1 มี.ค. เวลา 15:25 • ข่าว

คำนำหน้านั้น สำคัญไฉน

มีลูกเพจที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ แจ้งกับผมหลังไมค์ว่า กระแสการเรียกร้องให้ใช้คำนำหน้าชื่อได้อย่างอิสระ มีการปรากฎมากขึ้นในหลายสื่อหลายแพลตฟอร์ม และกระแสเรียกร้องในเริ่มแพร่หลายมากขึ้นทั้งในไทยและในหลายประเทศ
ในฐานะคนคนนึง ผมมีความเห็นด้วยกับความเท่าเทียมทางเพศมาโดยตลอด และผมไม่มีความเห็นในฐานะส่วนตัว กับท่าทีการเรียกร้องดังกล่าว
แต่ในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องการให้ทุกชีวิตห่างไกลโรคภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี การเรียกร้องนี้อาจสร้างผลกระทบที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบสาธารณสุข และสร้างผลกระทบที่ไม่คาดคิดตามมา
Daphna Stroumsa แพทย์ประจำสาขาสูตินรีเวช มหาวิทยาลัยมิชิแกน (University of Michigan) เมืองแอนอาร์เบอร์ (Ann Arbor) สหรัฐอเมริกา ได้ตีพิมพ์กรณีศึกษาใน The New England Journal of Medicine (NEJM) เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2019 ที่ตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของคำนำหน้าชื่อ ต่อความปลอดภัยทางการแพทย์
"Sam" ชายข้ามเพศวัย 32 ปี เดินทางมายังห้องฉุกเฉินด้วยอาการปวดท้องน้อยอย่างรุนแรง (ระดับความเจ็บปวด 8 เต็ม 10) ตัวเขาได้ระบุกับบุคลากรการแพทย์ที่ลงทะเบียนว่า าเขาเป็น "ชายข้ามเพศ" (Transgender man) และยังให้ประวัติที่สำคัญยิ่งว่าเขาตรวจปัสสาวะด้วยชุดตรวจครรภ์เองที่บ้านแล้วพบผลเป็นบวก รวมถึงมีอาการน้ำไหลออกจากช่องคลอด ซึ่งก็ถือว่าทำตามขั้นตอนที่มีอยู่แล้ว
แต่เมื่อเกิดการส่งต่อผู้ป่วย พยาบาลคัดกรองประเมินว่า Sam เป็นเพียงผู้ชายที่มีภาวะอ้วนและมีอาการปวดท้องจากการไม่ได้ทานยาความดันโลหิตตามกำหนด เนื่องด้วยระบบการจำแนกประเภทที่ฝังรากลึกในความคิดว่า "ผู้ชายไม่สามารถตั้งครรภ์ได้" ทำให้พยาบาลไม่ได้นำความเป็นไปได้เรื่องการตั้งครรภ์เข้าไปอยู่ในแผนการวินิจฉัยแยกโรค (Differential diagnosis) อย่างจริงจัง ผลที่ตามมาคือ Sam ถูกจัดลำดับความสำคัญให้อยู่ในกลุ่ม "ไม่เร่งด่วน" (Non-urgent) และต้องรอคอยการตรวจนานหลายชั่วโมง
แพทย์ฉุกเฉินมาตรวจ Sam ในเวลาต่อมาและพบผลตรวจเลือด hCG เป็นบวก จึงได้ทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและพบว่าหน้าท้องของเขานั้นมีลักษณะของ "หน้าท้องหญิงตั้งครรภ์" (Gravid abdomen) การตรวจอัลตราซาวนด์ยืนยันว่าเขาอยู่ในการตั้งครรภ์ระยะท้ายและตรวจพบภาวะ "สายสะดือย้อย" (Cord prolapse) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรมที่อันตรายอย่างยิ่ง
แม้จะมีการเตรียมการผ่าตัดคลอดฉุกเฉินทันทีหลังจากพบความจริง แต่ทุกอย่างก็สายเกินไป ไม่พบเสียงหัวใจทารกและ Sam ได้ให้กำเนิดบุตรที่เสียชีวิตในครรภ์ (Stillborn baby) ความคลาดเคลื่อนนี้ไม่ได้เกิดจากเจตนาทุจริตหรือการปิดบังข้อมูลของผู้ป่วย เพราะ Sam ได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องทั้งหมดแก่เจ้าหน้าที่ แต่เกิดจาก "กำแพงทางความคิด" และ "ข้อจำกัดของระบบไอที" ที่ไม่สามารถแปลผลข้อมูลของชายข้ามเพศได้อย่างเหมาะสม
ถึงแม้จะมองว่านี่เป็นความผิดพลาดส่วนบุคคล และสามารถวางระบบเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ แต่ก็ยากจะปฏิเสธว่าการเปลี่ยนทัศนคติของผู้ปฏิบัติงานในระยะเวลาอันสั้นเป็นไปได้ยาก และอาจเกิดความผิดพลาดจนนำไปสู่ความสูญเสียเช่นนี้ในหลายกรณี ความผิดพลาดดังกล่าวสามารถเกิดได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดกรอง การวินิจฉัย การผ่าตัด การสั่งจ่ายยา
ตัวผมในฐานะเภสัชกรเอง ก็มีความกังวลเหมือนกันว่า หากเราจะต้องจ่ายยาที่มีผลข้างเคียงรุนแรงกับทารกในครรภ์ หากเป็นเพศชาย เราอาจไม่ต้องมีขั้นตอนการเฝ้าระวังมากนัก แต่หากเราไม่สามารถอ้างอิงได้ทั้งจากรูปลักษณ์ และข้อมูลชื่อและการบ่งบอกเพศอื่นๆ การจ่ายยาในเคสที่เคยง่ายก็อาจสร้างความเสียหายรุนแรง นี่ยังไม่นับระยะเวลาที่เพิ่มมากขึ้นในการยืนยันผลกระทับที่ยึดโยงกับเพศ ทำให้การให้บริการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงพยาบาลรัฐยิ่งล่าช้าลงอีก
ในอนาคตหากมีกลไกการแก้ไขที่สร้างความมั่นใจให้บุคลากรทางการแพทย์ได้ คำนำหน้าชื่อก็อาจไม่มีความสำคัญแล้ว แต่ในปัจจุบัน การบ่งบอกเพศยังคงมีความสำคัญอย่างมาก การเปลี่ยนคำนำหน้าเลยโดยขาดมาตรการรองรับ จะส่งผลกระทบมหาศาลแน่นอน จึงอยากฝากข้อความไปถึงผู้ที่เรียกร้อง ให้เปิดใจมองในมุมของผู้ปฏิบัติงานหน้างานที่มีความเสี่ยงสูงเช่นบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งไม่อยากให้มีการสูญเสียเกิดขึ้นเลย ไม่ว่าจะกับใคร หรือเพศไหนทั้งสิ้น
อ้างอิง
Stroumsa, Daphna; Roberts, Elizabeth F.S.; Kinnear, Hadrian; Harris, Lisa H. . (2019). The Power and Limits of Classification — A 32-Year-Old Man with Abdominal Pain. New England Journal of Medicine, 380(20), 1885–1888. doi:10.1056/NEJMp1811491
โฆษณา