28 ก.พ. เวลา 09:41 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

OpenClaw: จากโปรเจกต์ 1 ชั่วโมง สู่ดีลสะเทือนวงการที่ OpenAI ต้องคว้าตัว

เปิดเรื่อง: ช่วงเวลาที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
ในยุคที่ AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังของผู้คนหลายคนคือการมี AI Agent ที่ไม่เพียงตอบคำถาม แต่สามารถลงมือทำงานที่ซับซ้อนได้จริง เรื่องราวของ OpenClaw เป็นตัวอย่างสำคัญของการพัฒนานี้ บทความนี้จะวิเคราะห์เรื่องราวของ OpenClaw, ผู้สร้าง Peter Steinberger และการเข้าร่วมงานกับ OpenAI ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญในวงการ AI
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2025 ณ เมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก Peter Steinberger โปรแกรมเมอร์ชาวออสเตรีย กำลังอยู่ในช่วงพักผ่อน แต่ในใจของเขากลับครุ่นคิดถึงโปรเจกต์ส่วนตัวที่ทำเล่นๆ มาหลายเดือน เขาตัดสินใจลองส่งคำสั่งเสียงผ่าน WhatsApp ไปยัง AI Agent ที่เขาสร้างขึ้น โดยไม่คาดหวังอะไรมากนัก
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นทำให้ Peter ตระหนักถึงศักยภาพที่แท้จริงของ AI Agent เมื่อ Agent ของเขาไม่เพียงเข้าใจคำสั่ง แต่ยังแสดงความสามารถในการลองผิดลองถูกเพื่อแปลงเสียงเป็นข้อความและทำงานที่สั่งได้สำเร็จ Peter กล่าวในบทสัมภาษณ์กับ Lex Fridman ว่า "ตอนนั้นเองที่ผมคิดได้ว่า... ถ้าเรามอบพลังให้มันจริงๆ มันจะสามารถทำอะไรได้มากมาย"
จากจุดเริ่มต้นนี้ OpenClaw ได้พัฒนาขึ้นเป็นโปรเจกต์ AI Agent แบบโอเพนซอร์สที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง OpenClaw แตกต่างจากแชทบอททั่วไปตรงที่มันสามารถเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้และทำงานต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการอีเมล เขียนโค้ด หรือสั่งซื้อสินค้า การเติบโตของ OpenClaw สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงสำคัญในวงการ AI จาก Conversational AI ไปสู่ Agentic AI ที่สามารถลงมือทำงานได้จริง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ OpenAI ตัดสินใจเข้ามาร่วมงานกับ Peter
OpenClaw คืออะไร: นิยามใหม่ของ "ผู้ช่วยส่วนตัว"
ก่อนจะไปต่อ เราต้องเข้าใจก่อนว่า OpenClaw ไม่ใช่แค่ "แชทบอท" อีกตัวหนึ่ง แต่มันคือ Personal AI Agent หรือ "เอเจนต์ AI ส่วนบุคคล" ซึ่งเป็นแนวคิดที่ก้าวไปอีกขั้น
• แชทบอท (Chatbot): ทำหน้าที่หลักในการ "สนทนา" และ "ให้ข้อมูล" ตามคำสั่งที่เราป้อนเข้าไป มันเป็นเหมือนผู้ช่วยที่รอรับคำสั่ง
• AI Agent: ทำหน้าที่ "ลงมือทำ" (Take Action) มันสามารถวางแผน, ใชเครื่องมือ (เช่น เว็บเบราว์เซอร์, API), และทำงานหลายขั้นตอนต่อเนื่องกันได้ด้วยตัวเองเพื่อบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้
OpenClaw คือการทำให้แนวคิดนี้เป็นจริงและเข้าถึงได้ มันเปลี่ยน AI จาก "ผู้ให้ข้อมูล" มาเป็น "ผู้ลงมือทำ" ที่ทำงานบนอุปกรณ์ของเราเอง (local-first) และควบคุมได้ผ่านแอปแชทที่เราคุ้นเคย นี่คือเหตุผลที่มันสำคัญ เพราะมันคือภาพร่างแรกของอนาคตที่ AI จะไม่ได้อยู่แค่บนคลาวด์ แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราอย่างแท้จริง
https://openclaw.ai/ (website Official)
The Rise of the Lobster: ปรากฏการณ์ OpenClaw
หัวใจหลักที่ทำให้ OpenClaw แตกต่างและทรงพลัง คือการที่มันเป็น AI Agent Framework แบบโอเพนซอร์สที่ผู้ใช้สามารถติดตั้งและรันบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเองได้ (self-hosted) สิ่งนี้เปรียบเสมือนการมีผู้ช่วยส่วนตัวที่อาศัยอยู่ในเครื่องของเราเอง ทำให้มันทำงานได้รวดเร็วและเข้าถึงข้อมูลของเราได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องส่งข้อมูลทุกอย่างขึ้นไปบนคลาวด์ของบริษัทเทคโนโลยี
ความสามารถของ OpenClaw ครอบคลุมหลายด้าน มันสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น WhatsApp, Telegram, Slack, หรือ iMessage เพื่อรับคำสั่งและรายงานผล มันสามารถจัดการตารางนัดหมาย, เช็คอินเที่ยวบิน, ตอบอีเมล, หรือแม้กระทั่งทำงานที่ซับซ้อนอย่างการเขียนและแก้ไขโค้ดโปรแกรมได้ด้วยตัวเอง Peter เล่าในบทสัมภาษณ์ว่าเขาเคย "เฝ้าดู Agent ของตัวเองคลิกปุ่ม 'I'm not a robot' ได้" ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการโต้ตอบกับหน้าเว็บที่ซับซ้อน
ทำไม OpenClaw ถึงกลายเป็นไวรัล: 4 ปัจจัยสำคัญ
การเติบโตอย่างรวดเร็วของ OpenClaw ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากปัจจัยสำคัญ 4 ประการที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักพัฒนาและผู้ใช้ในยุค AI ได้อย่างลงตัว
  • 1.
    สถาปัตยกรรมแบบ Local-First: OpenClaw ถูกออกแบบมาให้ทำงานบนอุปกรณ์ของผู้ใช้โดยตรง ซึ่งหมายความว่าข้อมูลจะปลอดภัยและเป็นส่วนตัวมากขึ้น
  • 2.
    ควบคุมผ่านแอปแชท: ผู้ใช้สามารถสั่งงานและโต้ตอบกับ OpenClaw ผ่านแอปที่คุ้นเคยอย่าง WhatsApp หรือ Telegram
  • 3.
    การทำงานร่วมกันของหลาย Agent OpenClaw: สามารถสร้างและบริหารจัดการ Agent หลายตัวให้ทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้
  • 4.
    โอเพนซอร์สเต็มรูปแบบ: การที่โปรเจกต์เป็นโอเพนซอร์สทำให้นักพัฒนาทั่วโลกสามารถเข้ามามีส่วนร่วม, ตรวจสอบ, และปรับปรุงโค้ดได้อย่างอิสระ
การเติบโตที่ก้าวกระโดด
ด้วยความสามารถที่ก้าวกระโดดนี้เอง ทำให้ OpenClaw กลายเป็นโปรเจกต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของ GitHub แพลตฟอร์มสำหรับนักพัฒนาทั่วโลก ไทม์ไลน์ของการเติบโตนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะมันบ่งบอกถึงความเร็วของการนำเอา AI Agent มาใช้งานจริง
ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2025 OpenClaw ได้ปล่อยเวอร์ชัน 1.0.4 ครั้งแรกออกมาสู่สาธารณชน โดยใช้ชื่อเดิมว่า "Clawd" ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ โปรเจกต์นี้ได้รับการตอบรับที่ล้นหลาม ในวันที่ 14 มกราคม 2026 (ประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากการปล่อยเวอร์ชันแรก) OpenClaw ได้ถึง 2,000 GitHub stars ซึ่งเป็นความเร็วที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ตั้งแต่นั้นมา ตัวเลขก็พุ่งขึ้นอย่างไม่หยุด เพียง 3 เดือนหลังจากการปล่อยเวอร์ชันแรก OpenClaw ได้รับการกดให้ดาว (Star) มากกว่า 180,000 ครั้งใน GitHub และมีนักพัฒนาหลายแสนคนเข้ามามีส่วนร่วม
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในหมู่นักพัฒนา แต่ยังลุกลามไปสู่การเกิด Moltbook โซเชียลมีเดียที่สร้างขึ้นเพื่อให้ AI Agents เข้ามาโพสต์ข้อความและถกเถียงกันเองในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่ปรัชญาไปจนถึงการมีอยู่ของจิตสำนึก ตามรายงานจาก The Verge ในวันที่ 30 มกราคม 2026 Moltbook ได้มี agents มากกว่า 30,000 ตัว ซึ่งสร้างทั้งความตื่นเต้นและความหวาดกลัวให้กับผู้คนในวงการเทคโนโลยี AI
ความขัดแย้งเรื่องชื่อกับ Anthropic
ในช่วงแรก OpenClaw ใช้ชื่อว่า "Clawdbot" ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับชื่อของ Anthropic ทำให้เกิดความขัดแย้งด้านเครื่องหมายการค้า ในวันที่ 27 มกราคม 2026 Anthropic ได้ส่งอีเมลถึง Peter เพื่อขอให้เปลี่ยนชื่อ Peter จึงได้เปลี่ยนชื่อโปรเจกต์เป็น "Moltbot" ก่อนจะมาเป็น "OpenClaw" ในปัจจุบัน
The Builder's Journey: Peter Steinberger ชายผู้ปฏิเสธการสร้างบริษัทเพื่อเปลี่ยนโลก
เรื่องราวของ OpenClaw จะไม่สมบูรณ์หากไม่ได้กล่าวถึง Peter Steinberger ชายผู้สร้างมันขึ้นมา เขาไม่ใช่สตาร์ทอัพหน้าใหม่ที่มองหาเงินทุน แต่เป็นโปรแกรมเมอร์ผู้คร่ำหวอดในวงการที่กลับมาเขียนโค้ดอีกครั้งด้วย "ความรัก" ในการสร้างสรรค์อย่างแท้จริง
Peter Steinberger: Founder "OpenClaw"
ประวัติการทำงาน
Peter เริ่มต้นในฐานะผู้ก่อตั้งและ CEO ของ PSPDFKit ซึ่งต่อมาถูกรีแบรนด์เป็น Nutrient เขาใช้เวลา 13 ปีในการสร้างบริษัทจากโปรเจกต์เล็ก ๆ จนกลายเป็นเทคโนโลยีจัดการ PDF ที่ถูกใช้งานบนอุปกรณ์มากกว่าพันล้านเครื่องทั่วโลก ช่วงนั้นเขาถูกจับตามองอย่างมากในวงการเทค โดยในปี 2021 บริษัทได้รับข้อเสนอการลงทุนเชิงกลยุทธ์ระดับหลายร้อยล้านยูโร แสดงถึงความสำเร็จในเชิงธุรกิจอย่างแท้จริง
หลังจากนั้นไม่นาน เขาตัดสินใจขายกิจการและเข้าสู่ช่วงพักงานยาว ก่อนจะค่อย ๆ ห่างหายจากโลกโปรแกรมมิ่งไปประมาณ 3 ปี ช่วงเวลานั้นเขาเผชิญกับความรู้สึกว่างเปล่าหลังการ exit และเริ่มตั้งคำถามกับเป้าหมายชีวิตตัวเองอีกครั้ง
การกลับมา
ปี 2025 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ Peter กลับมาเขียนบล็อก “Finding My Spark Again” เพื่อถ่ายทอดการค้นหาแรงบันดาลใจหลังผ่านช่วงอิ่มตัว เขาเริ่มทดลองแนวคิดใหม่ ๆ อย่าง agentic engineering รวมถึงศึกษาประเด็นด้านความเร็วในการประมวลผลและกระบวนการคิดเชิงลึกของ AI ซึ่งต่อมาเป็นพื้นฐานสำคัญของ OpenClaw
จาก "ผู้สร้างบริษัท" สู่ "ผู้สร้างเครื่องมือ"
Peter มองว่าตัวเองเป็น “นักสร้าง” มากกว่านักธุรกิจ แม้จะประสบความสำเร็จกับบริษัทก่อนหน้า แต่เขาไม่ต้องการกลับสู่เส้นทางเดิมอีก เขาต้องการสร้างสิ่งที่เปลี่ยนโลกในแบบที่จับต้องได้มากกว่าโครงสร้างบริษัท และ OpenClaw จึงเป็นพื้นที่ทดลองแนวคิดที่เขาอยากผลักดันอย่างแท้จริง
เขายึดมั่นกับแนวคิดโอเพนซอร์สตั้งแต่เริ่มต้น และกำหนดชัดว่า OpenClaw จะต้องคงสภาพโอเพนซอร์สเพื่อให้ชุมชนสามารถพัฒนาต่อได้อย่างอิสระ แนวคิดนี้ไม่ใช่กลยุทธ์ แต่เป็นหลักการที่เขาให้คุณค่ามาตลอด
อีกหนึ่งแก่นคิดสำคัญคือ AI ควรเข้าถึงได้ง่าย ไม่ใช่เทคโนโลยีสำหรับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เป้าหมายของเขาคือสร้างเอเจนต์ที่ทุกคน ซึ่งเป็นผู้ใช้ทั่วไปที่ไม่ใช่นักพัฒนา จะสามารถใช้งานและเข้าใจได้ทันที
OpenClaw จึงสะท้อนทั้งปรัชญา ประสบการณ์ และวิธีคิดของ Peter Steinberger ทีมีเป้าหมายให้เป็นเครื่องมือโอเพนซอร์สที่ออกแบบเพื่อ democratize ความสามารถของ AI Agents ให้กลายเป็นสิ่งที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
The OpenAI Deal: เมื่อยักษ์ใหญ่ต้องลงมาเล่นในเกมของ Open Source
ท่ามกลางกระแสความนิยมและความกังวลที่พุ่งสูงขึ้น ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2026 Peter Steinberger ได้ประกาศว่าเขาจะเข้าร่วมงานกับ OpenAI ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่คล้ายคลึงกับการ "acqui-hire" แต่ไม่ใช่การเข้าซื้อกิจการโดยตรง
ประกาศการเข้าร่วม OpenAI ของ Peter Steinberger จาก Sam Altman (X)
การเข้าร่วมงานของ Peter กับ OpenAI นี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่งในรายละเอียด เพราะมันไม่ใช่การซื้อแล้วปิด แต่เป็นการยอมรับพลังของชุมชนโอเพนซอร์ส OpenAI ประกาศว่า OpenClaw จะยังคงเป็นโปรเจกต์โอเพนซอร์สต่อไป โดยจะถูกย้ายไปอยู่ภายใต้การดูแลของ มูลนิธิ (Foundation) ที่ OpenAI จะให้การสนับสนุนทางการเงินอย่างต่อเนื่อง
Peter กล่าวในการประกาศของเขาว่า "will move to a foundation and stay open and independent" ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของเขาในการเข้าร่วมกับ OpenAI ตามรายงานจาก Reuters ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2026 ระบุว่า "Altman said the company wants to drive the next generation of personal agents" และ "OpenClaw will be part of foundation it OpenAI supports"
ทำไม OpenAI ถึงสนใจในตัว Peter และ OpenClaw?
การดึงตัว Peter Steinberger เข้าร่วมทีมไม่ใช่แค่การซื้อตัวคนเก่ง แต่เป็นหมากสำคัญทางกลยุทธ์ของ OpenAI ในสนามรบถัดไปของวงการ AI นั่นคือ Personal AI Agents
• Talent Acquisition: Peter คือหนึ่งในนักพัฒนาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก การได้เขามาร่วมทีมคือการการันตีคุณภาพและความเร็วในการพัฒนาโปรเจกต์ที่เกี่ยวข้องกับ Agent
• Strategic Importance: การที่ OpenClaw เติบโตอย่างรวดเร็วเป็นสัญญาณว่าตลาดมีความต้องการ AI Agent ที่ทำงานได้จริง OpenAI จึงต้องการเข้ามาเป็นผู้นำในตลาดนี้ก่อนที่คู่แข่งจะตามทัน
• Community & Open Source: การสนับสนุนให้ OpenClaw เป็นมูลนิธิโอเพนซอร์สต่อไป คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชนนักพัฒนา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างระบบนิเวศ AI ที่แข็งแกร่ง
เหตุผลของการตัดสินใจ
การตัดสินใจของ Peter ที่จะเข้าร่วมกับ OpenAI แทนที่จะรับข้อเสนอจากบริษัทอื่น (ซึ่งมีรายงานว่า Meta ก็เป็นหนึ่งในนั้น) หรือสร้างบริษัทของตัวเอง (ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการรันระบบให้ OpenClaw สูงถึงเดือนละ $10,000 - $20,000) มาจากการมองการณ์ไกล
"The amount of software I can create is... limited by inference time and hard thinking." Peter กล่าว ซึ่งสะท้อนถึงความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับข้อจำกัด เขารู้ว่าการร่วมทีมกับ OpenAI จะให้เขาเข้าถึงโมเดลและงานวิจัยที่ล้ำหน้าที่สุด รวมถึงทรัพยากรที่จะช่วยให้เขาสามารถพัฒนา Agent ได้อย่างปลอดภัยและขยายผลกระทบในวงกว้าง
บรรยากาศภายในออฟฟิศ OpenAI หลังการประกาศร่วมงานของ Peter Steinberger สะท้อนพลังของทีมที่กำลังเดิมพันกับยุค “AI Agents” อย่างจริงจัง
ในบล็อกส่วนตัวของเขา Peter ได้อธิบายถึงวิสัยทัศน์ของเขาไว้อย่างชัดเจน
"ภารกิจต่อไปของผมคือการสร้าง Agent ที่แม้แต่แม่ของผมก็สามารถใช้งานได้"
เขายังได้กล่าวถึงแรงจูงใจในการเข้าร่วมกับ OpenAI ว่า "ผมตระหนักว่าการจะทำให้สิ่งนี้เข้าถึงคนหลายร้อยล้านคนได้นั้น... ผมต้องการทีม และผมต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ดีที่สุดในโลก และนั่นคือสิ่งที่ OpenAI มี"
การตัดสินใจของ Peter ที่จะเข้าร่วมกับ OpenAI ได้ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งอุตสาหกรรม เป็นการส่งสัญญาณให้เห็นถึงทิศทางที่ชัดเจนของวงการ AI ในอนาคตอันใกล้
บทสรุป: อนาคตของ AI Agent และบทบาทของ OpenClaw
เรื่องราวของ OpenClaw เป็นมากกว่าเรื่องราวของโปรเจกต์โอเพนซอร์สที่ประสบความสำเร็จ แต่มันคือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการ AI จากยุคของ "แชทบอท" ไปสู่ยุคของ "AI Agent" ที่สามารถลงมือทำงานได้จริง
การตัดสินใจของ Peter Steinberger ที่จะเข้าร่วมกับ OpenAI และการที่ OpenClaw จะยังคงเป็นโปรเจกต์โอเพนซอร์สต่อไป เป็นการสร้างสมดุลที่น่าสนใจระหว่างการพัฒนาที่รวดเร็วของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ และพลังของชุมชนโอเพนซอร์ส
อนาคตของ AI Agent ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่เรื่องราวของ OpenClaw ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ความต้องการ AI ที่สามารถทำงานร่วมกับเราได้อย่างแท้จริงนั้นมีอยู่จริง และการเดินทางของ "กุ้งมังกร" ตัวนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
Reference Source
1. Fridman, L. (2026, February 15). Peter Steinberger: OpenClaw, AI Agents, and the Future of Software [Video]. Lex Fridman Podcast.
2. GitHub. (2026, February 19 ). openclaw/openclaw.
3. Steinberger, P. (2026, February 14 ). OpenClaw, OpenAI and the future.
4. Steinberger, P. (2025, June 1 ). Finding My Spark Again.
5. Perazzo, P. (2026, February 11 ). OpenClaw Architecture, Explained: How It Works.
6. Reuters. (2026, February 16 )OpenClaw founder Steinberger joins OpenAI, open-source bot becomes foundation
7. Reuters. (2026, February 2 ).'Moltbook' social media site for AI agents had big security hole, cyber firm Wiz says
8. India Today Tech. (2026, February 1). Who is Peter Steinberger and why will you hear a lot about him and Moltbook
โฆษณา