เมื่อวาน เวลา 10:00 • ข่าว

📂 สัญญาอำพราง กับห้องชุดหมายเลขรัก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2568)

ตอนที่ 6: ศาลฎีกากับมาตรา 155
🔔 หมายเหตุ: ชื่อบุคคล และรายละเอียดเฉพาะทั้งหมดในเรื่องนี้เป็น “นามสมมติ” เพื่อการเล่าเรื่องเชิงนวนิยายทางกฎหมาย มิใช่ชื่อจริงตามสำนวนคดี
🧑‍⚖️ เวทีสุดท้ายของข้อกฎหมายและตัวละครที่ชัดเจน
"คาซึยะ" วิศวกรชาวญี่ปุ่นผู้เป็น "โจทก์" ยังคงยืนยันว่าการจดทะเบียนเป็นการซื้อขายไม่ตรงกับเจตนาแท้จริงของตน และพยายามให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิกถอนผลของการโอนกรรมสิทธิ์
ขณะที่ "มาริสา" จำเลย ผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามทะเบียน ยืนยันว่าการโอนเกิดจากความสมัครใจและเจตนาให้โดยเสน่หามาตั้งแต่ต้น
ส่วน "วิลาสินี" แม้ไม่ใช่คู่ความโดยตรง แต่เป็นปัจจัยเบื้องหลังที่ทำให้คำว่า “ขาย” ถูกใช้แทนคำว่า “ให้”
เวทีศาลฎีกาจึงไม่ได้พิจารณาเพียงข้อเท็จจริงเชิงอารมณ์ แต่ต้องชี้ขาดหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ “นิติกรรมอำพราง” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155
🔍 ประเด็นแรก: เจตนาแท้จริงคือการให้
ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์ทั้งหมด ไม่ได้ดูเพียงถ้อยคำในเอกสาร แต่พิจารณาตั้งแต่การซื้อห้องชุด การลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจ การมอบสำเนาหนังสือเดินทาง และการมอบค่าใช้จ่ายให้ "จำเลย" ไปดำเนินการ
ทุกขั้นตอนสะท้อนว่า "คาซึยะ" มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้ "มาริสา" โดยไม่มีค่าตอบแทนตั้งแต่ต้น
กล่าวง่ายๆ คือ เขาตั้งใจ “ให้” จริง มิใช่ถูกหลอก มิใช่เข้าใจผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม การวินิจฉัยจุดนี้มีความสำคัญ เพราะในทางกฎหมาย เจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีคือหัวใจของนิติกรรม
📜 ประเด็นที่ 2: การขายเป็นเพียงนิติกรรมอำพราง
แม้เอกสารจดทะเบียนจะระบุว่าเป็น “การซื้อขาย” แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีการชำระราคากันจริง และ "โจทก์" เองก็ยอมรับว่าประสงค์จะยกห้องชุดให้ "จำเลย" ตั้งแต่ต้น
ศาลจึงเห็นว่า การระบุว่าเป็นการซื้อขาย เป็นเพียงการแสดงออกภายนอกเพื่อปกปิดเจตนาที่แท้จริง เรียกว่าเป็น “นิติกรรมอำพราง” ตามมาตรา 155 วรรค 1 ซึ่งบัญญัติว่า...
หากทำนิติกรรมหนึ่งเพื่ออำพรางอีกนิติกรรมหนึ่ง นิติกรรมที่อำพรางย่อมเป็นโมฆะ ดังนั้น สัญญาซื้อขายในเอกสารจึงไม่มีผลในฐานะการซื้อขาย
🏢 ประเด็นที่ 3: แม้รูปแบบจะเป็นขาย แต่สาระคือการโอนกรรมสิทธิ์
ศาลฎีกาอธิบายอย่างเข้าใจง่ายว่า ทั้งการซื้อขายและการให้โดยเสน่หามีจุดร่วมสำคัญ คือ การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจากฝ่ายหนึ่งไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง ต่างกันเพียงว่าการซื้อขายต้องมีค่าตอบแทน ส่วนการให้ไม่มีค่าตอบแทน
ในคดีนี้ แม้จะใช้คำว่า “ขาย” แต่ผลที่เกิดขึ้นจริงคือการโอนกรรมสิทธิ์ไปยัง "จำเลย" ตามเจตนาให้ของ "โจทก์" การวิเคราะห์เช่นนี้สะท้อนหลักกฎหมายที่มอง “สาระสำคัญ” มากกว่ารูปแบบภายนอก
🖊️ ประเด็นที่ 4: การให้ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนครบถ้วน
กฎหมายกำหนดว่า การให้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะสมบูรณ์ แม้เอกสารจะระบุประเภทเป็นการซื้อขาย แต่การโอนกรรมสิทธิ์ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่อย่างถูกต้องครบถ้วน
ศาลจึงอนุโลมว่า การกระทำดังกล่าวเทียบได้กับการทำหนังสือและจดทะเบียนการให้ตามเจตนาแท้จริงแล้ว เมื่อองค์ประกอบครบถ้วน นิติกรรมการให้จึงสมบูรณ์ตามมาตรา 155 วรรค 2
📌 ผลแห่งคำวินิจฉัย: การให้สมบูรณ์ตามมาตรา 155 วรรค 2
เมื่อสัญญาซื้อขายเป็นนิติกรรมอำพรางที่ตกเป็นโมฆะ ศาลต้องบังคับตามนิติกรรมที่แท้จริงที่ถูกอำพรางไว้ คือ “การให้โดยเสน่หา” และเมื่อการให้ได้ดำเนินการครบถ้วนตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด การให้ย่อมมีผลสมบูรณ์และใช้บังคับได้
"โจทก์" จึงไม่อาจเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ได้เพียงเพราะเปลี่ยนใจภายหลัง คำวินิจฉัยนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า กฎหมายคุ้มครองเจตนาแท้จริง หากองค์ประกอบครบถ้วน แม้รูปแบบภายนอกจะคลาดเคลื่อน
🎯 แก่นกฎหมาย: รูปแบบผิดได้ แต่เจตนาต้องแท้และครบองค์ประกอบ
บทเรียนสำคัญจากคำพิพากษานี้คือ กฎหมายมิได้มองเพียงตัวหนังสือ แต่พิจารณาเจตนาและพฤติการณ์โดยรวม หากคู่กรณีมีเจตนาแท้จริงตรงกัน และได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่จำเป็นครบถ้วน นิติกรรมย่อมมีผล แม้ถ้อยคำในเอกสารจะไม่ตรงตามความจริงทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังไม่จบ เพราะ "คาซึยะ" ยังอ้างเหตุ “ประพฤติเนรคุณ” เพื่อเรียกถอนคืนการให้ ซึ่งศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยในประเด็นถัดไปว่า การกระทำของ "มาริสา" เข้าข่ายเนรคุณตามกฎหมายหรือไม่ และนี่จะเป็นบทสุดท้ายของการต่อสู้ทางกฎหมายที่เดิมพันด้วยทั้งทรัพย์สินและศักดิ์ศรี… ⚖️
โฆษณา