6 มี.ค. เวลา 10:00 • ธุรกิจ

อวสานฝาพับในตำนาน 130 ล้านเครื่องสู่ความว่างเปล่า จุดจบสุดดราม่าของ Motorola Razr

ลองจินตนาการย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2000 ยุคที่โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าของทุกคนยังมีรูปร่างหน้าตาไม่ต่างจากก้อนอิฐ…
โทรศัพท์ในยุคนั้นส่วนใหญ่มีขนาดเทอะทะ หน้าจอเล็กจิ๋ว และปุ่มกดที่ใช้งานยาก
มันเป็นแค่อุปกรณ์สื่อสารที่ทำหน้าที่รับสายและโทรออก ไม่มีเอกลักษณ์ ไม่มีสไตล์ และไม่มีความตื่นเต้นใดแอบแฝงอยู่เลย…
จนกระทั่งปี 2004 โลกก็ได้รู้จักกับสิ่งที่จะมาเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์วงการมือถือไปตลอดกาล
นั่นคือการปรากฏตัวของ Motorola Razr V3 โทรศัพท์ที่ไม่ได้เป็นแค่อุปกรณ์สื่อสาร แต่มันคือสัญลักษณ์ของยุคสมัย…
ภาพของผู้คนที่หยิบโทรศัพท์ฝาพับเครื่องบางเฉียบขึ้นมา แล้วสะบัดข้อมือเปิดออกเพื่อรับสาย มันเป็นท่วงท่าที่ดูเท่และดึงดูดสายตาทุกคนรอบข้าง
ยิ่งตอนที่พับปิดแล้วมีเสียง “”สแนป”” ดังกังวาน ยิ่งทำให้คนใช้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นดาราภาพยนตร์…
ความโดดเด่นของ Motorola Razr คือการฉีกทุกกฎเกณฑ์การออกแบบในยุคนั้น
ด้วยความบางเพียง 13.9 มิลลิเมตร ซึ่งบางพอๆ กับบัตรเครดิต ตัวเครื่องทำจากอลูมิเนียมที่ดูหรูหราล้ำยุค และปุ่มกดเลเซอร์ที่เรืองแสงในที่มืด…
1
สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้คนไม่ได้แค่อยากได้ แต่มันกลายเป็นความปรารถนาที่ต้องครอบครองให้ได้
Motorola ขายมือถือรุ่นนี้ไปได้มากกว่า 130 ล้านเครื่องทั่วโลก กลายเป็นหนึ่งในโทรศัพท์ที่ขายดีที่สุดตลอดกาล…
ไม่ว่าจะเป็นดาราฮอลลีวูด ศิลปิน หรือนักธุรกิจ ทุกคนต่างก็มีมือถือรุ่นนี้อยู่ในมือ มันไปปรากฏอยู่ในมิวสิกวิดีโอและตามหน้าสื่อต่างๆ จนเรียกได้ว่าไปที่ไหนก็ต้องเจอ…
Motorola ไม่ได้แค่ขายโทรศัพท์ แต่พวกเขากำลังขาย “”ไลฟ์สไตล์””
โฆษณาทุกชิ้นสื่อถึงความหรูหราและความเป็นผู้นำแฟชั่น คนที่ถือมือถือรุ่นนี้จะถูกมองว่าเป็นคนที่มีรสนิยม และได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนสุดเอ็กซ์คลูซีฟ…
แม้ภาพลักษณ์จะดูหรูหราแพงระยับ แต่ราคาของมันกลับเอื้อมถึงได้
ในยุคนั้นราคาเปิดตัวอยู่ที่ราว 500 ดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อซื้อพ่วงกับแพ็กเกจเครือข่าย ราคาอาจลดลงมาเหลือเพียงแค่ 99 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น…
ส่วนเรื่องของเทคโนโลยีในตอนนั้น กล้อง 0.3 เมกะพิกเซล หน้าจอสี และการเชื่อมต่อ Bluetooth ก็ถือว่าล้ำหน้ามากพอที่จะทำให้ทุกคนประทับใจ
1
มันอาจจะไม่ใช่สมาร์ทโฟน แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเลย เพราะสิ่งที่ผู้คนต้องการในตอนนั้นคือสไตล์ ไม่ใช่แอปพลิเคชัน…
ในช่วงปี 2004 ถึง 2007 ถือเป็นยุคทองอย่างแท้จริง มือถือตระกูลนี้แตกไลน์ออกไปอีกหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น V3i V3X หรือ Razr 2 ซึ่งก็ได้รับการอัปเกรดทั้งเรื่องกล้องและหน้าจอให้ดีขึ้นตามยุคสมัย…
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการออกรุ่นพิเศษสีสันต่างๆ หรือแม้แต่รุ่นที่จับมือกับแบรนด์แฟชั่นหรูระดับโลก ออกมาวางขายทีไรก็หมดเกลี้ยง ยอดขายที่ถล่มทลาย
ทำให้ Motorola กวาดส่วนแบ่งตลาดโลกไปได้ถึง 22% ในปี 2006 เป็นรองแค่เพียง Nokia เท่านั้น…
พวกเขามีห่านทองคำอยู่ในมือ และก็ตักตวงผลกำไรจากมันอย่างเต็มที่ ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย และไม่มีทีท่าว่าความนิยมนี้จะลดลงเลยแม้แต่น้อย
แต่ในโลกของเทคโนโลยี ความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้การันตีความอยู่รอดในวันพรุ่งนี้…
รอยร้าวเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ปี 2007 ปีที่วงการเทคโนโลยีต้องจารึกไว้
เมื่อ Apple ได้เปิดตัว iPhone รุ่นแรก ซึ่งมาพร้อมกับหน้าจอสัมผัสที่ไร้ปุ่มกด เบราว์เซอร์อินเทอร์เน็ตที่สมบูรณ์แบบ และระบบนิเวศของแอปพลิเคชัน…
มันไม่ได้เป็นแค่โทรศัพท์อีกต่อไป แต่มันคือคอมพิวเตอร์พกพาขนาดจิ๋ว
ในขณะเดียวกันฝั่งคนทำงานก็มี BlackBerry ที่ตอบโจทย์การใช้งานอีเมลและคีย์บอร์ดที่พิมพ์สนุก นิยามของโทรศัพท์มือถือกำลังถูกเขียนขึ้นมาใหม่ทั้งหมด…
แต่เมื่อหันกลับมามองที่ Motorola พวกเขายังคงยึดติดอยู่กับความสำเร็จเดิมๆ ยังคงเข็นโทรศัพท์ฝาพับรุ่นใหม่ออกมาขาย
ซึ่งแทบไม่มีอะไรต่างจากเดิมนอกจากดีไซน์ที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยและการเพิ่มสเปกนิดๆ หน่อยๆ…
ความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงที่สุดของพวกเขาคือความเชื่อที่ว่า “”สไตล์”” จะสามารถเอาชนะ “”ฟังก์ชัน”” ได้ตลอดไป
พวกเขามองข้ามความจริงที่ว่า ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม และต้องการอุปกรณ์ที่ฉลาดขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้น…
ผู้คนไม่ได้อยากได้แค่โทรศัพท์ที่เอาไว้โชว์ความเท่อีกต่อไป แต่พวกเขาต้องการเครื่องมือที่ทรงพลัง
เมื่อโลกทั้งใบกำลังหมุนไปหาหน้าจอสัมผัสและแอปพลิเคชัน Motorola กลับยังคงกอดฝาพับของตัวเองไว้อย่างเหนียวแน่น…
ภายในเวลาไม่นาน ส่วนแบ่งการตลาดของพวกเขาดิ่งลงเหว เหลือเพียง 8% ในปี 2008 แสงสว่างที่เคยเจิดจ้าของแบรนด์เริ่มริบหรี่ลง ท่ามกลางการผงาดขึ้นมาของคู่แข่งที่มองเห็นอนาคตได้ชัดเจนกว่า…
อันที่จริงพวกเขาไม่ได้เพิกเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงเสียทีเดียว มีความพยายามที่จะปรับตัวอยู่บ้าง เช่นการออกโทรศัพท์เน้นฟังเพลงอย่างรุ่น Rokr เพื่อมาท้าชนกับ iPhone…
แต่มันก็พังไม่เป็นท่า เพราะซอฟต์แวร์ที่ทำงานช้า ใช้งานยาก และถูกจำกัดด้วยระบบของ iTunes
พวกเขายังลองทำมือถือดีไซน์ใหม่อย่างซีรีส์ Q และ Z แต่ก็ไม่มีรุ่นไหนที่สร้างมนตร์ขลังได้เหมือนที่เคยทำไว้เลย…
จุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดกลับเป็นเรื่องของซอฟต์แวร์ ในขณะที่ Apple มี iOS ที่ลื่นไหล และ BlackBerry มีระบบปฏิบัติการที่เสถียร
โทรศัพท์ของ Motorola ยังคงทนใช้ซอฟต์แวร์รุ่นเก่าที่มีเมนูซับซ้อนและน่าหงุดหงิด…
กว่าที่พวกเขาจะยอมเปิดใจให้กับ Android ระบบปฏิบัติการใหม่จาก Google ทุกอย่างก็เกือบจะสายเกินไปแล้ว
คู่แข่งอย่าง Samsung และ Apple ได้ก้าวขึ้นมายึดหัวหาดและครอบงำตลาดไปเรียบร้อยแล้วภายในปี 2010…
ความหมกมุ่นในความสำเร็จในอดีต ทำให้วิสัยทัศน์ของพวกเขามืดบอด ยักษ์ใหญ่ที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุด กลับกลายเป็นเพียงเงาจางๆ ของตัวเอง การร่วงหล่นลงมาอย่างรวดเร็วนี้สร้างความตกตะลึงให้กับวงการอย่างมาก…
โลกธุรกิจนั้นโหดร้าย เมื่อคุณหยุดเดินข้างหน้า คู่แข่งก็จะก้าวข้ามคุณไปทันที แต่คำถามคือ ตำนานที่เคยยิ่งใหญ่ขนาดนี้ จะมีโอกาสกลับมาผงาดพลิกโฉมตัวเองได้อีกครั้งในยุคใหม่หรือไม่…
ในปี 2011 ดูเหมือนจะมีความหวังเล็กๆ จุดประกายขึ้น เมื่อพวกเขาตัดสินใจทุ่มสุดตัวให้กับ Android และเปิดตัว Droid Razr สมาร์ทโฟนที่ยืมชื่อระดับตำนานมาปัดฝุ่นใหม่…
มันกลับมาพร้อมกับเอกลักษณ์เดิมคือความบางเฉียบ หน้าจอสัมผัสขนาด 4.3 นิ้ว และฝาหลังที่ทำจากวัสดุสุดแกร่ง แฟนๆ รุ่นเก่าที่ยังมีความผูกพันต่างให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ยอดขายเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง…
กระแสตอบรับที่ดีเยี่ยม ทำให้ในปี 2012 บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google ตัดสินใจทุ่มเงินมหาศาลถึง 12.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าซื้อกิจการ
เป้าหมายคือการนำฮาร์ดแวร์มาเสริมทัพให้กับ Android ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น…
ภายใต้ร่มเงาของบ้านหลังใหม่ พวกเขาปล่อยสมาร์ทโฟนราคาประหยัดอย่าง Moto G ออกมา ซึ่งทำผลงานได้ดีเยี่ยมจนสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดกลับมาได้ 7% ในปี 2013 หลายคนเริ่มจับตามองว่า นี่อาจจะเป็นยุคทองครั้งใหม่…
แต่ความหวังนั้นก็ส่องสว่างอยู่ได้ไม่นาน เพียงแค่ปีต่อมา Google ก็ตัดสินใจขายกิจการส่วนนี้ออกไปให้กับ Lenovo ในราคาเพียง 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ขาดทุนอย่างมหาศาล…
แม้ Lenovo จะพยายามประคับประคองแบรนด์นี้ให้เดินต่อไปได้ แต่การแข่งขันในตลาดสมาร์ทโฟนนั้นดุเดือดเกินกว่าจะจินตนาการ
ตลาดถูกยึดครองโดย Samsung และ Apple ไปจนเกือบหมด…
แถมยังมีแบรนด์จากจีนที่พร้อมนำเสนอโทรศัพท์สเปกแรงในราคาที่ถูกกว่ามากเข้ามาตีตลาดอย่างต่อเนื่อง
การจะแทรกตัวขึ้นมาโดดเด่นท่ามกลางสมรภูมิที่แออัดขนาดนี้ จึงกลายเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร…
แม้ในยุคปัจจุบัน จะมีการพยายามนำชื่อเก่ามาทำเป็นสมาร์ทโฟนหน้าจอพับได้ เพื่อเล่นกับความรู้สึกโหยหาอดีตของผู้บริโภค แต่มันก็มีราคาที่สูงเกินไปเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้รับ…
1
การพึ่งพากลิ่นอายของความทรงจำเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสร้างยอดขายที่ยั่งยืนได้
แบรนด์สูญเสียเอกลักษณ์ของการเป็นผู้นำด้าน “”นวัตกรรม”” ไปจนหมดสิ้น กลายเป็นเพียงแค่มือถืออีกยี่ห้อหนึ่งบนชั้นวางสินค้า…
เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ ทิ้งบทเรียนทางธุรกิจที่มีค่าไว้มากมาย ข้อแรกคือ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง แม้ในวันที่คุณยืนอยู่บนจุดสูงสุด ก็ห้ามหยุดผลักดันขีดจำกัดของตัวเองเด็ดขาด…
1
ข้อที่สอง เรื่องของจังหวะเวลาเป็นสิ่งที่ชี้เป็นชี้ตาย การตัดสินใจช้าเพียงก้าวเดียวในวันที่กระแสโลกเปลี่ยนทิศ อาจหมายถึงการสูญเสียโอกาสที่จะไม่มีวันได้กลับคืนมาอีกเลย…
1
และข้อสุดท้าย ความรักและความภักดีต่อแบรนด์ไม่ได้คงอยู่ตลอดไป ความทรงจำในอดีตอาจดึงดูดความสนใจได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่คุณภาพและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ต่างหาก ที่จะมัดใจผู้คนไว้ได้ในระยะยาว…
ปัจจุบัน Motorola ยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปในฐานะแบรนด์ระดับกลาง เน้นทำตลาดในกลุ่มโทรศัพท์ราคาประหยัด พวกเขาไม่ได้เป็นผู้นำที่ชี้นำตลาดอีกต่อไป แต่ก็ยังไม่ได้ล้มหายตายจากไปไหน…
โทรศัพท์มือถือที่เคยเป็นตัวแทนของยุคสมัย เป็นไอคอนทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานแฟชั่นเข้ากับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัวที่สุด วันนี้เหลือเพียงแค่ชื่อที่ถูกหยิบยกมาเล่าขานเป็นกรณีศึกษา…
ความล้มเหลวในการปรับตัว ทำให้ปรากฏการณ์ระดับโลกกลายเป็นเพียงความทรงจำสีจางๆ มันเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า โลกของเทคโนโลยีหมุนเร็วกว่าที่เราคิดเสมอ…
ในวันที่เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปัดหน้าจอ เราอาจจะลืมไปแล้วว่า เคยมีช่วงเวลาที่การพับโทรศัพท์ปิดลง คือการแสดงออกถึงตัวตนที่ทรงพลังและมีเสน่ห์ที่สุด…
อดีตราชันย์แห่งวงการมือถือได้มอบบทเรียนที่ท้าทายกาลเวลาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่าคุณจะยิ่งใหญ่แค่ไหน กฎของการอยู่รอดมีเพียงข้อเดียว นั่นคือจงสร้าง “”นวัตกรรม”” ต่อไป หรือไม่ก็เตรียมตัวเลือนหายไปพร้อมกับกาลเวลา…
1
References : [pcmag, motorolasolutions, medium, qz, lenovo]
◤━━━━━━━━━━━━━━━◥
หากคุณชอบคอนเทนต์นี้อย่าลืม 'กดไลก์'
หากคอนเทนต์นี้โดนใจอย่าลืม 'กดแชร์'
คิดเห็นอย่างไรคอมเม้นต์กันได้เลยครับผม
◣━━━━━━━━━━━━━━━◢
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
รวม Blog Post ที่มีผู้อ่านมากที่สุด
——————————————–
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา