7 มี.ค. เวลา 01:49 • ไลฟ์สไตล์

ลูกคนที่ 2 กับเรื่องอัศจรรย์: เมื่อ "ของขวัญ" มาพร้อมปาฏิหาริย์ที่หมอยังหาคำตอบไม่ได้

ก้าวต่อไปของแม่ลูกอ่อน
เมื่อลูกคนแรกครบ 3 เดือน เราก็กลับไปทำงาน โชคดีที่ที่ทำงานมีโรงเรียนอนุบาลอยู่ในบริเวณเดียวกัน เราจึงฝากลูกไว้ได้ เมื่อถึงเวลาคุณครูจะโทรมาเพื่อให้เราไปให้นมลูก ทำให้เราทำงานได้โดยไม่ต้องห่างเขามากนัก แถมที่นี่ยังมีคุณครูผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลเด็กแรกเกิดและให้คำปรึกษาเราในทุกเรื่อง ทำให้เราอุ่นใจขึ้นมาก
พอคนโตได้ 2 ขวบ เราตั้งใจจะมีคนที่ 2 แต่ก็ต้องรอเกือบปีกว่าเขาจะมา ท้องนี้เราเปลี่ยนโรงพยาบาลใหม่ เพราะที่แรกเข้มงวดเรื่องน้ำหนักจนเราเครียด แต่คุณหมอคนที่ 2 ใจดีมากจนเราได้ใจ กินจนน้ำหนักขึ้นเกิน 10 กิโลกรัมจนโดนดุ (หัวเราะ) ท้องนี้เราไม่กังวลเท่าไหร่เพราะมีประสบการณ์มาแล้ว ทั้งการตรวจครรภ์และการเตรียมของ ผสมกับความยุ่งจากการเลี้ยงลูกคนโตและการทำงาน ทำให้วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
สัญญาณจากร่างกายและเรื่องเหลือเชื่อ
เนื่องจากเราเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี จึงแจ้งคุณหมอไว้ตั้งแต่แรกเพื่อเตรียมฉีดวัคซีนให้ลูกทันทีหลังคลอดเหมือนคนพี่ แต่ครั้งนี้ผลเลือดทำให้คุณหมอทำหน้างงแล้วถามเราว่า:
หมอ: “ใครบอกว่าคุณเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี?”
เรา: !?! (เรางงกับคำถามมาก)
เรายืนยันว่าตรวจเจอตั้งแต่เมืองไทย ตรวจเป็นประจำมาตลอด แม้แต่ที่ญี่ปุ่นก็ตรวจกับหมอเฉพาะทางทุกปี คุณหมอสูตินรีเวชเลยบอกว่า "ตรวจไม่เจอเชื้อ" แต่ก็จะฉีดวัคซีนให้ลูกเพื่อความปลอดภัย
ก่อนวันคลอดไม่ถึงเดือน เกิดหิมะตกหนักที่สุดในรอบ 40 ปี ถนนขาวโพลนจนรถออกไม่ได้ เรากังวลมากว่าถ้าเจ็บท้องจะทำยังไง แต่โชคดีที่วันที่เจ็บท้องจริงหิมะเริ่มซาจนรถวิ่งได้แล้ว ลูกสาวคนที่ 2 ของเราเกิดมาจ้ำม่ำมากด้วยน้ำหนักถึง 4,198 กรัม! ตัวโตจนต้องใช้เวลาคลอดมากกว่าพี่สาวเล็กน้อย คือประมาณ 4 ชั่วโมง (พี่สาว 2 ชั่วโมง) ซึ่งถือว่าเรายังโชคดีมาก
เสียงร้องที่ดังที่สุดในแผนก
คืนแรกพยาบาลให้เราพักผ่อนและจะดูแลลูกให้ แต่ห้องเราอยู่หน้าห้องเด็กอ่อนพอดี เราได้ยินเสียงเด็กร้องดังลั่นทั้งคืน มีอยู่คนหนึ่งร้องเสียงดังกว่าเพื่อน จนเช้าถึงได้รู้ว่า "ไอ้ตัวแสบ" คนนั้นคือลูกเราเอง! คงเพราะตัวใหญ่เขาจึงหิวเก่งและดื่มนมเก่งมาก ทำให้น้ำนมเรามาเยอะพอจนแทบไม่ต้องพึ่งนมผงเลย ท้องนี้เราเลี้ยงง่ายขึ้นเพราะไม่กังวลเหมือนครั้งแรกแล้ว
หลังจากพักฟื้น เรากลับไปหาหมอเฉพาะทางด้านตับเพื่อตรวจใหญ่ให้แน่ใจ ผลปรากฏว่า "ไม่พบเชื้อเลย" คุณหมองงมากและบอกว่าโอกาสที่พาหะจะหายเองมีเพียง 1% เท่านั้น ตลอดชีวิตการเป็นหมอเราคือคนที่ 2 ที่เขาเคยเจอ คุณหมอสันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะปาฏิหาริย์จากลูกคนที่ 2 นี้เอง
ที่น่าอัศจรรย์กว่านั้นคือ เพื่อต้องการให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ในทุกๆปี เราต้องพาลูกคนโตไปเจาะเลือดและฉีดวัคซีน ที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของที่นี่ ลูกคนโตต้องใช้เวลาถึง 7 ปีกว่าภูมิคุ้มกันจะมีค่าประมาณหลัก 10 ซึ่งถือว่าถึงเกณฑ์ ไม่ต้องฉีดเพิ่ม แต่ลูกคนเล็กฉีดวัคซีนไปเพียง 2 ครั้ง แต่ภูมิคุ้มกันกลับสูงถึงหลัก 1000 ซึ่งถือว่าสูงมาก สูงกว่าผู้ใหญ่ปกติที่มีค่าอยู่ที่ประมาณหลัก100 เสียอีก จนหมอแปลกใจ จนหัวเราะออกมา และบอกว่าไม่ต้องฉีดเพิ่มแล้ว พร้อมแสดงความยินดีที่เราหายขาดจากโรคนี้ได้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก
บทเรียนความเจ็บปวดที่กลายเป็นพลัง
แม้ครอบครัวจะพร้อมหน้า 4 คน แต่เรากลับเผชิญภาวะซึมเศร้าหลังคลอดอีกครั้ง คราวนี้เราหวงลูกคนเล็กจนดูเหมือนเย็นชาและละเลยลูกคนแรก ทุกครั้งที่นึกถึงเรายังปวดใจและอยากกลับไปกอดปลอบลูกคนโตเสมอ ถ้าตอนนั้นเรามีความรู้เรื่องฮอร์โมนมากกว่านี้ เรื่องเศร้าแบบนั้นคงไม่เกิดขึ้น
โชคดีที่สามีเข้าใจ เขาพยายามทุ่มเทความรักให้พี่คนโตแทนในส่วนที่เราขาดไป เมื่อเราดีขึ้นจึงรีบชดเชย กอดและบอกรักเขาให้มากที่สุด
เพราะผ่านความลำบากในการคลอดและเลี้ยงลูกลำพังมาแล้ว เราจึงสัญญาว่าจะรักษาสุขภาพให้ดีที่สุด เพื่ออยู่เคียงข้างและช่วยเหลือลูกๆ ในวันที่เขามีครอบครัว เพื่อให้เขาอุ่นใจและไม่ต้องเผชิญ "บาดแผลในใจ" เหมือนที่แม่คนนี้เคยเจอ
#ชีวิตในญี่ปุ่น #ชีวิตในต่างแดน #ปาฏิหาริย์ #ไวรัสตับอักเสบบี #ประสบการณ์คลอดลูก #ซึมเศร้าหลังคลอด #เลี้ยงลูกในต่างแดน #แม่และเด็ก
โฆษณา