4 มี.ค. เวลา 05:20 • ประวัติศาสตร์
หนานจิง

"เมื่อรักผลิบาน" ใต้แสงจันทร์เพ็ญ

โดย ไอวี ซุน (Ivy Soon)
หัวใจเต้นระรัว เหล่าหญิงสาวผู้ร่าเริงในชุดสวยงามตระการตาต่างยิ้มอย่างเคอะเขินเมื่อได้รับความสนใจจณะที่รถของพวกเธอแล่นผ่านถนนสายต่าง ๆ ของจอร์จทาวน์บนเกาะปีนัง ไฟสว่างไสวสองข้างทางชวนให้บรรยากาศทั้งเมืองเหมือนงานรื่นเริง และเหล่าเด็กหนุ่มต่างรอคอยอย่างใจจดใจจ่อเพื่อที่จะได้เห็นความงามของพวกเธอ
ในยุคก่อนสงคราม ขบวนแห่ฉลองวันจันทร์เพ็ญแรกของปี หรือที่รู้จักกันในชื่อ "จับหง่อแหม (Cap Goh Meh)" หมายถึงคืนที่ 15 ของปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติจีน เป็นการเฉลิมฉลองที่มีความสำคัญเฉพาะตัวของปีนัง เพราะเป็นค่ำคืนแห่ง "ความโรแมนติกใต้แสงจันทร์" หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ "วันวาเลนไทน์จีน (Chinese Valentine's Day)"
"ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษที่ 1920-1930 หญิงสาวถูกกักอยู่ในเรือนเป็นส่วนใหญ่ หนุ่ม ๆ จึงมีโอกาสเห็นพวกเธอได้อย่างเปิดเผยก็เพียงวันที่ 14-16 เดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติจีนเท่านั้น" ดาโต๊ะ ค้อแชงกี่ (Datuk Khor Chaeng Kee) อดีตคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์เดอะสตาร์ (The Star) ในวัย 79 ปีรำลึกถึงเทศกาลจับบหง่อแหมในวัยหนุ่มของเขาด้วยความผูกพัน
ดาโต๊ะมีพี่สาว 6 คน จึงเข้าใจดีถึงทั้งความตื่นเต้นและความกังวลที่มาพร้อมกับคืนจับหง่อแหม "สาว ๆ จะตัดเย็บชุดบาญู ปันญัง (Baju Panjang) ที่ตัดจากผ้าไหมที่มีคุณภาพ และประดับมวยผม (Sanggul) ด้วยปิ่นปักผม (Cucuk Sanggul) สมัยนั้นไมมีเครื่องสำอาง ไม่แม้แต่กระดาษแดงสำหรับทาริมฝีปาก แต่เลือกสวมเครื่องประดับมากมาย เมื่อแสงส่องกระทบเพชรก็จะระยิบระยับอย่างงดงาม"
สามคืนนั้นเป็นช่วงเวลาแห่ง "อิสรภาพ" ของเหล่าหญิงสาว เมื่อพลบค่ำ พวกเธอจะออกไปร่วมงานรื่นเริงในเมือง โดยมีคนขับรถและน้องชายคอยดูแล
มาดามค้อ (Madam Khor) ในวัย 85 ปียังคงจำความครึกครื้นของงานได้อย่างแจ่มชัด "เราจะนั่งรถเปิดประทุนไปตามถนนลีธ (Leith Street) ถนนบีช (Beach Street) ถนนมาเลย์ (Malay Street) วนรอบหอนาฬิกา และบริเวณเอสพลานาด (Esplanade) สมาคมศิษย์เก่าเซเวียร์ (Old Xaviers’ Association) และสมาคมศิษย์เก่าเฟรส (Old Fress’ Association) บนถนนลีธ
หง่อคาขี่ (Goh Kaki) หรือทางเท้าของถนนสายต่าง ๆ จะสว่างไสวไปด้วยโคมไฟคิตสัน (Kitson Lamp) ขนาดใหญ่ มีเก้าอี้วางไว้ตามเส้นทางสำหรับหนุ่มโสดและแม่ยายในอนาคตเพื่อชมขบวนแห่ แต่ฉันไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของผู้ชมที่ชื่นชม เพราะฉันมักจะได้รับมอบหมายให้ไปกับพี่สาวน้องสาวของฉันระหว่างที่พวกเธอนั่งรถแห่" เธอกล่าวพร้อมหัวเราะเบา ๆ เมื่อนึกถึงความทรงจำที่ต้องแชร์แสงสปอตไลท์กับพี่สาวน้องสาวของเธอทางอ้อม
เขาบอกว่ายหนุ่มจะจ้องมองหญิงสาวอย่างเปิดเผย ส่วนพวกที่ใจกล้าหน่อยก็จะเข้ามามองใกล้ ๆ เพื่อให้เห็นชัดขึ้น และอาจถึงขั้นพูดจาออกมาบ้างด้วยซ้ำ
"ชายหนุ่มจะโยนริบบิ้นและถั่วลิสงเข้าไปในรถ ส่วนหญิงสาวจะแสร้งทำเป็นไม่สนใจการกระทำของชายหนุ่มเหล่านั้น ในสมัยนั้น การที่หญิงสาวสบตากับชายหนุ่มโดยตรงถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่งามนัก ยิ่งกว่านั้นการพูดคุยกับพวกเขาถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม" มาดามค้อหัวเราะกับความประณีตของจารีตค่านิยมการจีบในสมัยนั้น
ดาโต๊ะกล่าวว่า ขบวนแห่ในคืนจับหง่อแหมนั้น เปรียบเสมือนการประกวดความงามอย่างไม่เป็นทางการนัก ผู้ที่สวยที่สุดของปีนังจะถูกตัดสินจากเสียงเชียร์ที่ดังสนั่นขณะที่ขบวนแห่แล่นผ่านไป
แม้เบื้องบนจะคัดสรรคู่พรหมลิขิตไว้แล้ว แต่ความรักกลับเบ่งบานและคู่รักในอนาคตจะถูกเลือกท่ามกลางงานจับหง่อแหม ในสมัยนั้น หนุ่มสาวแทบไม่ได้พบปะสังสรรค์กัน สามคืนนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุด "ที่จะได้พบปะและทำความรู้จักกัน"
"หนุ่มโสดจะจดหมายเลขทะเบียนรถของหญิงสาวที่พวกเขาถูกใจ จากนั้นก็จะไปตรวจสอบกับสมุดรายชื่อที่ระบุรายละเอียดของเจ้าของรถโดยเฉพาะ ส่วนหนุ่มที่ใจกล้าก็จะพยายามแอบส่งจดหมายรักไปให้ในภายหลัง" มาดามค้อกล่าว
บางคนมีความตั้งใจจริงจังมากกว่านั้น โดยจะส่งมินังโป๋ (Minangpo) หรือแม่สื่อเพื่อไปสู่ขอแต่งงานกับหญิงสาว
"บางครั้งญาติ ๆ ก็มักนั่งรถคันเดียวกัน ทำให้การไปสู่ขอแต่งงานกับหญิงสาวผิดคนเข้า" มาดามค้อหัวเราะเบา ๆ กับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เธอเล่าว่า บริเวณเอสพลานาดนั้นเต็มไปด้วยงานรื่นเริงที่สวยงาม เต็มไปด้วยสีสันและเสียงดนตรี
"วงดนตรีเทศบาลจะบรรเลงเพลงยอดนิยมในยุคนั้นให้ผู้คนฟัง อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของคืนนี้คือ คณะดนดัง ซายัง (Dondang Sayang) จะแห่ไปรอบ ๆ ด้วยเกวียนเทียมวัวพร้อมด้วยนักดนตรี 5 คนที่เล่นกลองรำมะนา (Rebana) แอคคอร์เดียน ไวโอลิน ฆ้อง และขลุ่ย หนุ่มสาวจะร้องเป็นบาลัส ปาตุน (Balas Patun) หรือกลอนโต้ตอบ แลกเปลี่ยนคารมคมคายเพื่อสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ชม
เมื่อเวลาผ่านไปและผู้คนเปิดกว้างมากขึ้น ความแปลกใหม่และความโรแมนติกของขบวนแห่จับหง่อแหมก็จางหายไป สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์จึงเป็นเพียงเรื่องของเมื่อวันวาน เมื่อหนุ่มสาวสามารถพบปะกันได้อย่างไม่จำกัดตลอดทั้งปี แทนที่จะยืนอยู่ข้างทางมองสาว ๆ ตอนนี้หนุ่ม ๆ พากันพาแฟนสาวซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ไปด้วยกัน" มาดามค้อกล่าว
"ปัจจุบันจับหง่อแหมได้สูญเสียความงดงามและความรุ่งเรืองในอดีตไปแล้ว" ดาโต๊ะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ผสมด้วยความหวนคิดถึงวันวาน
🗂เอกสารอ้างอิง🗂
[1] Ivy Soon. When Love Bloomed Under the Full Moon[EB/OL]. [1995-02-12].
สามารถสนับสนุนเพจเพื่อเป็นทุนการศึกษาได้ที่
💵PromptPay: 0954289757
.
สามารถสั่งซื้อหนังสือนิยายเรื่อง "เป็นบาบ๋าเพราะรู้สึก" แบบ E-book ได้ที่ Mebmarket
โฆษณา