5 มี.ค. เวลา 09:24 • ประวัติศาสตร์

ความฝันในหอแดง 77 เรื่องเล่าหลิวเหล่าเลา

พวกผิงเอ๋อมาถึงเรือนแม่เฒ่าเจี่ย เหล่าพี่น้องจากอุทยานมานั่งฉอเลาะกันก่อนแล้ว หลิวเหล่าเลาเข้าไปถึงก็เห็นพวกสาวๆ ราวดอกไม้ไหว หยกสีมุกมณีเต็มห้องไม่รู้ใครเป็นใคร หญิงชราผู้หนึ่งนอนอยู่บนตั่ง ให้สาวใช้แต่งแพรพรรณราวนางงามนั่งทุบน่องอยู่ด้านหลัง พี่เฟิ่งยืนยิ้มหัวอยู่ หลิวเหล่าเลารู้ว่าหญิงชราคือแม่เฒ่าเจี่ย รีบเข้ามากราบคารวะแล้วว่า
“ขอเทพอายุขัยจงอยู่ดีมีสุข”
แม่เฒ่าเจี่ยรีบค้อมร่างถามทุกข์สุข แล้วสั่งให้ภรรยาโจวยุ่ยนำเก้าอี้มาให้นั่ง ปั่นเอ๋อยังยืนประหม่า ไม่กล้าคารวะ
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “คนกันเอง ปีนี้ท่านอายุเท่าไรแล้ว”
หลิวเหล่าเลารีบลุกขึ้นตอบว่า “ข้าปีนี้เจ็ดสิบห้า”
แม่เฒ่าเจี่ยหันมาหาทุกคนว่า “อายุมากขนาดนี้แล้วยังแข็งแรงกระฉับกระเฉง อายุมากกว่าข้าหลายปี ถ้าข้าถึงอายุนี้ไม่รู้จะมีแรงขยับตัวได้ไหม”
หลิวเหล่าเลายิ้มว่า “พวกเราเกิดมาชีวิตก็ลำบาก เหล่าไท่ไท่เกิดมาก็เสพสุข หากพวกเราเกิดมาเหมือนกัน งานไร่งานนาก็ไม่มีใครทำแล้ว”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “หูตาฟันฟางยังดีอยู่ไหม”
หลิวเหล่าเลาว่า “ยังดีอยู่ แต่ปีนี้ฟันกรามซ้ายโยกแล้ว”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “ข้าแก่แล้ว ใช้อะไรไม่ได้เลย ตาก็ฟางหูก็ตึงจำอะไรไม่ค่อยได้ ญาติอย่างท่านยังจำไม่ได้ เวลาญาติมาเยี่ยมไม่กล้าออกมากลัวถูกหัวเราะเยาะ เคี้ยวไหวก็กินได้แค่สองคำ หลับอีกตื่น เบื่อก็คุยกับลูกหลานได้แค่นั้น”
หลิวเหล่าเลายิ้มว่า “นี่คือเหล่าไท่ไท่มีโชควาสนา พวกเราอยากเป็นยังเป็นไม่ได้”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “โชควาสนาอะไรกัน แค่ยายแก่ไม่เอาไหน”
ทุกคนพากันหัวเราะ
แม่เฒ่าเจี่ยยิ้มว่า “เห็นยายเฟิ่งบอกว่า ท่านเอาพืชผลมาให้ ข้ารีบบอกให้เอาไปเก็บ ข้าว่าผลผลิตจากไร่ของท่านทั้งแตงทั้งผักกินอร่อย ซื้อข้างนอกมากินสู้ไม่ได้”
หลิวเหล่าเลายิ้มว่า “ของจากสวนจากไร่ อาศัยกินสดใหม่ พวกเราอยากกินเนื้อกินปลา หากินไม่ได้”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “วันนี้มาเยี่ยมญาติก็อย่ากลับไปมือเปล่า หากไม่เกี่ยงเรื่องสถานที่ก็อยู่พักสักวันสองวันค่อยกลับ ในอุทยานของเรามีผลไม้ให้ลองชิม แล้วเอากลับไปด้วยถือว่าเป็นของฝากวันเยี่ยมญาติ”
พี่เฟิ่งเห็นแม่เฒ่าเจี่ยอารมณ์ดี ก็รีบรั้งตัวไว้ว่า
“ที่นี่ถึงจะไม่กว้างขวางเท่าลานนวดข้าว แต่เราก็พอมีห้องว่างอยู่สองห้อง ท่านอยู่พักสักสองวันเอาเรื่องเล่าข่าวคราวเล่าสู่เหล่าไท่ไท่ฟัง”
แม่เฒ่าเจี่ยยิ้มว่า “ยายเฟิ่งอย่าพูดล้อเล่น นางเป็นคนชนบทซื่อๆ จะทันมุกเจ้าได้อย่างไร”
ว่าแล้วก็สั่งให้คนนำผลไม้ให้ปั่นเอ๋อกิน ปั่นเอ๋อเห็นคนเยอะ ไม่กล้ากิน แม่เฒ่าเจี่ยจึงสั่งให้นำเงินให้ปั่นเอ๋อ แล้วให้พวกเด็กๆ พาออกไปเล่นข้างนอก หลิวเหล่าเลาดื่มน้ำชาแล้วเล่าเรื่องราวในชนบทให้แม่เฒ่าเจี่ยฟัง แม่เฒ่าฟังด้วยความสนใจ พี่เฟิ่งจึงสั่งให้จัดที่เชิญหลิวเหล่าเลาร่วมกินอาหารเย็น แม่เฒ่าเจี่ยเลือกอาหารส่วนของตนสั่งให้คนแบ่งไปให้หลิวเหล่าเลา
พี่เฟิ่งรู้ว่าถูกใจแม่เฒ่าเจี่ย หลังอาหารเย็นยังคงพายายเฒ่ามาหา ยวนยางให้พายายเฒ่าไปอาบน้ำแล้วหาเสื้อผ้าสองชุดมาให้ยายเฒ่าผลัด หลิวเหล่าเลาไม่เคยมีเสื้อผ้าดีดีเช่นนี้ รีบผลัดชุดแล้วออกมานั่งหน้าตั่งของแม่เฒ่าเจี่ย หาเรื่องมาเล่าให้ฟัง พวกเป่าวี่พี่น้องยังอยู่กันพร้อมหน้า พวกเขาไม่เคยฟังเรื่องเล่าเช่นนี้ น่าฟังกว่านักเล่าเรื่องตาบอดเป็นไหน ๆ
หลิวเหล่าเลาแม้เป็นชาวชนบท แต่ก็พอมีความรู้อยู่บ้าง ทั้งอายุมากประสบการณ์หลาย พอเห็นแม่เฒ่าเจี่ยชอบใจ คุณหนูคุณชายชอบฟัง ไม่มีเรื่องก็แต่งเรื่องมาเล่าจนได้ เรื่องมีว่า :
“หมู่บ้านของเราปลูกพืชไร่ มีงานให้ทำทุกวันทุกปีทั้งสี่ฤดูไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออกไม่มีเวลามานั่งว่าง วันวันอยู่กลางแจ้งจะได้พักก็นั่งบนคันนาเป็นที่พักม้าศาลาเย็น 歇马凉亭 มีเรื่องแปลกอะไรไม่เห็นบ้าง
อย่างเช่นฤดูหนาวปีกลาย หิมะตกติดต่อกันหลายวันกองบนพื้นหนาถึงสามสี่ฉื่อ วันนั้นข้าตื่นแต่เช้า ยังไม่ได้ก้าวพ้นประตูได้ยินเสียงดังจากกองฟืนข้างนอก ข้าคิดว่าคงมีคนมาขโมยฟืนเป็นแน่ ข้าจึงแอบมองลอดช่องหน้าต่าง ไม่ใช่คนในหมู่บ้าน…”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “คงเป็นคนเดินทางผ่านแล้วหนาว เห็นฟืนผ่าเอาไว้จึงเอาไปก่อไฟ ใช่ว่าจะไม่เคยมี”
หลิวเหล่าเลายิ้มว่า “ไม่ใช่คนผ่านทาง ถึงว่าแปลก ท่านเทพอายุขัยคิดว่าเป็นใคร เป็นสาวน้อยหน้าตาหมดจดงดงามอายุราวสิบเจ็ดสิบแปด หวีผมชโลมน้ำมันสวมเสื้อคลุมสีแดงกระโปรงไหมสีขาว”
เล่ามาถึงตรงนี้ พลันเกิดเสียงตะโกนโหวกเหวกขึ้นด้านนอก แล้วมีเสียงพูดว่า
“ไม่เป็นไร อย่ารบกวนเหล่าไท่ไท่”
แม่เฒ่าเจี่ยได้ฟังรีบถามว่า
“มีอะไรกัน”
สาวใช้แจ้งว่า “ไปลาดน้ำกันที่คอกม้าทิศใต้ ไม่มีอะไร ช่วยไว้ได้แล้ว”
(ไปลาดน้ำ 走了水 คือไปดับไฟ 失火 แต่คำว่า ดับไฟ เป็นคำต้องห้าม ต้องเลี่ยงไปพูดว่า ไปลาดน้ำ)
แม่เฒ่าเจี่ยเป็นคนขวัญอ่อน พอได้ฟังก็รีบลุกออกมาดูที่ระบียง เห็นที่มุมตะวันออกเฉียงใต้ยังมีแสงไฟสว่างอยู่ แม่เฒ่าเจี่ยตกใจรีบสวดมนตร์ แล้วสั่งให้รีบจูดธูปบูชาเทพอัคคี 火神 พวกหวางฮูหยินพากันมายังเรือนแม่เฒ่าร่วมอวยพรแล้วแจ้งว่า
“ช่วยไว้ได้แล้ว เหล่าไท่ไท่เชิญกลับเข้าข้างในเถิด”
แม่เฒ่าเจี่ยยืนมองจนแสงไฟดับแล้ว จึงเดินกลับเข้ามา
เป่าวี่จึงถามหลิวเหล่าเลาว่า
“เด็กผู้หญิงคนนั้นเอาไม้ฟืนไปทำอะไรอยู่กลางหิมะ หรือว่าหนาวจนเป็นไข้”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “พูดถึงฟืนไฟจนเกิดเป็นเรื่อง ยังมาถามอีก ไม่เอาแล้ว พูดเรื่องอื่น”
เป่าวี่ได้ฟัง ถึงไม่ชอบใจแต่ก็ต้องปล่อยตามเลย หลิวเหล่าเลาตรึกตรองอยู่พักหนึ่ง จึงเปลี่ยนเรื่องเล่าว่า :
“ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านเรามีหญิงชราผู้หนึ่งปีนี้อายุได้เก้าสิบกว่า สวดมนตร์กินเจทุกวันจนซาบซึ้งถึงพระโพธิสัตว์กวนอิม เมื่อก่อนมีคืนหนึ่งมาเข้าฝันว่า
“เจ้าเป็นผู้มีศรัทธาแก่กล้า เดิมทีชะตาของเจ้าไร้ผู้สืบสกุล ข้าจึงทูลขอองค์จักรพรรดิหยกให้ทรงพระราชทานลูกหลานแก่เจ้า”
หญิงชราผู้นี้ อันที่จริงมีบุตรชายคนเดียว ให้กำเนิดบุตรชายมาคนหนึ่ง เลี้ยงอย่างยากเย็นจนอายุได้สิบเจ็ดสิบแปดปีก็ตายไป ได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญ
ต่อมาภายหลังได้บุตรชายคนหนึ่ง ปีนี้อายุได้สิบสามปี รูปร่างขาวหมดจด เฉลียวฉลาด สมดังคำทำนาย”
เรื่องนี้เล่าให้เป็นที่ถูกอกถูกใจแม่เฒ่าเจี่ยและหวางฮูหยินผู้ธรรมะธัมโม
เป่าวี่ยังคาใจเรื่องขโมยไม้ฟืน จึงแอบวางแผนไว้ในใจ
ทั่นชุนถามเป่าวี่ว่า “พวกเราควรกลับไปหารือกันเรื่องจัดเลี้ยงตอบแทนน้องสื่อ (เซียงหยุน) แล้วเชิญเหล่าไท่ไท่มาชมเบญจมาศด้วย เจ้าว่าอย่างไร”
เป่าวี่ยิ้มว่า “เหล่าไท่ไท่บอกแล้วว่าจะจัดเลี้ยงตอบแทนน้องสื่อ แล้วเรียกพวกเราไปร่วมด้วย รอกินโต๊ะเหล่าไท่ไท่แล้ว พวกเราค่อยคิดเชิญยังไม่สาย”
ทั่นชุนว่า “ยิ่งเนิ่นนานไปอากาศยิ่งหนาว เหล่าไท่ไท่คงไม่ชอบ”
เป่าวี่ว่า “เหล่าไท่ไท่ชอบฝนชอบหิมะ พวกเรารอจนถึงหิมะแรกค่อยเชิญท่านมาชมหิมะไม่ดีหรือ ชมหิมะว่ากลอนยิ่งสนุกใหญ่”
ไต้วี่ยิ้มว่า “ชมหิมะว่ากลอน ข้าว่าหาฟืนมากองหนึ่ง แล้วก่อกองไฟกลางหิมะ ไม่สนุกกว่าหรือ”
พวกเป่าไชพากันหัวเราะ เป่าวี่มองหน้านางแต่ไม่พูดอะไร
พอแยกย้าย เป่าวี่ก็ดอดไปลากตัวหลิวเหล่าเลา ซักรายละเอียดว่าหญิงสาวผู้นั้นเป็นใคร หลิวเหล่าเลาจึงได้แต่กุว่า
“เชิงคันนาทางทิศเหนือของหมู่บ้านเราเป็นที่ตั้งศาลบูชา ไม่ได้บูชาพระพุทธ เดิมนายท่าน…” แล้วนิ่งคิดหาชื่ออยู่
เป่าวี่ว่า “ชื่อแซ่นึกไม่ออกไม่เป็นไร เข้าเรื่องเลย”
หลิวเหล่าเลาว่า “นายท่านผู้นี้ไม่มีบุตร มีเพียงบุตรีนามว่า ยว่อวี่ 若玉 (ปานหยก) รู้หนังสือเจนอักษร ท่านหญิงแม่รักดังแก้วตา น่าเสียดายว่า คุณหนูผู้นี้พออายุสิบเจ็ดปีก็ป่วยตาย”
เป่าวี่ฟังแล้วกระทืบเท้าถอนหายใจ ถามว่า
“ต่อมาเป็นอย่างไร”
หลิวเหล่าเลาว่า “เนื่องจากท่านหญิงแม่คิดถึงบุตรีมากจึงได้ตั้งศาลบูชา ปั้นรูปเหมือน จัดคนไว้จุดธูปก่อไฟบูชา แต่เวลาผ่านมาเนิ่นนานจนบัดนี้ คนไม่อยู่แล้ว ศาลจึงรกร้าง รูปปั้นกลายเป็นปีศาจ”
เป่าวี่รีบแย้งว่า “ไม่ใช่กลายเป็นปีศาจ ตามหลักแล้วคนประเภทนี้ยังไม่ตาย”
หลิวเหล่าเลาว่า “อามิตาภพุทธ เป็นเช่นนี้หรือ หากคุณชายไม่บอก พวกข้ายังคิดว่านางกลายเป็นปีศาจ บางครั้งแปลงร่างเป็นคนเดินรอบหมู่บ้าน ที่ข้าว่ามาหยิบไม้ฟืนก็คือนาง พวกเราชาวหมู่บ้านยังหารือกันว่าจะเอาค้อนไปทุบศาลทิ้ง”
เป่าวี่รีบบอกว่า “รีบไปห้ามว่าอย่าทำเช่นนั้น หากทุบศาลทิ้ง บาปไม่น้อย”
หลิวเหล่าเลาว่า “โชคดีที่คุณชายบอกข้าก่อน พรุ่งนี้กลับไปถึง ข้าจะห้ามพวกเขา”
เป่าวี่ว่า “เหล่าไท่ไท่ และไท่ไท่ของพวกเราเป็นคนใจบุญ พวกเราเด็กผู้ใหญ่ทั้งบ้านจึงชอบทำบุญทำทานด้วย โดยเฉพาะบูรณะรูปเคารพและศาลเจ้า พรุ่งนี้ข้าจะเขียนใบประกาศช่วยท่านหาเงินบริจาค ให้ท่านเป็นผู้ดูแลศาลเจ้า ดูแลงานบูรณะศาลและรูปเคารพ และจะส่งค่าธูปเทียนให้ทุกเดือน ดีหรือไม่”
หลิวเหล่าเลาว่า “หากเป็นเช่นว่า เป็นโชคของข้าได้อาศัยบารมีของคุณหนูผู้นั้น มีเงินใช้สอย”
เป่าวี่สอบถามชื่อหมู่บ้านสถานที่ ตั้งอยู่ที่ไหน ไกลใกล้เพียงใด หลิวเหล่าเลาจึงกุไปตามที่นึกได้
เป่าวี่คิดว่าเรื่องจริง พอกลับถึงห้องตรึกตรองอยู่ทั้งคืน เช้าวันรุ่งขึ้น ออกจากห้องนำเงินมามอบให้เป้ยหมิงหลายร้อยเฉียน บอกชื่อสถานที่ตามที่หลิวเหล่าเลาว่า ให้เป้ยหมิงไปสืบหาให้ชัดเจน กลับมาค่อยว่ากัน
เป้ยหมิงไปแล้ว เป่าวี่ก็ได้แต่รอแล้วรอเล่า งุ่นง่านดังตะขาบบ้าน 蚰蜒 กว่าพระอาทิตย์จะตกดิน จึงเห็นเป้ยหมิงกลับมา
เป่าวี่รีบถามว่า “หาพบไหม”
เป้ยหมิงยิ้มว่า “เจ้านายฟังไม่ชัด ให้ข้าไปหา ชื่อที่ตั้งอะไรนั่นไม่เหมือนที่เจ้านายบอก เสียเวลาหาทั้งวันถึงได้พบศาลเจ้าร้างตั้งอยู่บนคันดินทางตะวันออกเฉียงเหนือ”
เป่าวี่ได้ฟังแล้วดีใจจนหูตาเป็นประกายรีบบอกว่า
“หลิวเหล่าเลาอายุมากแล้ว จำผิดผิดถูกถูก เจ้าก็หาจนพบ”
เป้ยหมิงว่า “ประตูศาลเจ้านั่นหันหาทิศใต้ สภาพรกร้าง ข้าหาจนท้อ พอเห็นที่นี่จึงรีบเข้าไปดู พอเห็นรูปปั้นตกใจจนต้องวิ่งออกมา ช่างเหมือนมีชีวิต”
เป่าวี่ชอบใจยิ้มว่า “นางแปลงร่างเป็นคนได้ ย่อมเหมือนมีชีวิตไม่น้อย”
เป้ยหมิงตบมือว่า “เป็นผู้หญิงเสียที่ไหน เป็นเทพโรคภัยหน้าเขียวผมแดง”
เป่าวี่ฟังจบ ถ่มน้ำลายด่าว่า “ไม่เอาไหนเลย งานแค่นี้ก็พลาดได้”
เป้ยหมิงว่า “เจ้านายไปอ่านจากไหน หรือฟังจากใครมาเหลวไหลแล้วคิดว่าจริง ใช้ข้าไปทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง แล้วมาว่าข้าใช้ไม่ได้”
เป่าวี่เห็นว่าร้อนใจจึงปลอบว่า “ไม่ต้องร้อนใจ วันหน้าว่างค่อยไปหาใหม่ ถ้าเขาหลอกพวกเรา ก็คือไม่มี แต่หากมี เจ้าก็เหมือนได้ปิดทองหลังพระ 阴骘 ข้าต้องให้รางวัลเจ้าอย่างงาม”
บ่าวประจำประตูสองเข้ามาแจ้งว่า
“แม่นางจากเรือนเหล่าไท่ไท่มาหานายรอง อยู่ที่ประตูสอง”
(จบบทที่สามสิบเก้า)
เป่าวี่รีบออกมาดู เห็นหู่พ่อ 琥珀 ยืนอยู่หน้าบังตาบอกว่า
“รีบไปเถิด พวกท่านรอคุยกับท่านอยู่”
เป่าวี่มาถึงเรือนใหญ่ เห็นแม่เฒ่าเจี่ย หวางฮูหยินและพวกสาวๆ กำลังหารือกันเรื่องจัดงานเลี้ยงตอบแทนสื่อเซียงหยุน
เป่าวี่จึงว่า “ข้ามีข้อเสนอ ในเมื่อไม่มีคนนอก อาหารไม่ควรไปกำหนดว่าต้องมีกี่อย่างจำนวนเท่าใด ปกติใครชอบกินอะไรก็เลือกเอาเพียงไม่กี่อย่าง ไม่ต้องตั้งโต๊ะนั่งตามลำดับ ใครนั่งตรงไหนก็วางโต๊ะเล็กไว้ข้างหน้าไว้วางอาหารที่ตนชอบเพียงอย่างสองอย่าง และกล่องของขบเคี้ยวสิบช่องหนึ่งใบ กาไว้รินเองหนึ่งกา ไม่ดีกว่าหรือ”
แม่เฒ่าเจี่ยว่า “ใช่เลย”
แล้วสั่งคนให้ไปบอกห้องครัวว่า
“ให้ทำอาหารตามที่แต่ละคนเลือกตามจำนวนคนใส่กล่องไว้ อาหารเช้าพรุ่งนี้นำไปจัดในอุทยาน”
หารือเสร็จก็เป็นเวลาตามตะเกียง เย็นนั้นก็แยกย้าย
ตอนก่อนหน้า : หลิวเหล่าเลามาเยี่ยมครั้งที่สอง
ตอนถัดไป : ผ้าควันจาง

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา