กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้จัดวางกำลังรบพหุภาคีโดยแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนเพื่อบีบคั้นอิหร่านจากทั้งตอนเหนือและตอนใต้ สำหรับแนวรบด้านเหนือนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford
ส่วนแนวรบด้านใต้นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐฯ รับหน้าที่กวาดล้างกองทัพเรืออิหร่านในอ่าวเปอร์เซียและพื้นที่ชายฝั่งทั้งหมด
สงครามครั้งนี้ถูกประเมินโดยนักวิชาการทางด้านความมั่นคงบางส่วนว่ามีความรุนแรงและซับซ้อนกว่าสงครามอิรักในปีค.ศ.2003 อย่างมาก โดยเฉพาะการขยายขอบเขตสู่ระดับโลกและการดึงพันธมิตร NATO เข้าสู่สมรภูมิ ไมว่าจะเป็นแสนยานุภาพทางอากาศที่มากกว่าเดิม 2 เท่า สนธิกำลังกับกองทัพเรือที่ส่งเข้ามา
แม้จะยังไม่มีการประกาศใช้ มาตรา 5 ของ NATO อย่างเป็นทางการ แต่สถานการณ์ได้บีบให้ชาติสมาชิกต้องออกโรงเนื่องจากการขยายตัวของแนวรบ ซึ่งชนวนเหตุนี้ก็มีที่มาจากขีปนาวุธของอิหร่านถูกยิงมุ่งหน้าสู่ฐานทัพในตุรกีที่เป็นหนึ่งในสมาชิก NATO ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของ NATO ต้องทำการสกัดกั้นเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่ดึง NATO เข้าสู่ความขัดแย้งนี้โดยตรง
นอกเหนือจากตุรกีแล้วยังมีสมาชิกสำคัญซึ่งเป็นสมาชิกถาวรของ UN อย่าง อังกฤษ และ ฝรั่งเศส ได้เคลื่อนกำลังพลทั้งทางเรือและทางอากาศเข้าสู่พื้นที่เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ ในขณะที่ประเทศสมาชิกอย่างกรีซได้ยกระดับความพร้อมรบโดยเคลื่อนย้ายฝูงบินขับไล่และเรือรบไปยัง ไซปรัส เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการส่วนหน้า (Forward Operation Base : FOB) ในการปิดล้อมอิหร่านจากทางเหนือร่วมกับตุรกี