาดโลกร้อนทำวัฏจักรเพี้ยน

พื้นที่ชุ่มน้ำเขตร้อนและป่าพรุมีบทบาทสำคัญในวัฏจักรคาร์บอนของโลก หากเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ กับพื้นที่เหล่านี้ย่อมส่งผลโดยตรงต่อสภาพภูมิอากาศโลกโดยตรง
แต่ปัจจุบันแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนฯ ขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำคองโก ใจกลางทวีปแอฟริกา กำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ข้อมูลการศึกษาล่าสุดพบว่า ทะเลสาบน้ำดำสองแห่ง กำลังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาลสู่ชั้นบรรยากาศ
เรื่องนี้ว่าเป็นปัญหาใหญ่แล้ว แต่มีเรื่องใหญ่กว่า คือปริศนาของการพวยพุ่งว่าเกิดขึ้นเพราะสาเหตุใด - ไม่มีใครรู้
และยังไม่มีใครทราบว่าก๊าซคาร์บอนฯ ที่สะสมอยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำและพรุใช้เส้นทางใดถึงเคลื่อนที่ไปเจอทางออกบริเวณทะเลสาบ
ทะเลสาบดำที่กล่าวถึง เป็นทะเลสาบที่น้ำมีสีคล้ายชาดำเข้มข้น เกิดจากเศษซากพืชและอินทรียวัตถุในดินจากป่าโดยรอบไหลลงสู่ทะเลสาบ จนทำให้สีของน้ำออกเป็นน้ำตาลเข้ม
ทะเลสาบทั้งสองแห่งถูกล้อมรอบด้วยป่าพรุขนาดใหญ่ และป่าฝนเขตร้อนราบต่ำที่ยังคงสภาพสมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่
ตามความรู้เดิมนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าก๊าซคาร์บอนฯ ที่สะสมอยู่ในพีท (ชั้นดินที่อินทรียวัตถุทับถม) จะถูกปล่อยออกมาได้ก็ต่อเมื่อมีเงื่อนไขเฉพาะ เช่น เกิดภาวะแห้งแล้งเป็นเวลานาน
หากสภาพแวดล้อมแห้งแล้งมากขึ้น ดินพรุอาจแห้งบ่อยขึ้นและนานขึ้น ทำให้ออกซิเจนแทรกซึมลึกเข้าไปในชั้นดินพรุได้มากขึ้น เร่งการย่อยสลายของจุลินทรีย์ต่อสารอินทรีย์ที่เคยคงตัว
เมื่อการย่อยสลายเร็วขึ้น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อาจเข้าสู่ชั้นบรรยากาศได้มากขึ้น
แต่ในความไม่รู้นั้นมีสิ่งที่มั่นใจแน่ๆ ว่านี่คือสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่ความไม่เสถียร และสะท้อนถึงสมดุลธรรมชาติที่กำลังเปลี่ยนไป
ตอนนี้ทีมสำรวจตั้งสมมติฐานว่า การเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากภาวะโลกร้อนอาจกระตุ้นกระบวนการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ
และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีโอกาสทำให้สมดุลนี้เสียไปเรื่อยๆ
หากภัยแล้งยืดเยื้อและรุนแรงขึ้น ทะเลสาบน้ำดำในภูมิภาคนี้อาจกลายเป็นทั้งแหล่งปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ และก๊าซมีเทน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศโลก
นอกจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน เป็นอีกภัยคุกคามที่มีส่วนทำให้สมดุลผิดเพี้ยน
คาดการณ์กันว่าประชากรของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าภายในปี 2050 ทำให้ความต้องการที่ดินทำกินเพิ่มตาม และนำไปสู่การตัดไม้ทำลายป่ามากขึ้น
และการตัดไม้ทำลายป่าจะส่งผลให้เกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรง และอาจทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบลดลงอย่างต่อเนื่อง
สำหรับพื้นที่พรุและหนองน้ำในลุ่มน้ำคองโกคิดเป็น 0.3 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นผิวโลก แต่กักเก็บคาร์บอนได้ประมาณหนึ่งในสามของคาร์บอนทั้งหมดที่อยู่ในพื้นที่พรุเขตร้อนทั่วโลก
ศึกษาเรื่องนี้โดยละเอียด ผ่านงานวิจัยที่ Millennial-aged peat carbon outgassed by large humic lakes in the Congo Basin
โฆษณา