Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Paiboon Sthapanavisuth
•
ติดตาม
7 มี.ค. เวลา 10:52 • การเมือง
สงคราม
🇮🇱🔥🇮🇷“สงคราม” ที่ไม่มีใครกล้าประกาศสงคราม
โดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อาจารย์ประจำวิชา Cybersecurity วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ศิษย์เก่าด้าน ความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเสี่ยง มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ศิษย์เก่าด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารจาก Joint Chiefs of Staff (JCS) เพนตากอนและมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี และศิษย์เก่าด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและระเบียบวิธี (Data Science and Methodology) มหาวิทยาลัยมิชิแกน
โลกวันนี้เห็นขีปนาวุธและโดรนบินข้ามพรมแดนแทบทุกวัน โจมตีเมือง โจมตีโครงสร้างพื้นฐาน จมเรือรบ และเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ข่าวการตอบโต้ทางทหารเกิดขึ้นแทบรายวัน แต่ความจริงที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกตคือ สิ่งที่เกิดขึ้นจำนวนมาก “ไม่ถูกเรียกว่าสงคราม” ทั้งที่ในเชิงเนื้อหา มันอาจใกล้เคียงสงครามเต็มรูปแบบอย่างยิ่ง นี่คือสิ่งที่นัก
ยุทธศาสตร์เรียกว่า “สงครามที่ไม่มีใครกล้าประกาศสงคราม” (War without Declaration) เพราะในศตวรรษที่ 21 มหาอำนาจไม่ได้มุ่ง “ชนะสงคราม” แต่พยายาม “ควบคุมไม่ให้สงครามลุกลาม” และในหลายกรณี เกมแบบนี้ไม่ได้จบในสนามรบ หากแต่จบลงบนโต๊ะเจรจาผลประโยชน์
ทันทีที่มีการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ กฎหมายระหว่างประเทศโดยเฉพาะกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศจะเริ่มทำงาน พันธมิตรจะถูกกดดันให้เลือกข้าง ตลาดการเงินจะสั่นสะเทือน และสถานการณ์อาจไหลไปไกลเกินควบคุม ด้วยเหตุนี้ ผู้นำการสู้รบในยุคปัจจุบันจึงเลือกใช้คำอื่นแทน เช่น “ปฏิบัติการทางทหาร” “การป้องกันตนเอง” หรือ “การรักษาความมั่นคง” แม้ฟังดูจำกัดวงแต่ในความเป็นจริงบางครั้งคือสงครามเต็มรูปแบบเพียงแต่ไม่เรียกว่า “สงคราม”
นักยุทธศาสตร์จึงเห็นตรงกันว่า โลกไม่ได้เข้าสู่ยุคที่สงครามหายไป หากกำลังก้าวสู่ยุคของ “สงครามไร้ชื่อ” ซึ่งมีลักษณะคลุมเครือ หลายมิติ และดำเนินควบคู่กันทั้งด้านอำนาจ ผลประโยชน์ ทรัพยากร ความมั่นคง รวมถึงข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี ในเกมเช่นนี้ ประเทศต่าง ๆ ทดสอบกัน ตอบโต้กัน ส่งสัญญาณเตือนกัน แต่พยายามไม่ข้ามเส้นที่ทำให้ความขัดแย้งลุกลามจนควบคุมไม่ได้ สิ่งนี้เรียกว่า “การควบคุมการไต่ระดับของความรุนแรง” (Escalation Control)
คำถามสำคัญคือ เหตุใดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 40 ปี จึงยังไม่กลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ นักยุทธศาสตร์มักอธิบายผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่
หนึ่ง สมดุลการยับยั้ง (Deterrence Balance) ทั้งสองฝ่ายรู้ดีว่าหากเริ่มสงครามก่อน ต้นทุนจะสูงกว่าผลประโยชน์ สหรัฐมีอำนาจทหารเหนือกว่า แต่อิหร่านมีศักยภาพตอบโต้สูงและควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจโลกสั่นสะเทือน
สอง สงครามตัวแทน (Proxy War) ทั้งสองฝ่ายหลีกเลี่ยงการปะทะตรง ใช้ตัวแทนในภูมิภาคเป็นสนามแข่งขัน ทำให้ความขัดแย้งดำเนินต่อเนื่องโดยไม่ลุกลามเป็นสงครามโลก
สาม ต้นทุนสงครามระดับรัฐ (Cost of State War) ประสบการณ์ในอิรักและอัฟกานิสถานแสดงให้เห็นว่าการทำสงครามเต็มรูปแบบมีต้นทุนมหาศาลทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และกำลังพล ขณะที่ภูมิประเทศและโครงสร้างกองกำลังของอิหร่านทำให้การบุกโจมตีมีความเสี่ยงสูงมาก
สี่ การคุมระดับความรุนแรง ทั้งสองฝ่ายโจมตีและตอบโต้ แต่พยายามไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม เช่น การแจ้งเตือนล่วงหน้าเพื่อลดการสูญเสียในบางกรณี
ในเชิงฉากทัศน์ ความขัดแย้งลักษณะนี้มีทางจบได้หลายแบบ ได้แก่ (1) ความตึงเครียดยืดเยื้อแบบสงครามเย็น (2) ข้อตกลงใหญ่ผ่านการเจรจา (3) สงครามจำกัดที่ควบคุมได้ และ (4) สงครามใหญ่ ซึ่งเป็นฉากที่ทุกฝ่ายพยายามหลีกเลี่ยงเพราะต้นทุนมหาศาล
คำถามสุดท้ายคือ เมื่อไรความขัดแย้งจะยุติ คำตอบเชิงยุทธศาสตร์คือ เมื่อ “ต้นทุนของความขัดแย้งสูงกว่าประโยชน์ทางการเมือง” ซึ่งมักเกิดจากการเปลี่ยนผู้นำ การเปลี่ยนสมดุลอำนาจโลก วิกฤตเศรษฐกิจ หรือแรงกดดันภายในประเทศ
ในโลกที่ข่าวสารแพร่กระจายรวดเร็ว ความขัดแย้งยังมี “กองเชียร์” จากทั่วโลกที่รีบเรียกทุกเหตุการณ์ว่าสงคราม ทั้งที่ในความเป็นจริง การเผชิญหน้าหลายกรณียังไม่ไต่ระดับถึงสงครามเต็มรูปแบบ ความตื่นตระหนกจึงอาจเป็นตัวเร่งความเสี่ยงมากกว่าความรุนแรงเสียเอง
ผมเห็นว่าบทบาทของประชาชน นักวิชาการ สื่อมวลชน และผู้นำสังคมไม่ควรเป็นเพียงผู้เฝ้ามองด้วยความหวาดกลัว แต่ควรเป็นผู้ตั้งคำถาม เรียกร้องข้อมูลที่โปร่งใส และสนับสนุนแนวทางที่ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ เพราะในโลกที่เชื่อมโยงกันมากกว่าที่เคย ไฟของสงครามที่ลุกขึ้นในพื้นที่หนึ่งย่อมส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก
ท้ายที่สุด ชัยชนะที่แท้จริงของมนุษยชาติไม่ใช่การชนะสงคราม หากคือการหยุดสงครามก่อนที่สงครามจะหยุดมนุษยชาติ
กล่าวโดยสรุป ขณะที่ผู้ก่อการสู้รบไม่ว่าจะเป็น อิสราเอล สหรัฐอเมริกา หรืออิหร่าน ยังไม่มีฝ่ายใดกล้าประกาศสงครามอย่างเป็นทางการแต่ในโลกของความคิดเห็นและสื่อสารสาธารณะกลับมี “กองเชียร์” จากทั่วโลกที่รีบประกาศเรียกเหตุการณ์นี้ว่า สงคราม กันไปแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายเหล่านี้ดำเนินมา หลายสิบปีมีทั้งการโจมตี
การตอบโต้ และการเผชิญหน้าทางยุทธศาสตร์แต่ก็ยังไม่เคยไต่ระดับไปสู่ สงครามเต็มรูปแบบระหว่างรัฐ ดังนั้นจึงน่าตั้งคำถามว่า เหตุใดผู้ที่อยู่ “วงนอก” ของความขัดแย้งจึงรีบฟันธงว่าโลกกำลังจะเข้าสู่ สงครามโลกทั้งที่ในเวลานี้
เศรษฐกิจโลกก็เปราะบางมากเพียงพอแล้วผู้คนจำนวนมากกำลังหวาดกลัวนักลงทุนไม่รอฟังคำอธิบาย ตลาดทุนไม่รออารมณ์และเมื่อความตื่นตระหนกแพร่กระจายจิตวิทยาของสังคมก็ยิ่งตกถดถอยลงอย่างรวดเร็ว
ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ
เมื่อสถานการณ์สู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านจะไม่ลุกลามเป็นสงครามโลกหรือสงครามเต็มรูปแบบ เนื่องจากทุกฝ่ายตระหนักถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่สูงเกินรับได้ อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งลักษณะนี้สามารถสร้าง แรงกระแทกต่อเศรษฐกิจ
พลังงาน ตลาดการเงิน และจิตวิทยาสังคมทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงจำเป็นเตรียมการเชิงระบบเพื่อ ลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพของประเทศ โดยใช้กรอบยุทธศาสตร์ 4R ได้แก่ เตรียมพร้อมล่วงหน้า (Readiness) – เสริมภูมิคุ้มกันของระบบประเทศ (Resilience) – ตอบสนองรวดเร็วและเป็นเอกภาพ (Response) – วางแผนฟื้นตัวให้เร็ว (Recovery)
1. เตรียมพร้อมล่วงหน้า (Readiness) จัดตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์โลกแบบเรียลไทม์ ครอบคลุม ราคาพลังงาน ตลาดการเงิน ความมั่นคงไซเบอร์ ข่าวสารและสงครามข้อมูล เพื่อประเมินผลกระทบต่อประเทศไทยและเตรียมมาตรการรองรับทันที
2. เสริมภูมิคุ้มกันของระบบประเทศ (Resilience) โดยบริหารคลังสำรองพลังงานและติดตามความเสี่ยงด้านพลังงานโลก เตรียมมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดทุน สื่อสารกับประชาชนอย่างโปร่งใสเพื่อลดความตื่นตระหนก
3. ตอบสนองรวดเร็วและเป็นเอกภาพ (Response) กำหนด กลไกสื่อสารและตัดสินใจแบบศูนย์กลาง เพื่อให้การตอบสนองด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการสื่อสารสาธารณะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เป้าหมายสำคัญคือ รักษาความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน
4. วางแผนฟื้นตัวให้เร็ว (Recovery) และใช้โอกาส ติดตามการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเศรษฐกิจโลกหลังวิกฤต เพื่อปรับยุทธศาสตร์พลังงาน เสริมบทบาทไทยในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ อาจไม่ลุกลามเป็นสงครามใหญ่ แต่แรงกระแทกจากสถานการณ์สามารถกระทบประเทศต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วผ่านเศรษฐกิจ ข้อมูลข่าวสาร และความเชื่อมั่นของสังคม ดังนั้น การเตรียมระบบรองรับล่วงหน้า จึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของประเทศในโลกที่มีความไม่แน่นอนสูง
----- ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย