Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Judgment Files
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 08:00 • ข่าว
📂 สัญญาอำพราง กับห้องชุดหมายเลขรัก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2568)
ตอนที่ 5: ฟ้องเพิกถอนการให้
🔔 หมายเหตุ: ชื่อบุคคล และรายละเอียดเฉพาะทั้งหมดในเรื่องนี้เป็น “นามสมมติ” เพื่อการเล่าเรื่องเชิงนวนิยายทางกฎหมาย มิใช่ชื่อจริงตามสำนวนคดี
🧑⚖️ ตัวละครในเวทีศาลและบทบาทที่ชัดเจน
"คาซึยะ" วิศวกรชาวญี่ปุ่นวัยกลางคน ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมของห้องชุด กลายสถานะจากผู้ให้โดยเสน่หา มาเป็น “โจทก์” ในคดีแพ่งที่เขาเป็นผู้ริเริ่มฟ้องร้องด้วยตนเอง
ส่วน "มาริสา" หญิงสาวผู้ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดหมายเลข 171/325 ตามการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กลายเป็น “จำเลย” ผู้ต้องปกป้องสิทธิในกรรมสิทธิ์ของตน
ขณะที่ "วิลาสินี" หญิงผู้ใช้ชีวิตคู่กับ "คาซึยะ" แม้ไม่ได้เป็นคู่ความในคดี แต่เป็นแรงกดดันทางครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจฟ้องร้องครั้งนี้
บทบาทของแต่ละคนชัดเจนในทางกฎหมาย "โจทก์" คือผู้เรียกร้องสิทธิคืน "จำเลย" คือผู้ต้องพิสูจน์ว่าตนได้รับทรัพย์โดยชอบ
📜 คำฟ้องที่สะท้อนการเปลี่ยนใจ
ในคำฟ้อง "คาซึยะ" ขอให้ศาลเพิกถอนการให้ห้องชุดดังกล่าว โดยอ้างเหตุผลว่าการจดทะเบียนไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริง และมีเหตุที่ทำให้เขาสามารถเรียกคืนทรัพย์ได้
เขาขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ "มาริสา" จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดกลับคืนแก่เขา พร้อมทั้งส่งมอบหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด หาก "จำเลย" ไม่ดำเนินการ เขาขอให้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และยังขอให้ "จำเลย" รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการออกใบแทนเอกสารสิทธิทั้งหมด
คำฟ้องดังกล่าวไม่ใช่เพียงการแสดงความเสียใจในความรัก แต่เป็นการใช้สิทธิทางศาลอย่างเต็มรูปแบบ
💰 คำขอค่าเสียหายและดอกเบี้ย
นอกจากการเพิกถอนการให้และขอให้โอนกรรมสิทธิ์คืนแล้ว "คาซึยะ" ยังขอเรียกค่าเสียหายเป็นเงินจำนวนประมาณ 1,858,892.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
คำขอนี้มีลักษณะเป็นคำขอเผื่อเลือก กล่าวคือ หากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์คืนได้ ก็ให้ "จำเลย" ใช้ราคาทรัพย์แทน เงินจำนวนดังกล่าวจึงสะท้อนมูลค่าของห้องชุดในขณะนั้น และแสดงให้เห็นว่าคดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องศักดิ์ศรีหรืออารมณ์ แต่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินมูลค่าสูงที่มีผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของคู่กรณีโดยตรง
⚖️ คำพิพากษาศาลชั้นต้น: ยกฟ้อง
เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณา ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้วเห็นว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่เกิดขึ้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย การที่ "โจทก์" ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ และมอบเอกสารกับค่าใช้จ่ายให้ "จำเลย" ไปดำเนินการ แสดงถึงความสมัครใจและเจตนาให้ตั้งแต่ต้น
ศาลจึงพิพากษา "ยกฟ้อง" และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ซึ่งหมายความว่าแต่ละฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง
คำพิพากษานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า การเปลี่ยนใจภายหลังไม่ทำให้นิติกรรมที่สมบูรณ์แล้วกลายเป็นโมฆะได้โดยง่าย
⚖️ ศาลอุทธรณ์: ยืนตามศาลชั้นต้น
"คาซึยะ" ไม่ยอมรับผลดังกล่าว จึงอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยหวังว่าศาลจะตีความข้อกฎหมายแตกต่างออกไป แต่ศาลอุทธรณ์ได้พิเคราะห์แล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า นิติกรรมการให้มีผลสมบูรณ์ และไม่มีเหตุเพิกถอนตามที่ "โจทก์" อ้าง
จึงพิพากษา "ยืน" คดีจึงกลายเป็นการยืนยันซ้ำสองว่าการโอนกรรมสิทธิ์ครั้งนั้นมีผลผูกพันตามกฎหมาย
🎯 เส้นทางสู่ศาลฎีกา
เมื่อศาล 2 ชั้นมีความเห็นตรงกัน "คาซึยะ" ยังคงใช้สิทธิฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้เสนอประเด็นข้อกฎหมายต่อศาลฎีกา คดีจึงก้าวเข้าสู่ชั้นพิจารณาสูงสุด ซึ่งจะวินิจฉัยในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนิติกรรมอำพรางตามมาตรา 155 และสิทธิเรียกคืนการให้ตามกฎหมายแพ่ง
บทต่อไปจะเป็นเวทีที่ศาลฎีกาชั่งน้ำหนักระหว่าง “เจตนาแท้จริง” กับ “ถ้อยคำในเอกสาร” และจะเป็นคำตอบสุดท้ายว่าห้องชุดหมายเลข 171/325 จะกลับคืนสู่ผู้ให้ หรือจะยังคงอยู่กับผู้รับตลอดไป… ⚖️
ข่าวรอบโลก
การลงทุน
ธุรกิจ
บันทึก
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
📂 สัญญาอำพราง กับห้องชุดหมายเลขรัก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2568)
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย