6 มี.ค. เวลา 13:41 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

อิหร่าน VS สหรัฐฯและ NATO สมรภูมิเดือดกลางทะเล

“นี่เป็นความตายอย่างเงียบงัน และเป็นการจมเรือของศัตรูด้วยตอร์ปิโดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง”
พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ
เรือดำน้ำของสหรัฐได้ใช้ตอร์ปิโดรุ่น Mark 48 เพียงลูกเดียว ซึ่งสามารถทำให้เรือรบของอิหร่านจมลงสู่ก้นทะเลได้ทันที"
"ขณะนี้สหรัฐสามารถทำลายขีดความสามารถทางทะเลของอิหร่านได้อย่างมีนัยสำคัญ"
พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐ
"ท่านจงจำคำพูดของผมไว้ สหรัฐอเมริกาจะต้องเสียใจอย่างสุดซึ้งกับสิ่งที่ท่านได้สร้างไว้กับเรา”
อับบาส อาราคชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ผู้เขียนเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านกำลังรับรู้ข่าวสารจากทางตะวันออกกลางมาพอสมควร ถ้าคุณติดตามข่าวมา 1-2 วัน จะเห็นบนท้องฟ้ามันไม่ได้ดุเดือด ในทะเลก็ดุเดือดไม่แพ้กันเท่าที่ทราบมา เห็นมีข่าวว่าสหรัฐฯจมเรือรบอิหร่านเป็นครั้งแรกด้วยเรือดำน้ำนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้เขียนก็อึ้งเหมือนกับทุกท่านที่ตามข่าวนี่แหละ สำหรับเรื่องราวนี้จะเป็นอย่างไร วันนี้คุณจะได้รู้คำตอบจากเรื่องนี้
มีรายงานจากสำนักข่าวชาติตะวันตกว่าเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ลำหนึ่ง (ไม่เปิดเผยชื่อ) ปฏิบัติการจมเรือรบฟริเกตของกองทัพเรืออิหร่านชื่อ IRIS Dena ซึ่งเป็นชั้น Moudge บริเวณนอกชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศศรีลังกา ห่างจากเมืองกาเลประมาณ 40 ไมล์ทะเล ปฏิบัติการนี้ถูกนิยามโดยรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พีท เฮกเซธ ว่าเป็นความตายที่เงียบเชียบหรือ Quiet Death เนื่องจากเป็นการโจมตีด้วยตอร์ปิโดจากใต้น้ำที่ศัตรูไม่สามารถตรวจจับหรือป้องกันได้ในพื้นที่น้ำลึก
บางทีหากคุณไม่มีความรู้เรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์คุณอาจเข้าใจว่าเรือรบลำนี้มันก็เก่าเหมือนลำอื่นๆที่สหรัฐฯไปจม เรือฟริเกต IRIS Dena มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกองทัพเรืออิหร่านในหลายมิติ ด้วยความที่เป็นเรือรบที่ใหม่และมีความทันสมัยที่สุด IRIS Dena จึงมีความพร้อมรบสูงมากเมื่อเทียบกับเรือลำอื่นๆ โดยมีนเพิ่งเข้าประจำการในปี.ศ.2021 จัดอยู่ในชั้น Moudge สังกัดกองเรือภาคใต้ของอิหร่าน มีระวางขับน้ำประมาณ 1,300-1,500 ตัน และมีความยาวประมาณ 300 ฟุต
นักวิเคราะห์ด้านการทหารระบุว่าเรือลำนี้คือความภูมิใจหรือรางวัลชิ้นเอกของกองทัพเรืออิหร่าน เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงขีดความสามารถในการต่อเรือและการพัฒนาเทคโนโลยีทางเรือของตนเอง
ไม่เพียงเท่านี้เรือลำนี้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของอิหร่านในการปฏิบัติภารกิจระดับนานาชาติ เช่น การเดินทางรอบโลกในปีค.ศ.2022-2023 และล่าสุดคือการเข้าร่วมงาน International Fleet Review 2026 ที่ประเทศอินเดียในเดือนกุมภาพันธ์ที้ผ่านมา ซึ่งเป็นงานสวนสนามกองเรือนานาชาติที่สำคัญ โดยมีผู้บัญชาการทหารเรืออิหร่านและชาติต่างๆเข้าร่วมด้วย
การที่เรือลำนี้ปฏิบัติการในมหาสมุทรอินเดียและน่านน้ำสากล เป็นการแสดงให้เห็นว่าอิหร่านพยายามขยายอิทธิพลทางทะเลออกไปนอกเหนือจากเพียงแค่ในอ่าวเปอร์เซียหรือช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นอาณาเขตที่กองทัพเรืออิหร่านมีความคุ้นชิน
ในขณะที้เรือฟริเกต IRIS Dena ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือที่ทันสมัยที่สุดและเป็นความภาคภูมิใจของกองทัพเรืออิหร่านกำลังแล่นกลับจากการซ้อมรบและพิธีสวนสนามทางเรือที่ประเทศอินเดีย ก็ม่พบจุดจบในมหาสมุทรอินเดีย บริเวณนอกชายฝั่งศรีลังกา ห่างจากเมืองกาเล (Galle) ประมาณ 40 ไมล์ทะเล โดยถูกซุ่มโจมตีโดยเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ที่ใช้ตอร์ปิโดคาดว่าเป็นรุ่น Mk.48 ขนาด 533 มม. ยิงเข้าใส่
ตอร์ปิโดถูกยิงให้วิ่งเข้าไประเบิดใต้กระดูกงูเรือ แรงอัดระเบิดทำให้ตัวเรือหักครึ่งและจมลงสู่ใต้สมุทรทันที
ปฏิบัติการนี้ถูกเรียกว่า "Quiet Death" เนื่องจากเป็นการโจมตีใต้น้ำที่ศัตรูไม่สามารถตรวจจับหรือป้องกันได้ ส่งผลกระทบต่อบนเรือมีลูกเรือประมาณ 180 คน โดยมีรายงานว่าช่วยชีวิตได้เพียงประมาณ 30-32 คน พบร่างผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 80-87 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่จบสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เรือดำน้ำของกองทัพเรือสหรัฐฯ ใช้ตอร์ปิโดจมเรือรบฝ่ายตรงข้ามในการรบจริง
ไม่ใช่แค่เรือลำนี้ยุทธศาสตร์ทางทะเลของสหรัฐฯ ในการกวาดล้างกองเรืออิหร่านกำลังเป็นที่ถูกจับตามอง จากการที่จมเรือรบผิวน้ำของกองทัพเรืออิหร่านไปได้มากกว่า 20 ลำ และเรือดำน้ำอีก 1 ลำ โดยมีการครองอากาศโดยสมบูรณ์ทั้งการส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินรบตัวเล็กๆ เช่น B-2, B-52 ,F-18 , F-35 และ Predator สามารถบินวนเหนือเป้าหมายเพื่อเลือกทำลาย ได้ตามอำเภอใจ ก่อนที่กองเรือจะถูกทำลายจนสิ้นสภาพ
กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้จัดวางกำลังรบพหุภาคีโดยแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนเพื่อบีบคั้นอิหร่านจากทั้งตอนเหนือและตอนใต้ สำหรับแนวรบด้านเหนือนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford
ปฏิบัติการร่วมกับกองทัพอากาศอิสราเอลที่ใช้เครื่องบินขับไล่ Gen.4 และ Gen.5 อย่าง  F-15 , F-16 และ F-35 มุ่งเน้นการควบคุมน่านฟ้าตอนเหนือและทำลายเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในเชิงลึก
ส่วนแนวรบด้านใต้นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln ร่วมกับกองทัพอากาศสหรัฐฯ รับหน้าที่กวาดล้างกองทัพเรืออิหร่านในอ่าวเปอร์เซียและพื้นที่ชายฝั่งทั้งหมด
สงครามครั้งนี้ถูกประเมินโดยนักวิชาการทางด้านความมั่นคงบางส่วนว่ามีความรุนแรงและซับซ้อนกว่าสงครามอิรักในปีค.ศ.2003 อย่างมาก โดยเฉพาะการขยายขอบเขตสู่ระดับโลกและการดึงพันธมิตร NATO เข้าสู่สมรภูมิ ไมว่าจะเป็นแสนยานุภาพทางอากาศที่มากกว่าเดิม 2 เท่า สนธิกำลังกับกองทัพเรือที่ส่งเข้ามา
แม้จะยังไม่มีการประกาศใช้ มาตรา 5 ของ NATO อย่างเป็นทางการ แต่สถานการณ์ได้บีบให้ชาติสมาชิกต้องออกโรงเนื่องจากการขยายตัวของแนวรบ ซึ่งชนวนเหตุนี้ก็มีที่มาจากขีปนาวุธของอิหร่านถูกยิงมุ่งหน้าสู่ฐานทัพในตุรกีที่เป็นหนึ่งในสมาชิก NATO ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของ NATO ต้องทำการสกัดกั้นเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่ดึง NATO เข้าสู่ความขัดแย้งนี้โดยตรง
นอกเหนือจากตุรกีแล้วยังมีสมาชิกสำคัญซึ่งเป็นสมาชิกถาวรของ UN อย่าง อังกฤษ และ ฝรั่งเศส ได้เคลื่อนกำลังพลทั้งทางเรือและทางอากาศเข้าสู่พื้นที่เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ ในขณะที่ประเทศสมาชิกอย่างกรีซได้ยกระดับความพร้อมรบโดยเคลื่อนย้ายฝูงบินขับไล่และเรือรบไปยัง ไซปรัส เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการส่วนหน้า (Forward Operation Base : FOB) ในการปิดล้อมอิหร่านจากทางเหนือร่วมกับตุรกี
นอกเหนือจากการปฏิบัติการของ NATO และการใช้ Aircraft Carrier ของสหรัฐฯแล้ว ในสมรภูมิครั้งนี้ยังมีการวางกำลังของเรือรบประเภทอื่น ๆ และการรวมกลุ่มพันธมิตรเฉพาะกิจ เพื่อคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันและเรือขนส่งสินค้า ในส่วนของกองเรือรายล้อมเพื่อทำหน้าที่ทั้งป้องกันและโจมตี ประกอบด้วย เรือพิฆาต (Destroyer) และเรือสกรีนหรือ Screen Ships ทำหน้าที่เป็นโล่ป้องกันและคุ้มกันเรือพาณิชย์จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำ โดรนโจมตี หรือเรือระเบิดควบคุมระยะไกล
สำหรับเรือประเภทต่อมาคือเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งนอกจากจะใช้ในการซุ่มโจมตีแบบความตายที่เงียบเชียบแล้ว ยังทำหน้าที่คุ้มกันกองเรือใหญ่และปิดล้อมน่านน้ำเพื่อสกัดกั้นไม่ให้รัสเซีย จีนหรือชาติใดๆที่เข้าข้างอิหร่านส่งความช่วยเหลือแก่อิหร่านผ่านเส้นทางสำคัญอย่างช่องแคบมะละกา
โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศมาตรการเพื่อรับประกันความมั่นคงของการขนส่งพลังงานโลก 2 ด้านหลัก ด้านแรกคือมาตรการทางทหาร กล่าวคือเป็นการส่งกองเรือรบเข้าคุ้มกันเรือพาณิชย์และเรือแทงเกอร์น้ำมันโดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งปัจจุบันมีเรือกว่า 200 ลำที่ยังลอยลำรอความชัดเจนอยู่ ส่วนมาตรการทางเศรษฐกิจ
รัฐบาลสหรัฐฯ โดยสถาบัน DFC (US Development Finance Corporation) จะออกประกันความเสี่ยงทางด้านการเมืองและสงครามให้กับบริษัทเดินเรือ เพื่อลดภาระค่าประกันภัยที่พุ่งสูงขึ้นจนบริษัทเอกชนไม่กล้ารับประกัน
การนำเรือรบเข้าคุ้มกันในพื้นที่ใกล้ชายฝั่งอิหร่านทำให้เรือเหล่านี้ตกเป็นเป้าหมายในเรดาร์ของอิหร่านอย่างเต็มที่ ซึ่งอิหร่านมีอาวุธหลากหลายรูปแบบในการตอบโต้ เช่น ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบและโดรนพลีชีพ เรือแบบต่อมาที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ เรือสายลับที่จะทำหน้าที่พรางตัวเป็นเรือบรรทุกสินค้าแต่ติดตั้งเสาสัญญาณเรดาร์เพื่อชี้เป้าให้กองกำลังภาคพื้นดินยิงขีปนาวุธเข้าใส่กองเรือสหรัฐฯ พร้อมทั้งมีการวางทุ่นระเบิดใต้น้ำเพื่อปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเดินเรือพาณิชย์
ในการคุ้มกันเรือพาณิชย์และเรือบรรทุกน้ำมันภายใต้ยุทธการ "Epic Fury" นั้น สหรัฐฯ ไม่ได้เพียงแค่ใช้เรือรบในรูปแบบการตั้งรับเท่านั้น แต่ยังมีการบูรณาการอาวุธนำวิถีประสิทธิภาพสูงอย่าง "โทมาฮอว์ก" (Tomahawk Cruise Missile) เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของกองเรือคุ้มกัน เพื่อสร้างเครือข่ายความปลอดภัยที่ครอบคลุมทั้งระยะไกลและระยะประชิด
บทความนี้คุณจะรู้จักโทมาฮอว์กว่ามันคืออะไร แล้วมันร้ายแรงขนาดไหน สมรรถนะที่ว่านี้ประกอบด้วยมีระยะยิงที่เหนือชั้น กล่าวคือมีรัศมีทำการไกลกว่า 1,500 ไมล์ (ประมาณ 2,400 กิโลเมตร) ทำให้เรือพิฆาตหรือเรือดำน้ำที่ทำหน้าที่คุ้มกันสามารถทำลายฐานยิงขีปนาวุธบนฝั่งของอิหร่านได้ตั้งแต่น่านน้ำสากล โทมาฮอว์กสามารถปล่อยได้จากทั้งท่อปล่อยแนวดิ่งของเรือพิฆาต และจากเรือดำน้ำขณะดำอยู่ใต้น้ำได้ในการโจมตีเป้าหมาย
สิ่งที่ทำให้โทมาฮอว์กพิเศษกว่าขีปนาวุธทั่วไปในการคุ้มกันเรือคือความสามารถในการจัดการวิกฤตแบบเรียลไทม์ โหมดสแตนด์บายจะมีในรุ่นโทมาฮอว์ก Block 4 ซึ่งเป็นโหมดที่ให้ขีปนาวุธร่อนแบบดังกล่าวสามารถบินวนรออยู่เหนือเป้าหมายได้นานหลายชั่วโมง เพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการโจมตี หรือรอรับคำสั่งยืนยันพิกัดเป้าหมายใหม่หากสถานการณ์หน้างานเปลี่ยนแปลง
ขีปนาวุธนี้สามารถบินต่ำเพียง 15-50 ฟุต (ประมาณ 15 เมตร) เหนือระดับน้ำหรือพื้นดิน เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับของเรดาร์อิหร่าน ทำให้มันสามารถเข้าถึงเป้าหมายที่คุกคามเรือพลเรือนได้อย่างแม่นยำ
ในสมรภูมิที่มีเรือพลเรือนหนาแน่น ความแม่นยำคือหัวใจสำคัญเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น โทมาฮอว์กใช้เทคโนโลยี TERCOM เปรียบเทียบพิกัดแผนที่ดิจิทัลและ DSMAC คือการถ่ายภาพเป้าหมายเพื่อยืนยันความถูกต้อง ร่วมกับ GPS ทำให้มีความคลาดเคลื่อนเพียงไม่กี่เมตร
เครือข่ายข้อมูล 2 ทางคืออีกหนึ่งคุณลักษณัขีปนาวุธแบบนี้ ในขณะที่ขีปนาวุธกำลังบินไปคุ้มกันพื้นที่ ศูนย์บัญชาการสามารถส่งข้อมูลอัปเดตจากโดรน Predator หรือเครื่องบินสอดแนม เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายกลางอากาศได้ทันที หากพบว่าเป้าหมายเดิมไม่ใช่ภัยคุกคามที่แท้จริงการใช้โทมาฮอว์กในกองเรือคุ้มกัน ไม่ใช่เพียงเพื่อจมเรือคู่ต่อสู้ แต่เพื่อเป้าหมายที่กว้างกว่าคือ "การทำให้กองทัพเรืออิหร่านเป็นอัมพาต" (Maritime Neutralization)
ในสงครามนี้สหรัฐฯ ใช้โทมาฮอว์กถล่มโรงงานผลิตโดรนและคลังแสงขีปนาวุธของอิหร่าน เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้อิหร่านมีอาวุธมายิงใส่เรือพลเรือนได้ เมื่อโทมาฮอว์กทำลายระบบเรดาร์และฐานยิงชายฝั่งได้แล้ว กองเรือรบจะสามารถเปลี่ยนจากยุทธวิธีระยะไกล (Stand-off) มาเป็นการคุ้มกันระยะประชิด (Stand-in) ได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้น
สงครามอิหร่านในขณะนี้ยังไม่จบสิ้น หรือว่าจะต้องรอต่อไปอีก 4-5 สัปดาห์ หรือมากกว่านั้น จึงจะรู้ผลของการทำสงครามว่าเป็นอย่างไร ในขณะเดียวกันทางทะเลนี้ก็รบหนักอย่างเห็นได้ชัด ล่าสุดมีข่าวจาก PPTV เข้ามาว่าสหรัฐฯจมเรือรบไปแล้วมากกว่า 30 ลำ แล้วถ้ามีชาติ NATO มาร่วมรบด้วย สงครามนี้จะน่ากลัวกว่าเดิมจนอาจกลายเป็นสงครามใหญ่ไม่ช้าก็เร็วนับจากนี้ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Aviation Story TH : ASTH
CRUX
Sittiphong Charoenkhan
Airlinesweek
DNA
The Indian Express
Discover SWNS
Reallife Story
ช่อง 8 : Thai Ch 8
CNA
Engineering Secrets
M Channel
suthichai live
Sniper News
เรียบเรียงโดย : เจฟฟ์ ยุโรป
โฆษณา