เมื่อวาน เวลา 14:00 • ข่าว

📂 สัญญาอำพราง กับห้องชุดหมายเลขรัก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3745/2568)

ตอนที่ 8 (ตอนจบ): คำพิพากษาสุดท้าย
🔔 หมายเหตุ: ชื่อบุคคล และรายละเอียดเฉพาะทั้งหมดในเรื่องนี้เป็น “นามสมมติ” เพื่อการเล่าเรื่องเชิงนวนิยายทางกฎหมาย มิใช่ชื่อจริงตามสำนวนคดี
🧑‍⚖️ ตัวละครในวินาทีสุดท้ายของคดี
"คาซึยะ" วิศวกรชาวญี่ปุ่นผู้เริ่มต้นจากการเป็นผู้ให้ด้วยความสมัครใจ กลายเป็นโจทก์ที่ต่อสู้คดีจนถึงศาลฎีกา เขาคือผู้พยายามเรียกทรัพย์สินคืนหลังความสัมพันธ์แตกสลาย
ส่วน "มาริสา" หญิงสาวผู้ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดหมายเลข 171/325 ตามการจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามแบบพิธี เธอคือ "จำเลย"vที่ยืนหยัดว่าตนได้รับทรัพย์โดยชอบตามกฎหมาย
ขณะที่ "วิลาสินี" หญิงผู้ใช้ชีวิตคู่กับ "คาซึยะ" แม้ไม่ได้เป็นคู่ความในคดี แต่เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เรื่องส่วนตัวกลายเป็นข้อพิพาททางศาล
ตัวละครทั้ง 3 จึงไม่ได้ยืนอยู่แค่ในพื้นที่ของความรัก แต่ยืนอยู่ในพื้นที่ของกฎหมายที่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน
📜 คำวินิจฉัยของศาลฎีกาอย่างเป็นระบบ
ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยแยกเป็น 2 ประเด็นสำคัญ ประเด็นแรกคือเรื่องนิติกรรมอำพรางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 ศาลเห็นพ้องกับศาลล่างทั้ง 2 ว่า แม้เอกสารจดทะเบียนจะระบุว่าเป็น “การซื้อขาย” แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า "โจทก์" มีเจตนาแท้จริงจะยกห้องชุดให้ "จำเลย" โดยเสน่หามาตั้งแต่ต้น การซื้อขายจึงเป็นเพียงนิติกรรมอำพราง
ส่วนนิติกรรมที่แท้จริงคือการให้ และเมื่อได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ถือว่าการให้ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนครบถ้วนตามแบบที่กฎหมายกำหนด นิติกรรมการให้จึงสมบูรณ์ตามมาตรา 155 วรรค 2
⚖️ สิทธิถอนคืนเพราะเนรคุณถูกปฏิเสธ
ในประเด็นที่ 2 เกี่ยวกับมาตรา 531 ศาลวินิจฉัยว่า เหตุที่ "โจทก์" กล่าวอ้างเรื่องการปลอมเอกสารเกี่ยวกับห้องชุดอีกห้องหนึ่ง เป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนหรือในช่วงกระบวนการโอนกรรมสิทธิ์ ไม่ใช่เหตุภายหลังการให้สมบูรณ์ จึงไม่อาจใช้เป็นเหตุถอนคืนได้
ส่วนกรณีที่ "จำเลย" แจ้งความดำเนินคดีโจทก์ในข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ ศาลเห็นว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้มีชื่อในทะเบียนกรรมสิทธิ์ มิใช่การกลั่นแกล้งหรือประพฤติเนรคุณอย่างร้ายแรง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกถอนคืนการให้
💰 ผลแห่งคดีแพ่งและจำนวนเงินที่เรียกร้อง
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คือ “ยกฟ้อง” หมายความว่า คำขอทั้งหมดของ "โจทก์" ตกไป ไม่ว่าจะเป็นคำขอเพิกถอนการให้ คำขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์คืน หรือคำขอเรียกค่าเสียหายจำนวน 1,858,892.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
ศาลไม่กำหนดให้มีการชำระเงินใดๆ แก่ "โจทก์" และไม่มีการปรับจำนวนเงินหรือกำหนดค่าเสียหายใหม่แต่อย่างใด นอกจากนี้ ศาลฎีกายังสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ซึ่งหมายความว่าแต่ละฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเอง
🏛 หลักกฎหมายที่ถูกตอกย้ำอย่างชัดเจน
คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักสำคัญ 2 ประการ
ประการแรก กฎหมายให้ความสำคัญกับ “เจตนาที่แท้จริง” มากกว่าถ้อยคำที่ใช้ในเอกสาร หากพิสูจน์ได้ว่าคู่กรณีมีเจตนาซ่อนอยู่เบื้องหลัง นิติกรรมที่แท้จริงย่อมมีผล
ประการที่ 2 การถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่เคร่งครัด และต้องเกิดภายหลังการให้สมบูรณ์แล้วเท่านั้น ความเสียใจหรือการเปลี่ยนใจภายหลังไม่อาจลบล้างผลของนิติกรรมที่ได้ทำไปโดยสมัครใจ
🔔 บทส่งท้ายของห้องชุดหมายเลข 171/325
ห้องชุดที่ครั้งหนึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก กลายเป็นบทเรียนทางกฎหมายที่ชัดเจน เมื่อคำว่า “ขาย” ถูกใช้เพื่อปกปิดคำว่า “ให้” ศาลมองทะลุถ้อยคำและค้นหาเจตนาที่แท้จริง และเมื่อเจตนานั้นได้รับการพิสูจน์พร้อมองค์ประกอบครบถ้วน กฎหมายก็ให้ความคุ้มครอง แม้ความสัมพันธ์จะสิ้นสุดลง แต่ผลของนิติกรรมยังคงอยู่
คดีนี้จึงจบลงด้วยคำพิพากษายืน และฝากข้อคิดไว้ว่า การตัดสินใจโอนทรัพย์สินด้วยแรงอารมณ์ อาจสร้างผลผูกพันที่กฎหมายไม่อาจย้อนคืนได้ง่ายดาย ⚖️
โฆษณา