2 มี.ค. เวลา 07:00 • ประวัติศาสตร์
เวียนนา

เมื่อเวียนนาถูกแบ่งเป็น 4 ชิ้นในยุคสงครามเย็น

ถ้าคุณคิดว่าเวียนนาคือเมืองแห่งความโรแมนติก เสียงดนตรีวอลทซ์ และกลิ่นหอมของเค้กช็อกโกแลต... ขอให้เก็บภาพสุนทรีย์นั้นไว้ชั่วคราว
เพราะถ้าย้อนเวลากลับไปสัก 70 ปีก่อน สิ่งที่เตะจมูกคุณกลางถนนสายเศรษฐีอย่าง Ringstraße จะไม่ใช่กาแฟคั่วบด แต่เป็นกลิ่นควันบุหรี่นอก น้ำมันเครื่องรถจี๊ป และความตึงเครียดของสายลับที่เดินชนกันแทบทุกหัวมุมถนน
  • เมืองหลวงที่เหลือเพียงเศษซากและตลาดมืด
หลังฝุ่นควันของสงครามโลกครั้งที่ 2 จางลงในปี 1945 กองทัพโซเวียตคือผู้ที่กรีธาทัพบุกเข้าเวียนนาเป็นชาติแรก เมืองที่เคยได้ชื่อว่างดงามที่สุดในยุโรปกลางเหลือเพียงซากปรักหักพัง อาคารประวัติศาสตร์พินาศ สะพานขาดดั้น ท่อน้ำระเบิดแตก
ฉากแรกหลังจากยึดเมืองได้ สิ่งที่ทหารโซเวียตทำไม่ใช่การปักธงชูชัยชนะอย่างสง่างาม แต่คือการปล้นสะดม
เวียนนาในวันนั้นไม่มีความโรแมนติกหลงเหลือ มีเพียงเศษซากปรักหักพัง ตลาดมืดที่ขับเคลื่อนด้วยความหิวโหย และเหล่าสายลับนานาชาติที่แฝงตัวอยู่ในเงามืด
ภาพสะท้อนวิถีชีวิตใหม่แห่งปี 1945: ทหารหญิงกองทัพแดงยืนบัญชาการจราจรท่ามกลางซากปรักหักพังของกรุงเวียนนา ในขณะที่ชาวเมืองต้องก้มหน้าใช้ชีวิตต่อไปภายใต้ร่มเงาของผู้ยึดครอง (ภาพ: Yevgeny Khaldei / Public Domain)
  • การแบ่งเค้กชิ้นประวัติศาสตร์: เมื่อเวียนนาถูกหั่นเป็น 4 ส่วน
เดือนกรกฎาคม 1945 มหาอำนาจผู้ชนะสงครามทั้ง 4 ชาติ (อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส และโซเวียต) ตกลงฉีกดินแดนออสเตรียออกเป็นสี่ส่วนแล้วแบ่งกันปกครอง ถอดแบบมาจากสิ่งที่พวกเขาทำกับเยอรมนี ในเวลานั้นออสเตรียแทบไม่ถูกนับว่าเป็นประเทศด้วยซ้ำ ชื่อของพวกเขาถูกลบออกจากแผนที่โลกไปโดยปริยาย
แต่สำหรับ "เวียนนา" อดีตศูนย์กลางอำนาจของจักรวรรดิ มหาอำนาจเลือกที่จะขีดเส้นแบ่งเขตปกครองกันใหม่ในชั่วข้ามคืน
ลองจินตนาการถึงแผนที่เวียนนาที่ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ
อเมริกา ยึดโซนคนรวย เปลี่ยนบ้านหรูย่าน Grinzing เป็นบ้านพักนายพล
อังกฤษ ยึดโซนอดีตพระราชวัง Schönbrunn
ฝรั่งเศส คุมโซนช้อปปิ้งและไลฟ์สไตล์
โซเวียต ยึดโซนอุตสาหกรรมหนักฝั่งข้ามแม่น้ำดานูบ
แต่ความโกลาหลที่สุดไปกระจุกอยู่ที่ "เขต 1 (Innere Stadt)" หรือไข่แดงกลางเมือง มันคือเชอร์รี่บนยอดเค้กที่ไม่มีมหาอำนาจชาติไหนยอมเสียหน้าให้กัน พื้นที่ตรงนี้จึงถูกตั้งเป็น โซนบริหารร่วม (Inter-Allied Zone) โรงแรมหรูระดับตำนานที่เคยต้อนรับจักรพรรดิและชนชั้นสูง ถูกยึดเบ็ดเสร็จเพื่อเปลี่ยนเป็นกองบัญชาการ
อังกฤษเข้ายึด Hotel Sacher
อเมริกาเลือก Hotel Bristol
ส่วนโซเวียตเหมา Hotel Imperial และ Hotel Grand เป็นฐานที่มั่น
ความตลกร้ายระดับมาสเตอร์พีซเกิดขึ้นที่ Hotel Imperial ห้องสวีทหรูหราที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เคยใช้พักในคืนแรกที่เขากลับมาเวียนนาฐานะผู้พิชิตเมื่อปี 1938 บัดนี้กลายเป็นห้องที่นายพลโซเวียตใช้นอนก่ายหน้าผาก ด้านหน้าโรงแรมมีรูปปั้นสตาลินขนาดยักษ์ตั้งตระหง่านจ้องมองลงมา พร้อมธงแดงเคียวค้อนโบกสะบัดอยู่บนหลังคาโรงแรมที่แพงที่สุดในเมือง
บางครั้งประวัติศาสตร์ก็เขียนบทละครได้ย้อนแย้งเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการถึง
หลักฐานความตลกร้ายแห่งยุคสงครามเย็น: ป้าย 'กองบัญชาการทหารโซเวียต' ถูกนำมาแขวนทับเหนือทางเข้า Hotel Imperial โรงแรมหรูระดับตำนานของเวียนนา ซึ่งถูกยึดเป็นฐานที่มั่นหลักของกองทัพแดงในปี 1945 (ภาพโดย Yevgeny Khaldei ช่างภาพสงครามกองทัพแดง / Public Domain)
  • ความตลกร้ายในศูนย์บัญชาการร่วม
ศูนย์กลางความวุ่นวายระดับนานาชาติอยู่ที่ อาคารศาลยุติธรรม (Justizpalast) ซึ่งถูกใช้เป็นกองบัญชาการรวม ปัญหาคือมหาอำนาจทั้งสี่ตกลงกันไม่ได้ว่าใครจะมีอำนาจสูงสุด จึงต้องใช้วิธี "ผลัดกันเป็นประธานคนละเดือน" เสาธงหน้าตึกจึงต้องคอยชักธงชาติเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามเวรของเดือนนั้น
ด้วยความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน ปฏิบัติการตระเวนตรวจตราย่านเขต 1 จึงต้องมีทหารจากทั้งสี่ชาตินั่งอยู่ในรถคันเดียวกัน ภาพ "The Four in the Jeep" ที่มีอเมริกันจับพวงมาลัย อังกฤษนั่งข้าง ฝรั่งเศสและโซเวียตนั่งเบาะหลัง กลายเป็นภาพจำที่สะท้อนสัญลักษณ์ของเวียนนายุคหลังสงครามได้อย่างสมบูรณ์แบบ
4 ชาติที่เพิ่งจบจากการรบ บางทีก็คุยกันคนละภาษา แต่ต้องมานั่งเบียดกันในรถจี๊ปคันแคบๆ นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในรูปแบบที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา
รถจี๊ป Willys MB คันจริงของหน่วยตระเวนร่วม (Inter-Allied Patrol) สัญลักษณ์ความตลกร้ายแห่งยุคสงครามเย็น ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การทหาร (Heeresgeschichtliches Museum) กรุงเวียนนา (ภาพ: Stefan97 / Wikimedia Commons)
  • สงครามเย็นขนาดย่อม และระบบเศรษฐกิจคู่ขนาน
ในขณะที่ฝั่งตะวันตกอย่างอเมริกามาพร้อมกับ Marshall Plan หว่านเงินกู้และแพ็กเกจความช่วยเหลือเพื่อดึงประชาชนให้อยู่ฝั่งทุนนิยม
ฝั่งโซเวียตกลับใช้ช่องโหว่ของข้อตกลง กวาดต้อนริบทรัพย์สินและกิจการของออสเตรียกว่า 450 แห่งไปบริหารผ่านองค์กรยักษ์ใหญ่ที่ชื่อ USIA ซึ่งทำตัวเป็น "รัฐซ้อนรัฐ" ไม่จ่ายภาษี ไม่สนใจศุลกากร และผลิตสินค้าส่งกลับไปบำรุงแผ่นดินแม่รัสเซียเท่านั้น ทิ้งให้อุตสาหกรรมในเวียนนาพังทลายลงเรื่อยๆ
เวียนนาจึงตกอยู่กลางพายุสองลูก
ฝ่ายหนึ่งพยายามอัดฉีดเงินเข้า อีกฝ่ายพยายามสูบเลือดออก
ท่ามกลางวงล้อมของสายลับและการชิงไหวชิงพริบ ออสเตรียกลายเป็นเพียง "รัฐกันชน" ที่ต้องเล่นเกมเอาตัวรอดบนความเสี่ยงสูงสุด
ชีวิตของชาวเวียนนาในเวลานั้นเหมือนถูกจองจำในบ้านตัวเอง จดหมายทุกฉบับ โทรศัพท์ทุกสาย ถูกดักฟังและแกะอ่านโดยหน่วยเซนเซอร์
การเดินข้ามคลอง Donaukanal จากเขต 1 ไปเขต 2 ไม่ใช่แค่การข้ามถนน แต่มันคือการข้ามพรมแดนจากเขตอินเตอร์ไปสู่ดงของโซเวียต ที่ชาวบ้านต้องควักบัตรผ่านให้ทหารรัสเซียตรวจราวกับกำลังลี้ภัย
เมื่อเงินชิลลิงกลายเป็นเศษกระดาษไร้ค่า สิ่งที่ใช้แทนเงินตราไม่ใช่ทองคำ แต่เป็น บุหรี่อเมริกัน ช็อกโกแลต และถุงน่องไนลอน
เวียนนากลายเป็นศูนย์กลางตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ชาวเมืองชั้นสูงต้องยอมลากเปียโนหลังงามหรือนำแหวนเพชรประจำตระกูล ไปที่ตลาดมืดหน้าโบสถ์ Karlskirche เพื่อแลกกับมันฝรั่งเพียงหนึ่งกระสอบ หรือบุหรี่ Lucky Strike ไม่กี่ซอง เพื่อประทังชีวิตไปวันๆ
เมื่อสัญลักษณ์แห่งความศิวิไลซ์กลายเป็นเพียงเศษอิฐ: ร้าน Julius Meinl ในปี 1945 ที่เคยเป็นแหล่งรวมของอร่อยจากทั่วโลก กลับเหลือเพียงป้ายชื่อท่ามกลางการลาดตระเวนของกองทัพแดง สะท้อนภาพลักษณ์เวียนนาที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจคู่ขนานและการดิ้นรนเอาชีวิตรอด (ภาพ: Yevgeny Khaldei / Public Domain)
  • อิสรภาพที่มีราคาต้องจ่าย
ออสเตรียถูกฉีกทึ้งและยึดครองในสภาพนี้ยาวนานกว่า 10 ปีเต็ม
จนกระทั่งวันที่ 15 พฤษภาคม 1955 สนธิสัญญารัฐออสเตรีย (Austrian State Treaty) ได้รับการลงนาม Leopold Figl รัฐมนตรีต่างประเทศออสเตรีย ก้าวออกมายืนบนระเบียงพระราชวัง Belvedere ชูกระดาษสนธิสัญญาขึ้นเหนือหัวต่อหน้าฝูงชนนับแสน
พร้อมเปล่งประโยคประวัติศาสตร์ที่ชาวออสเตรียสลักไว้ในความทรงจำ "Österreich ist frei!"
ออสเตรียเป็นอิสระแล้ว
แต่เอกราชของชาติย่อมมีราคา และราคาที่ออสเตรียต้องจ่ายเพื่อแลกกับการเชิญมหาอำนาจทั้งสี่ออกจากประเทศ คือคำสัญญาที่ต้องรักษายิ่งชีพว่า... พวกเขาจะเป็น "กลาง" ตลอดไป
  • ลายแทงเวียนนาฉบับม่านเหล็ก
สำหรับใครที่อยากสวมวิญญาณนักประวัติศาสตร์ หรือตามรอยภาพยนตร์จารกรรม วนเวียนนาขอชี้เป้าสถานที่จริงให้ไปเดินสัมผัสร่องรอยสงครามเย็นกันค่ะ
  • Hotel Imperial (เขต 1 - ศูนย์บัญชาการโซเวียต): ปัจจุบันคือโรงแรมที่หรูและแพงระยับ ห้องสวีทคืนละหลายหมื่นที่คุณเห็น คือห้องเดียวกับที่นายพลโซเวียตเคยใช้รองเท้าบูทเปื้อนโคลนย่ำลงบนพรมทอผืนหรู
  • Hotel Bristol (เขต 1 - ศูนย์บัญชาการอเมริกา): หากคุณมีโอกาสได้เดินขึ้นบันไดหลัก ลองสังเกตราวจับทองเหลือง จะมีรอยบุบแหว่งเล็กๆ เต็มไปหมด รอยเหล่านี้มาจากพานท้ายปืนไรเฟิลของทหารอเมริกันที่กระแทกกระทั้นเวลาเดินขึ้นลง (ตอนนี้ Hotel Bristol ปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ลากยาวไปจนถึงปลายปี 2027 ใครกะจะไปลูบราวบันไดช่วงนี้ ยืนดูสังกะสีหน้าไซต์งานไปก่อนนะคะ)
  • Hotel Sacher (เขต 1 - ศูนย์บัญชาการอังกฤษ): ทุกวันนี้คนต่อคิวยาวเหยียดเพื่อกิน Original Sacher-Torte ชิ้นละเกือบสิบยูโร แต่ในยุคนั้น ข้างในโรงแรมคือที่จิบชาของนายทหารอังกฤษ ในขณะที่ชาวเวียนนาข้างนอกกำลังหิวโซ เป็นความคอนทราสต์ที่เจ็บปวดที่สุด
  • Hotel Motto (เขต 6 - ศูนย์บัญชาการฝรั่งเศส): อดีต Hotel Kummer ปัจจุบันคือบูทีคโฮเทลสุดชิค ในยุคนั้นทหารฝรั่งเศสยังคงรักษาสุนทรียภาพ นำเข้าไวน์ชั้นเลิศมาเสวยสุขราวกับเป็นปารีสสาขาสอง เวลาคุณขึ้นไปจิบค็อกเทลที่รูฟท็อปบาร์ ลองนึกภาพทหารฝรั่งเศสยืนหมุนแก้วไวน์มองดูซากเมืองจากมุมเดียวกันดูค่ะ
  • Resselpark ที่ Karlsplatz (เขต 4 - ศูนย์กลางตลาดมืด): สวนสาธารณะที่ทุกวันนี้วัยรุ่นมานั่งชิลดื่มเบียร์ คุณกำลังนั่งทับอดีตตลาดมืดที่ใหญ่ที่สุด จุดที่คนชั้นสูงเคยเอาเปียโนมาแลกมันฝรั่ง
  • สวนสนุก Prater (เขต 2 - ตลาดมืดแดนเถื่อน): ท่ามกลางซากโครงเหล็กของชิงช้าสวรรค์ยักษ์ที่ถูกไฟไหม้ดำตอตะโก ที่นี่คือแหล่งรวมแก๊งค้าอาวุธ ยาเพนิซิลลินปลอม และจุดนัดพบของสายลับนานาชาติ ความดิบนี้ถูกบันทึกไว้ในภาพยนตร์จารกรรมระดับตำนาน "The Third Man"
ใครมีแพลนมาเวียนนารอบหน้า ตอนกำลังจ่ายเงินหลักพันค่าเค้กกับกาแฟ ลองซึมซับเรื่องราวเหล่านี้ดูนะคะ แล้วคุณจะพบว่าภายใต้ความหรูหราฟู่ฟ่า... เวียนนาคือเมืองที่ซ่อนรอยแผลเป็นได้แนบเนียนที่สุดในโลก
ชื่นชอบบทความเชิงลึกแบบนี้ ฝากกดติดตาม Blockdit "วนเวียนนา - Von Wien" และไปร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกันต่อได้ที่
Facebook Page: วนเวียนนา - Von Wien
Visuals & Stories by nookpixel.com
#VonWien #วนเวียนนา #VonWienSeries #Vienna #Austria #ViennaHistory #ColdWar #AlliedOccupation #เรื่องเล่าจากเวียนนา #ประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครบอก
มีคำถามเกี่ยวกับการเดินทางหรือประวัติศาสตร์จุดไหนในเวียนนา คอมเมนต์พูดคุยกันด้านล่างได้เลยนะคะ ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่ห้องนั่งเล่นแห่งนี้เสมอค่ะ
โฆษณา