Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
4 มี.ค. เวลา 02:09 • ธุรกิจ
จุดกำเนิด Integrated Circuit กำเนิดชิปคอมพิวเตอร์ นวัตกรรมที่พลิกโฉมมวลมนุษยชาติ
ลองจินตนาการถึงโลกที่เรากำลังยืนอยู่ ณ วินาทีนี้ โลกที่สิ่งรอบตัวแทบทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยระบบเครือข่ายและเครื่องจักรอัตโนมัติ
เรากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
เรากำลังส่งมอบความรับผิดชอบในการดำเนินชีวิต การจัดการสังคม และการสร้างอารยธรรมของเรา ให้ตกไปอยู่ในมือของเครื่องจักรมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวี่ทุกวัน
ตั้งแต่ระบบการขนส่งมวลชน โครงข่ายการสื่อสารที่เชื่อมโลกทั้งใบ สาธารณูปโภคพื้นฐาน ไปจนถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ซับซ้อน ทุกอย่างล้วนพึ่งพาระบบประมวลผลที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
และในเวลานี้ เรากำลังก้าวข้ามขอบเขตไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นคือเทคโนโลยี AI
หุ่นยนต์เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง และกำลังขยับเข้าใกล้ขอบเขตของการมีสติสัมปชัญญะมากขึ้นทุกที
คำถามที่ท้าทายความคิดก็คือ ท่ามกลางวิวัฒนาการที่ก้าวกระโดดเหล่านี้ มนุษย์อย่างเราจะไปยืนอยู่ตรงไหน
การใช้ชีวิตในโลกที่เครื่องจักรสามารถคิด ตัดสินใจ และลงมือทำสิ่งต่างๆ ได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากมนุษย์อีกต่อไปจะเป็นอย่างไร…
ความน่าทึ่งของเรื่องราวทั้งหมดนี้คือ มนุษย์เราสามารถสร้างการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่นี้ได้ ภายในช่วงเวลาเพียงแค่หนึ่งช่วงชีวิตเท่านั้น และเทคโนโลยีที่เราเห็นในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ
ทุกอย่างมีจุดเริ่มต้น และรากฐานของความยิ่งใหญ่นี้ ถูกสร้างขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน จากชายผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลนามว่า Bob Noyce
เขาคือชายผู้อยู่เบื้องหลังสิ่งประดิษฐ์พลิกโลกที่เรียกว่า “integrated circuit” หรือวงจรรวม
ชายคนนี้มักถูกขนานนามจากผู้คนในวงการว่าเป็นบิดาแห่ง Silicon Valley ซึ่งเขามักจะตอบรับคำยกย่องนี้ด้วยท่าทีที่ถ่อมตัวเสมอ
เพื่อให้เห็นภาพว่าทำไมสิ่งประดิษฐ์ของเขาถึงยิ่งใหญ่ระดับพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์
เราจำเป็นต้องย้อนเวลากลับไปสำรวจเทคโนโลยีในยุคเริ่มต้นกันเสียก่อน ในยุคที่โลกเพิ่งเริ่มรู้จักกับคอมพิวเตอร์
เครื่องจักรคำนวณในยุคแรกเริ่มนั้น ไม่ได้มีขนาดเล็กกะทัดรัดพอที่จะวางบนตัก หรือพกพาใส่กระเป๋ากางเกงได้อย่างในทุกวันนี้
แต่มันคือเครื่องจักรขนาดยักษ์ที่ต้องใช้พื้นที่ทั้งห้องในการติดตั้ง
คอมพิวเตอร์ยุคแรกทำงานด้วยสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า “vacuum tube” หรือหลอดสุญญากาศ
ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนหัวใจหลักในการควบคุมกระแสไฟฟ้าของระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในยุคนั้น
แต่ปัญหาใหญ่ของเทคโนโลยีนี้ก็คือ มันมีขนาดใหญ่เทอะทะ กินพลังงานไฟฟ้ามหาศาล คายความร้อนออกมาอย่างรุนแรง และที่สำคัญที่สุดคือมันมีความเปราะบาง แตกหักได้ง่ายมาก
ลองนึกภาพคอมพิวเตอร์ขนาดเท่าห้องโถง ที่ต้องใช้หลอดสุญญากาศเหล่านี้ในการทำงานนับหมื่นหลอด
หากมีหลอดใดหลอดหนึ่งเกิดขาดหรือเสื่อมสภาพ ระบบการประมวลผลทั้งหมดก็จะหยุดทำงานลงทันที
วิศวกรในยุคนั้นต้องเผชิญกับฝันร้ายในการคอยวิ่งวุ่นตรวจสอบ และหาหลอดที่เสียเพื่อเปลี่ยนใหม่แทบจะตลอดเวลา
นี่คือข้อจำกัดทางกายภาพที่ขวางกั้นความก้าวหน้าของเทคโนโลยีไม่ให้ก้าวเดินต่อไปได้…
จนกระทั่งโลกได้รู้จักกับนวัตกรรมชิ้นใหม่ที่เข้ามาทะลวงกำแพงแห่งข้อจำกัดนี้ นั่นคือการถือกำเนิดของ “transistor”
สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ทำหน้าที่คล้ายกับหลอดสุญญากาศ แต่มีความเหนือชั้นกว่าในทุกมิติ
มันมีขนาดที่เล็กกว่าอย่างเทียบไม่ติด แข็งแรงทนทานกว่ามาก และไม่แผ่ความร้อนออกมาทำลายวงจรโดยรอบ
นวัตกรรมชิ้นนี้ถูกลิขิตมาให้เป็นก้าวแรกของการเปิดประตูสู่ยุคอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่อย่างแท้จริง
แต่ปัญหาใหม่ก็เกิดขึ้นเมื่อความต้องการประมวลผลมีความซับซ้อนมากขึ้น
จำนวน transistor ที่ต้องใช้ในหนึ่งวงจรก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว วิศวกรต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการประกอบชิ้นส่วน
พวกเขาต้องใช้สายไฟจำนวนมหาศาล เพื่อบัดกรีเชื่อมต่อชิ้นส่วนเหล่านี้เข้าด้วยกันด้วยมือมนุษย์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เชื่องช้า กินพื้นที่ และเสี่ยงต่อความผิดพลาดของมนุษย์สูงมาก
เรื่องราวเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 1959 เมื่อ Bob Noyce กำลังบริหารบริษัทแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า Fairchild Semiconductor
ในช่วงเริ่มต้น บริษัทนี้ตั้งเป้าที่จะเป็นเพียงผู้ผลิตชิ้นส่วนคุณภาพสูงเพื่อป้อนเข้าสู่ตลาด
1
แต่ชายคนนี้มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลกว่าการเป็นแค่ผู้ผลิตชิ้นส่วน
เขามองเห็นหนทางที่จะแก้ปัญหาความยุ่งยากของเครือข่ายสายไฟ โดยการนำชิ้นส่วนชนิด solid state มาปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นแผ่นแบนราบ
แนวคิดของเขาคือการนำแผ่นซิลิคอนบริสุทธิ์มาเป็นฐาน แล้วใช้กระบวนการทางเคมีเพื่อพิมพ์ลวดลายวงจรโลหะลงไปบนแผ่นซิลิคอนนั้นโดยตรง ไม่ต้องพึ่งพาสายไฟในการเชื่อมต่ออีกต่อไป
4
แนวคิดนี้เปรียบเสมือนเวทมนตร์ที่พลิกโฉมวงการอุตสาหกรรม
เพราะมันหมายความว่าเราสามารถนำวงจรที่ซับซ้อนมหาศาล มาบีบอัดลงบนแผ่นซิลิคอนขนาดจิ๋วและเพิ่มขีดความสามารถของมันได้อย่างไร้ขีดจำกัด
ที่สำคัญที่สุดคือ กระบวนการนี้ทำให้สามารถผลิตชิปซ้ำๆ ได้ทีละจำนวนมากๆ เริ่มจากหลักสิบชิ้นในยุคแรก ขยายเป็นหลักร้อย และกลายเป็นอุตสาหกรรมที่ผลิตชิปหลักพันล้านชิ้นต่อวันในยุคปัจจุบัน
สิ่งประดิษฐ์นี้สร้างรายได้มหาศาลและทำให้ Fairchild Semiconductor เติบโตอย่างก้าวกระโดด
แต่ความสำเร็จก็มาพร้อมกับรอยร้าว โครงสร้างการบริหารจากบริษัทแม่ที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันออก เริ่มกลายเป็นอุปสรรค
ผู้บริหารระดับสูงมองบริษัทนี้เป็นเพียงเครื่องจักรผลิตเงินสด พวกเขาคอยสูบผลกำไรออกไป โดยไม่พยายามทำความเข้าใจถึงธรรมชาติของการสร้างสรรค์นวัตกรรม และวัฒนธรรมการทำงานของวิศวกรเลยแม้แต่น้อย
1
ความอึดอัดที่สะสมมานาน ทำให้กลุ่มคนเก่งระดับหัวกะทิเริ่มทนกับสภาพแวดล้อมแบบเดิมไม่ไหว
ในที่สุด Bob Noyce พร้อมด้วย Gordon Moore และ Andy Grove จึงตัดสินใจก้าวออกมาเพื่อตามหาความฝันของตัวเอง
1
พวกเขาร่วมกันก่อตั้งบริษัทใหม่ที่มีชื่อว่า Intel
ภายในเวลาเพียงแค่หนึ่งทศวรรษ บริษัทแห่งนี้ได้ก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทที่ทรงอิทธิพล และมีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก…
แต่ความสำเร็จระดับโลกของบริษัทนี้ ไม่ได้มาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
รากฐานที่แท้จริงมาจากปรัชญาการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กรที่หล่อหลอมมาจากตัวตนของชายที่ชื่อ Bob Noyce
1
ย้อนกลับไปในวัยเด็ก เขาเติบโตมาในเมืองเล็กๆ ชื่อ Grinnell ในรัฐ Iowa ในครอบครัวของนักเทศน์พเนจร
เขาถูกหล่อหลอมมาจากสังคมชนบทของอเมริกา ที่ทุกคนมีความผูกพันและต้องรู้จักพึ่งพาตัวเอง
สังคมในเมืองเล็กๆ สอนให้เขารู้ว่า หากมีเครื่องมือหรือข้าวของเครื่องใช้พังเสียหาย
1
คุณต้องรู้วิธีซ่อมแซมมันด้วยสองมือของคุณเอง และเขาก็นำสปิริตนักลงมือทำนี้มาใช้เป็นเสาหลักในการสร้างองค์กร
พวกเขาไม่ได้แค่สร้างบริษัทผลิตวงจรอิเล็กทรอนิกส์ แต่กำลังสร้างองค์กรในรูปแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
พวกเขาเริ่มต้นด้วยการทำลายกำแพงชนชั้นในที่ทำงาน และทิ้งธรรมเนียมปฏิบัติขององค์กรยุคเก่าไปจนหมดสิ้น
ที่นี่ไม่มีการแบ่งแยกห้องทำงานส่วนตัวสุดหรูตรงมุมตึกสำหรับผู้บริหารระดับสูง
ผู้บริหารทุกคนก็นั่งทำงานในคอกสี่เหลี่ยม หรือพื้นที่เปิดโล่งร่วมกับพนักงานทั่วไปอย่างเท่าเทียม
ผู้คนที่เคยไปเยือนพื้นที่ทำงานของเขามักจะเล่าว่า มันแทบจะแยกไม่ออกเลยว่าโต๊ะทำงานของผู้บริหารสูงสุดต่างจากของคนอื่นอย่างไร เว้นเสียแต่เหรียญรางวัลเกียรติยศสูงสุดระดับชาติที่แขวนประดับไว้บนผนัง
นอกจากความเท่าเทียมในพื้นที่ทำงานแล้ว เขายังมีความเชื่อที่ฝังรากลึกว่า พนักงานทุกคนควรมีสิทธิและมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของบริษัทที่พวกเขาร่วมกันสร้างขึ้นมา
1
การริเริ่มแจกจ่ายสิทธิในการซื้อหุ้นให้กับพนักงานในทุกระดับชั้น แม้กระทั่งตำแหน่งเสมียนหรือเลขานุการ ถือเป็นเรื่องที่แหวกแนว และท้าทายกรอบความคิดของระบบทุนนิยมในโลกธุรกิจยุคนั้นอย่างรุนแรง
การปฏิวัติที่เกิดขึ้นในดินแดน Silicon Valley จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การก้าวกระโดดทางเทคโนโลยี
แต่มันคือการปฏิวัติทางวัฒนธรรมองค์กรอย่างถอนรากถอนโคน ซึ่งให้คุณค่ากับความสามารถมากกว่าระบบอาวุโสแบบเดิมๆ…
การเกิดขึ้นของวงจรรวมสร้างแรงกระเพื่อมที่รุนแรง จนไม่มีใครในยุคนั้นคาดเดาผลลัพธ์ของมันได้
ในปี 1965 Gordon Moore ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ ได้รับมอบหมายภารกิจเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง
เขาถูกขอให้เขียนบทความสั้นๆ เพื่อตีพิมพ์ลงในนิตยสารอิเล็กทรอนิกส์
เขาจึงนำข้อมูลความจุของชิปหน่วยความจำรุ่นต่างๆ ที่มีอยู่ในตลาดเพียงไม่กี่รุ่น มาทดลองพล็อตกราฟเพื่อดูแนวโน้มการเติบโต
เขาพบว่าอัตราการเติบโตของความจุนั้นพุ่งสูงชัน จนทะลุขอบกระดาษกราฟแบบปกติ
เขาจึงต้องเปลี่ยนมาใช้กระดาษกราฟแบบลอการิทึมแทน และผลลัพธ์ที่ได้คือเส้นตรงที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างสวยงาม
จากข้อมูลที่มีอยู่น้อยนิด เขาตัดสินใจคาดการณ์ล่วงหน้าสิบปีว่า ความซับซ้อนของเทคโนโลยีชิปจะเพิ่มขึ้นนับพันเท่า นี่คือการคาดเดาที่ดูบ้าระห่ำมากสำหรับวงการวิทยาศาสตร์ในขณะนั้น
แต่ต่อมาเพื่อนร่วมงานได้นำแนวคิดนี้มาสานต่อ และขนานนามทฤษฎีการคาดการณ์นี้ว่า “Moore’s Law” ซึ่งกลายเป็นกฎเหล็กที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมาจนถึงปัจจุบัน
กฎนี้ระบุไว้ว่า ปริมาณความจุหรือประสิทธิภาพการประมวลผลของชิปจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ในขณะที่ขนาดของชิปและราคาต้นทุนจะลดลงครึ่งหนึ่งในทุกระยะเวลาประมาณสองปี
แม้ว่ามันจะไม่ได้เป็นกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ที่ตายตัว แต่มันคือเป้าหมายร่วมกันของคนทั้งอุตสาหกรรม
มันคือพันธสัญญาที่ว่าเทคโนโลยีในรุ่นถัดไป จะต้องมีประสิทธิภาพดีกว่ารุ่นก่อนหน้าเสมอ
จังหวะการก้าวเดินของการพัฒนานี้ ดำเนินต่อไปอย่างเป็นระบบและไม่หยุดยั้ง ซึ่งไม่เคยมีรูปแบบการเติบโตแบบทวีคูณลักษณะนี้ เกิดขึ้นมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ของการสร้างสรรค์นวัตกรรมของมวลมนุษยชาติ…
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ การคาดการณ์ทางสถิติของเขากลับมีความแม่นยำยิ่งกว่าที่ใครจะกล้าจินตนาการ
กฎแห่งการเติบโตนี้ยืนหยัดพิสูจน์ความจริงมาได้อย่างยาวนานกว่าห้าสิบปี
แรงผลักดันจากกฎนี้เอง ที่ทำให้โลกของเรามีอุปกรณ์พกพาอัจฉริยะ มีระบบอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน และมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราไปอย่างสิ้นเชิง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป กฎเกณฑ์ทุกอย่างย่อมต้องเผชิญกับความท้าทาย
ในระยะหลังเรามักจะได้ยินบทวิเคราะห์ที่ระบุว่า กฎการเติบโตนี้กำลังจะเดินทางมาถึงทางตันในอีกไม่ช้า
สาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดทางกายภาพ เพราะเราไม่สามารถย่อขนาดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ให้มีขนาดเล็กลงไปกว่าระดับอะตอมได้อีกแล้ว
แต่ประวัติศาสตร์ก็สอนเราว่า มนุษย์ไม่เคยยอมแพ้ต่อข้อจำกัด
ทุกครั้งที่ดูเหมือนอุตสาหกรรมจะเดินไปเจอทางตัน มันมักจะมีนวัตกรรมใหม่ๆ ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อหาทางทะลุกำแพงข้อจำกัดนั้นไปได้เสมอ เพื่อรักษาอัตราการเติบโตทางเทคโนโลยีเอาไว้ให้ได้
1
นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้โลกในปัจจุบัน กำลังก้าวข้ามผ่านสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์แบบเดิม และมุ่งหน้าเข้าสู่ยุคของการประมวลผลรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “quantum computing”
เทคโนโลยีนี้ไม่ได้ใช้ระบบตัวเลขศูนย์และหนึ่งในการประมวลผลแบบเดิมอีกต่อไป
แต่ใช้คุณสมบัติทางควอนตัมที่สถานะของข้อมูลสามารถเป็นได้ทั้งศูนย์และหนึ่งในเวลาเดียวกัน
ความก้าวหน้านี้อาจทำให้ความเร็วในการประมวลผล พุ่งทะยานแซงหน้าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เร็วที่สุดในปัจจุบันไปได้นับล้านหรือพันล้านเท่า เปิดประตูสู่การแก้ปัญหาที่คอมพิวเตอร์ยุคเก่าไม่สามารถทำได้
เมื่อเรามองข้ามไปสู่อนาคต เราจะพบว่าเทคโนโลยีทำให้มนุษย์สามารถควบคุมและปรับเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้อย่างเบ็ดเสร็จ
1
ยุคของการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสุ่มตัวอย่างได้จบลงไปแล้ว
เรากำลังอยู่ในโลกที่สามารถใช้เซนเซอร์ขนาดจิ๋ว วัดข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกได้แบบเรียลไทม์
ตั้งแต่สภาพอากาศ การเคลื่อนที่ของสัตว์โลก ไปจนถึงพฤติกรรมของมนุษย์ในระดับปัจเจกบุคคล
การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรงนี้ นำมาซึ่งความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในใจมนุษย์
มันคือส่วนผสมที่แยกไม่ออกระหว่างความรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจ และความหวาดหวั่นต่ออนาคตที่ไม่แน่นอน
เราตื่นเต้นกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์ ที่ช่วยหาวิธีรักษาโรคร้ายแรงซึ่งในอดีตเคยพรากชีวิตผู้คนไปมากมาย และช่วยยืดอายุขัยของมนุษย์ให้ยืนยาวขึ้นได้อย่างน่าอัศจรรย์
แต่ในขณะเดียวกัน เราก็รู้สึกหวาดหวั่นกับระบบเครือข่ายอัจฉริยะ หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ ที่คอยสอดแนมและเก็บข้อมูลทุกจังหวะชีวิตของเราตลอดเวลาอย่างไม่มีวันหยุดพัก
อย่างไรก็ตาม มนุษยชาติได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราสามารถปรับตัวและผ่านพ้นวิกฤตการเปลี่ยนแปลงมาได้เสมอ
บทเรียนที่ทรงคุณค่าที่สุดจากชายผู้ล่วงลับที่ชื่อ Bob Noyce ก็คือการเตือนสติพวกเรา
เขาฝากข้อคิดไว้ว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลและก้าวล้ำหน้ามากแค่ไหน
สิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือ เราต้องรักษาคุณค่าและจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์เอาไว้ให้มั่นคง
1
ในโลกที่ถูกเชื่อมต่อเข้าหากันด้วยเส้นสายของข้อมูล มันกลับเป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะถูกเทคโนโลยีทำให้รู้สึกแปลกแยก โดดเดี่ยว และหลงลืมความสัมพันธ์ที่มีต่อคนรอบข้าง
เราต้องไม่ลืมความรู้สึกของการเป็นเพื่อนมนุษย์ ที่ต่างก็ต้องร่วมเดินทางและเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ บนโลกใบเดียวกันนี้ ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนรูปแบบหน้าตาไปอย่างไรก็ตาม
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ขีดจำกัดที่แท้จริงของการพัฒนาเทคโนโลยีอาจไม่มีอยู่จริง
โลกในอนาคตจะยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ และการหาแนวทางแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์อยู่เสมอ
และนี่คือภารกิจสำคัญของมนุษยชาติ ในการประคับประคองทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและคุณธรรม
เพื่อส่งต่อไม้ผลัดแห่งอารยธรรมนี้ ให้กับมนุษย์ในรุ่นต่อไปได้นำไปสานต่อ…
References : [intel, computerhistory, chiphistory, britannica, pbs]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/the-origin-of-the-integrated-circuit/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
คลิกเลย -->
https://www.blockdit.com/articles/5cda56f1e5eac0101e278c73
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
ธุรกิจ
การลงทุน
เทคโนโลยี
30 บันทึก
28
2
17
30
28
2
17
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย