เมื่อวาน เวลา 12:00 • ข่าว

📂 สัญญาอำพราง กับห้องชุดหมายเลขรัก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2568)

ตอนที่ 7: เนรคุณหรือการใช้สิทธิ?
🔔 หมายเหตุ: ชื่อบุคคล และรายละเอียดเฉพาะทั้งหมดในเรื่องนี้เป็น “นามสมมติ” เพื่อการเล่าเรื่องเชิงนวนิยายทางกฎหมาย มิใช่ชื่อจริงตามสำนวนคดี
⚖️ ตัวละครในข้อพิพาทสุดท้ายและบทบาททางกฎหมาย
"คาซึยะ" วิศวกรชาวญี่ปุ่นผู้เป็นฝ่ายให้ห้องชุดโดยเสน่หา และต่อมากลายเป็น "โจทก์" ที่พยายามเรียกทรัพย์คืน ยังคงยืนหยัดในข้ออ้างใหม่ว่า แม้ศาลจะเห็นว่าการให้สมบูรณ์ตามมาตรา 155 แล้ว แต่เขายังมีสิทธิถอนคืนได้เพราะ "จำเลย" ประพฤติเนรคุณต่อเขา
ส่วน "มาริสา" หญิงสาวผู้ได้รับกรรมสิทธิ์ตามทะเบียน ยืนยันว่าการกระทำของเธอเป็นไปตามสิทธิของเจ้าของทรัพย์ มิใช่การทำร้ายหรือกลั่นแกล้งแต่อย่างใด
ขณะที่ "วิลาสินี" หญิงผู้ใช้ชีวิตคู่กับ "คาซึยะ" แม้ไม่ใช่คู่ความโดยตรง แต่มีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์บางช่วงที่นำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดี
ประเด็นจึงเข้าสู่มาตรา 531 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยสิทธิถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณ
📜 ข้ออ้างที่ 1: กล่าวหาว่าปลอมเอกสารในอีกห้องหนึ่ง
"คาซึยะ" อ้างว่า นอกจากห้องชุดหมายเลข 171/325 แล้ว เขายังเป็นเจ้าของห้องอีกหนึ่งห้อง และกล่าวหาว่า "มาริสา" ได้ปลอมหนังสือมอบอำนาจเพื่อนำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องนั้นด้วย ซึ่งเขาเห็นว่าเป็นการกระทำความผิดอาญา เช่น ปลอมเอกสารหรือฉ้อโกง และถือเป็นการประพฤติเนรคุณต่อผู้ให้
ในมุมของคนทั่วไป การถูกกล่าวหาว่าปลอมเอกสารย่อมเป็นเรื่องร้ายแรง แต่ศาลต้องพิจารณาอย่างละเอียดว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด และเกี่ยวข้องกับการให้ห้องชุดพิพาทโดยตรงหรือไม่ เพราะกฎหมายกำหนดเงื่อนไขชัดเจนว่า การถอนคืนเพราะเนรคุณต้องเป็นเหตุที่เกิด “ภายหลัง” การให้สมบูรณ์แล้วเท่านั้น
🕰️ ศาลวินิจฉัย: เหตุเกิดก่อนการให้สมบูรณ์
ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เหตุที่ "คาซึยะ" กล่าวอ้างเกี่ยวกับการปลอมเอกสารนั้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหรือในช่วงเดียวกับกระบวนการโอนกรรมสิทธิ์ มิใช่การกระทำภายหลังที่เกิดขึ้นหลังจากการให้สมบูรณ์ตามกฎหมาย
เมื่อกฎหมายกำหนดว่าการถอนคืนเพราะเนรคุณต้องอาศัยการกระทำของผู้รับที่เกิดขึ้นภายหลังการให้แล้ว เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นจึงไม่อาจนำมาเป็นฐานในการถอนคืนได้
กล่าวง่ายๆ คือ แม้จะมีข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินอีกห้องหนึ่ง ก็ไม่อาจใช้เป็นเหตุเรียกคืนห้องที่ให้ไปแล้วได้
🚪 ข้ออ้างที่ 2: การแจ้งความดำเนินคดี
"คาซึยะ" ยังอ้างว่า "มาริสา" ได้แจ้งความดำเนินคดีเขาในข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ เป็นการกลั่นแกล้งให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียง และถือเป็นการหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง ซึ่งเข้าข่ายเนรคุณตามมาตรา 531
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ในขณะที่ "มาริสา" เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามทะเบียน "คาซึยะ" พร้อมบุคคลอื่นได้เข้าไปในห้องชุดและนำทรัพย์สินบางส่วนออกไปโดยที่ "มาริสา" ไม่ได้อยู่ในห้อง การกระทำดังกล่าวทำให้ "มาริสา" ไปแจ้งความร้องทุกข์เพื่อปกป้องสิทธิของตน
🛡️ การใช้สิทธิหรือการกลั่นแกล้ง?
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแจ้งความในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าทรัพย์สินของตนถูกนำออกไป เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายของเจ้าของกรรมสิทธิ์ มิใช่การกลั่นแกล้งโดยปราศจากมูลเหตุ
การใช้สิทธิเพื่อปกป้องทรัพย์สินของตนจึงไม่อาจถือเป็นการประพฤติเนรคุณได้ เพราะกฎหมายไม่ลงโทษผู้ที่ใช้สิทธิของตนโดยสุจริต แม้การแจ้งความจะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาไม่พอใจหรือรู้สึกเสียชื่อเสียง แต่หากมีข้อเท็จจริงรองรับ ก็ไม่ถือเป็นการหมิ่นประมาทหรือการทำร้ายอย่างร้ายแรงตามที่มาตรา 531 กำหนด
🎯 บทเรียนสำคัญจากมาตรา 531
มาตรา 531 เปิดโอกาสให้ผู้ให้ถอนคืนทรัพย์ได้ หากผู้รับกระทำการร้ายแรง เช่น ประทุษร้าย ทำให้เสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรง หรือไม่เลี้ยงดูในยามยาก
แต่เงื่อนไขสำคัญคือ การกระทำนั้นต้องเกิดขึ้นหลังการให้สมบูรณ์ และต้องมีลักษณะร้ายแรงจริงๆ ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทั่วไป
ในคดีนี้ ศาลเห็นว่าไม่มีพฤติการณ์ใดของมาริสาที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว คาซึยะจึงไม่มีสิทธิถอนคืนการให้
🔔 บทสรุปก่อนคำพิพากษาสุดท้าย
เมื่อทั้งประเด็นนิติกรรมอำพรางตามมาตรา 155 และประเด็นเนรคุณตามมาตรา 531 ถูกวินิจฉัยครบถ้วน เส้นทางคดีจึงเดินมาถึงจุดสิ้นสุด ห้องชุดหมายเลข 171/325 จะยังคงอยู่กับผู้รับหรือไม่ คำตอบอยู่ในคำพิพากษาสุดท้ายของศาลฎีกา
ซึ่งในตอนถัดไป เราจะได้เห็นบทสรุปอย่างเป็นทางการของคดีนี้ และข้อคิดทางกฎหมายที่ฝากไว้แก่ผู้ที่คิดจะผูกพันทรัพย์สินด้วยแรงอารมณ์มากกว่าเหตุผล… ⚖️
โฆษณา